เจาะลึกพ.ร.บ.ข่าวกรอง62เปิดทางใช้เทคโนโลยีไฮเทคล้วงข้อมูลลับ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369397?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะลึกพ.ร.บ.ข่าวกรอง62เปิดทางใช้เทคโนโลยีไฮเทคล้วงข้อมูลลับ

22 เมษายน 2562 – 13:00 น.
พรบข่าวกรอง,หน่วยสืบราชการลับ
เปิดอ่าน 1,514 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

การต่อสู้เพื่อจารกรรมความลับสุดยอดระดับโลกของ “ซีไอเอ” อเมริกา กับ “เคจีบี” รัซเซีย ถูกดัดแปลงเป็นหนังฮอลลีวู้ดชื่อดังหลายเรื่อง จนพวกเราคุ้นเคยดีว่า “หน่วยสืบราชการลับ” หรือเจ้าหน้าที่ข่าวกรองมีวิธีการล้วงความลับแบบวิจิตรพิสดาร เพื่อให้ได้ข้อมูลกลับมา ไม่รู้ว่าไทยก็แอบใช้วิธีแบบนี้หรือไม่?

แต่วินาทีนี้กฎหมายข่าวกรองใหม่ล่าสุด “เปิดช่อง” ให้ใช้วิธีนี้อย่างชัดเจนแบบไม่ผิดกฎหมายแล้ว!

ย้อนไปในอดีตการปฏิบัติการ “สืบข้อมูลราชการลับ” กระทำโดย “เจ้าหน้าที่สายลับ” จากหลายหน่วยงานราชการ เช่น ทหาร ตำรวจกองปราบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด หรือแม้แต่หน่วยปราบปรามคอร์รัปชั่น “ป.ป.ช.” หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แต่มีหน่วยงานหนึ่งที่เชี่ยวชาญการสืบเสาะหาข้อมูลลับ ชอบทำแบบเงียบๆ ไม่ชอบเป็นข่าว หรือไม่ชอบจัดแถลงข่าวหรือโชว์ผลงาน นั่นคือ “หน่วยข่าวกรองแห่งชาติ”

หรือชื่อเต็มๆ เรียกว่า “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ” ถ้าชื่อย่อคนไทยทั่วไปเรียกว่า “จนท.ข่าวกรอง” ส่วนฝรั่งนานาชาติเรียกหน่วยงานนี้ว่า “เอ็นไอเอ” (National Intelligence Agency : NIA) ความเป็นมาของหน่วยข่าวกรองไทยนั้น เริ่มจากความกลัวอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ ฝรั่งอเมริกากลัวว่าประเทศไทยจะไปเข้าข้างพวกรัสเซียหรือจีน ก็เลยทุ่มงบอัดฉีดเงินทุนเข้ามาตั้งหน่วยข่าวกรองแบบซีไอเอเมื่อปี 2493 เรียกชื่อว่า “คณะกรรมการลับ” หรือ “คณะกรรมการนเรศวร”

ถือเป็นช่วงสมัยเรืองอำนาจของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ส่งต่อมาถึง จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

“สายลับ” จนท.ข่าวกรองของไทยช่วงนั้น ทำงานแบบไม่ได้มีกฎหมายอะไรรองรับ มีหน้าที่รับคำสั่งโดยตรงจากนายพลท่านผู้นำประเทศอย่างเดียว ปฏิบัติการลับๆ มาเรื่อยๆ จนถึงปี 2502 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “กรมประมวลข่าวกลาง” จนกระทั่งถึงสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จัดทำ “พระราชบัญญัติข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ.2528” และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ” (สขช.) มาจนถึงปัจจุบัน

โดยภารกิจที่ถูกระบุไว้ในกฎหมายคือ การดำเนินการหาข่าวกรองเพื่อให้ทราบถึงความมุ่งหมายและความเคลื่อนไหวของต่างชาติ หรือองค์การก่อการร้ายที่อาจกระทำการอันเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงการต่อต้านการกระทำที่มุ่งหมายจารกรรมความลับของชาติ ทำลายความมั่นคง การก่อวินาศกรรม และการก่อการร้ายต่างๆ

