แข่งตั้งรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367244?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แข่งตั้งรัฐบาล

28 มีนาคม 2562 – 13:50 น.
แข่งตั้งรัฐบาล,เพื่อไทย,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 257 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด  โดย… ร่มเย็น 

ผ่านวันเลือกตั้งไปไม่กี่วัน ตอนนี้ก็เริ่มฟอร์มรัฐบาลแข่งกันแล้ว ทั้งที่หนทางยังอีกยาวไกล ราวๆ อีกประมาณ 2 เดือนถึงจะได้ “รัฐบาลใหม่” เพราะต้องรอการประกาศผลอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียก่อน ซึ่งตาม “ไทม์ไลน์” ก็คือวันที่ 9 พฤษภาคมนี้  ดังนั้นในระหว่างนี้ไปจนถึงวันประกาศผลการเลือกตั้งของกกต. ตัวเลขจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคการเมืองได้ จึงเปลี่ยนแปลงได้อีก ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าว่าที่ส.ส.ของพรรคการเมืองใดถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง)  จำนวนที่นั่ง ส.ส.โดยรวมของพรรคการเมืองนั้น ก็ลดลงไปด้วย ซึ่งย่อมส่งผลต่อคะแนนเสียงของขั้วพรรคการเมืองในการรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอย่างน้อยควรได้ 251 ส.ส.ขึ้นไป

สำหรับตอนนี้โดยคร่าวๆ ทางขั้วพรรคเพื่อไทย ซึ่งรวมกันได้แล้ว 6 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย มี 137 ส.ส. พรรคอนาคตใหม่  88 ส.ส. พรรคเสรีรวมไทย 11 ส.ส. พรรคประชาชาติ 7 ส.ส. พรรคเพื่อชาติ 5 ส.ส. และพรรคพลังปวงชนไทย  1 ส.ส. รวมได้ประมาณ 249 เสียง

ส่วนทางขั้วพรรคพลังประชารัฐ  ซึ่งได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ มี 119 ส.ส. พรรคชาติไทยพัฒนา 11 ส.ส. พรรครวมพลังประชาชาติไทย 6 ส.ส. พรรคชาติพัฒนา 3 ส.ส. พรรคพลังท้องถิ่นไท 2 ส.ส. และพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย  1 ส.ส. รวมกันได้  142 เสียง
และมีพรรคการเมืองที่ยังไม่เลือกว่าจะอยู่ขั้วไหนรอให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ มีอยู่ 3 พรรคการเมือง คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย  และพรรคเศรษฐกิจใหม่   ซึ่ง  3 พรรคการเมืองนี้รวมกันแล้วมีถึงร้อยกว่าเสียง
การที่ทั้งพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทย แข่งกันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนั้น อ้างความชอบธรรมต่างกัน ทางพรรคพลังประชารัฐอ้างว่าพรรคได้รับคะแนนเสียงที่ประชาชนลงคะแนนเสียงให้ถึง 7.9 ล้านเสียง มากที่สุดกว่าทุกพรรคการเมือง  (พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงที่ประชาชนลงให้ 7.4 ล้านคะแนน) ส่วนพรรคเพื่อไทย อ้างว่าได้จำนวน ส.ส. มากที่สุดกว่าทุกพรรคการเมือง คือ  137 คน   (พรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส. 119 คน)

ส่วนข้ออ้างของฝ่ายไหนฟังขึ้นกว่ากันก็ใช้วิจารณญาณกันเอาเอง (เกือบทุกประเทศทั่วโลกพรรคการเมืองไหนได้จำนวน ส.ส. มากที่สุดหลังเลือกตั้งพรรคการเมืองนั้นก็จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  อย่างไรก็ตามบริบทของการเมืองไทยอาจไม่เหมือนกับประเทศอื่น)
ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็มีสาเหตุสืบเนื่องจากวิธีการลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ของเราแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาและถูกวิจารณ์มาตั้งแต่ต้น  คือการให้มีบัตรลงคะแนนเพียงใบเดียว และเลือกได้แค่ส.ส.เขต ไม่ได้มีบัตรลงคะแนน 2 ใบ คือใบหนึ่งเลือกผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)  และอีกใบเลือกผู้สมัคร ส.ส.เขต  แยกจากกันเหมือนเมื่อก่อน แต่แม้จะมีบัตรลงคะแนนเลือกตั้งเพียงใบเดียวและเลือกได้แค่ส.ส.เขต แต่คะแนนที่ลงนั้นกลับมีผลต่อจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ของพรรคการเมืองด้วยว่าจะได้จำนวนเท่าไหร่  ระบบเลือกตั้งที่ว่านี้ เรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม”
ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เคยกล่าวชี้แจงถึงข้อดีของระบบเลือกตั้งส.ส.แบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ว่าทุกคะแนนที่ประชาชนลงคะแนนมีความหมาย จะไม่มีแม้แต่คะแนนเดียวที่ “หล่นตกน้ำไป”  ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่คะแนนของผู้สมัครส.ส.ที่แพ้ไม่ได้รับเลือกตั้ง  ถูกโยนทิ้งหมด ทั้งที่เป็นคะแนนที่ประชาชนลงคะแนนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งบางคนได้คะแนนมากได้ที่ 2 ที่่ 3  แต่ครั้งนี้คะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนจะถูกนับมาคำนวณจำนวนส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย  และการออกแบบระบบเลือกตั้งนี้มา ไม่ได้คิดว่าจะเกิดประโยชน์แก่พรรคการเมืองใดและต้องการให้คะแนนเฉลี่ยกันไป ทุกพรรคการเมืองจะได้รับคะแนนตามสมควรไม่ต้องการให้พรรคการเมืองใดเป็นพรรคขนาดใหญ่จนเกินไป
แต่อาจารย์ “สิริพรรณ นกสวน สวัสดี” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยชี้ว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้จะทำให้เกิดการเลือกตั้ง “กำมะลอ” (link is external) เพราะคะแนนเสียงของประชาชนจะไม่ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแท้จริง จะถูกบิดเบือน เจตนารมณ์จะถูกยำใหญ่ พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งอาจไม่ได้เป็นพรรคที่จัดตั้งรัฐบาล
อีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากก็คือ พรรคเพื่อไทย  ประชาชนลงคะแนนให้มากถึง 7.4 ล้านคะแนน แต่ทำไมถึงไม่ได้ที่นั่งจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)  แม้แต่ที่นั่งเดียว  ก็ต้องบอกว่าเป็นความผิดผลาดของทางพรรคเพื่อไทยเองที่ส่งผู้สมัครส.ส. เพียง 250 เขต ทั้งที่เขตเลือกตั้งมีถึง 350 เขต ขาดไปถึง 100 เขต  ทั้งนี้ก็เป็นไปตามกลยุทธ์ “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย”  โดยให้พรรคการเมืองที่เป็นเครือข่ายหรือสาขาลงแทนในเขตที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัครส.ส. เพื่อหวังว่าวิธีการนี้จะทำให้ได้จำนวนที่นั่งส.ส.ของพรรคเพื่อไทยและพรรคสาขาจำนวนมาก แต่เมื่อเกิดกรณี “พรรคไทยรักษาชาติ” ถูกยุบ แผนที่วางไว้ก็พังลง  100 เขตเลือกตั้ง ที่พรรคเพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัครจึงโหว่ทันที

และที่หนักกว่านั้นคือไปเข้า “กับดัก” ของรัฐธรรมนูญที่ออกแบบไว้ข้างต้นว่าคะแนนที่ลงให้ส.ส.เขต นำมาคำนวณจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย ทำให้จำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่พรรคเพื่อไทยจะได้ต่อ 1 ที่นั่ง ตกประมาณ 79,000 คะแนนต่อเขตเลือกตั้ง ขณะที่พรรคการเมืองอื่นแค่ประมาณ 75,000 คะแนน

การชิงไหวพริบทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายยังมีต่อไปตลอดที่ตัวเลขจำนวนที่นั่ง ส.ส. ของแต่ละพรรคยังไม่นิ่ง ต้องติดตามชมว่าสุดท้ายฝ่ายไหนจะเข้า “วิน”

Leave a comment