ผ่านไป 34 ปี หน่วยสืบราชการลับของไทยถูกตั้งคำถามมากมาย ว่าทำงานคุ้มเงินภาษีหรือไม่? เพราะไม่ค่อยมีผลงานประจักษ์หรือโดดเด่นให้ชื่นชมมานัก ทั้งผลงานในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุระเบิดสยองบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ ใจกลางแหล่งท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 จนทำให้ชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตไป 20 คนและบาดเจ็บเกือบ 200 คน

จากวันนั้นเป็นต้นมา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ พยายามปรับเปลี่ยนยุทธวิธีและยุทธศาสตร์การทำงานของสายลับรวมถึงพยายามเสนอแก้กฎหมายที่เก่าแก่คร่ำครึของตัวเอง โดยอ้างว่าไม่ทันต่อเทคโนโลยีข่าวสารโลกที่เปลี่ยนแปลงไปและขออำนาจ “ดาบอาญาสิทธิ์” บางอย่างเพื่อให้การสืบหาข้อมูลเชิงลับทำได้สะดวกมากขึ้น

ในที่สุด “รัฐบาล คสช.” ของบิ๊กตู่ ก็รีบทิ้งทวนออกกฎหมายสายลับฉบับใหม่ให้ก่อนมีรัฐบาลพลเรือนเข้ามารับช่วงบริหารประเทศไทยต่อจากทหาร

“พระราชบัญญัติข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ.2562” มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา คำถามสำคัญคือ กฎหมายสายลับฉบับใหม่นี้จะช่วยการสืบหาข่าวกรองได้ผลกว่าเดิมหรือไม่

เริ่มจากคำนิยามความหมาย “การข่าวกรอง” หมายความว่า การดำเนินการเพื่อให้ทราบถึงความมุ่งหมาย กำลังความสามารถและความเคลื่อนไหว รวมทั้งวิถีทางของบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์การใด ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ที่อาจกระทำการอันเป็นพฤติการณ์เป็นภัยคุกคาม ทั้งนี้เพื่อรักษาความมั่นคง หรือประโยชน์แห่งรัฐ และให้รัฐบาลนำมาประกอบการพิจารณาในการกำหนดนโยบายแห่งชาติ

เปรียบเทียบความหมายจากกฎหมายเก่าแล้วไม่ได้มีความแตกต่างมากนัก แต่ที่น่าสนใจคือเพิ่มคำว่า “หรือประโยชน์แห่งรัฐ” ซึ่งคงต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าประโยชน์ด้านไหนบ้างและ “รัฐ” หมายถึง “รัฐบาล” หรือไม่อย่างไร

แต่ที่น่าสนใจคือการเพิ่มเติมนิยามความหมายของคำว่า “การข่าวกรองทางการสื่อสาร” จากเดิมที่ระบุไว้ หมายความว่า การใช้เทคนิคและการดำเนินกรรมวิธีทางเทคโนโลยีและเครื่องมือสื่อสาร เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในการข่าวกรองและการต่อต้านข่าวกรอง
ขณะที่กฎหมายใหม่มีคำว่า “ดักรับ” และ “สัญญาณวิทยุ” เข้ามาเพิ่มเติม!

เนื้อหาปรากฏอยู่ในมาตรา 4 ย่อหน้าสุดท้ายว่า “การข่าวกรองทางการสื่อสาร” หมายความว่า การใช้เทคนิคและ การดำเนินกรรมวิธีทางเครื่องมือสื่อสารด้วยการ “ดักรับ” การติดต่อสื่อสารทางสัญญาณวิทยุ เพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของต่างชาติหรือองค์การก่อการร้ายอันอาจจะมีผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งชาติ  นอกจากนี้ในมาตรา 6 ยังมีเนื้อหาส่วนสำคัญเพิ่มเติมจากกฎหมายเดิม สรุปได้ดังนี้

สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อาจสั่งให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดส่งข้อมูลหรือเอกสารที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติภายในระยะเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด หากหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลดังกล่าวไม่ส่งข้อมูลหรือเอกสารภายในกำหนดเวลาโดยไม่มีเหตุอันสมควรให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา สั่งการตามที่เห็นสมควรต่อไป ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารอันเกี่ยวกับการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง การข่าวกรองทางการสื่อสาร หรือการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อาจดำเนินการด้วยวิธีการใดๆ รวมทั้งอาจใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เครื่องโทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าวได้ ทั้งนี้หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบที่ผู้อำนวยการกำหนดโดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี ….

หมายความว่ามาตรา 6 เปิดกว้างให้เจ้าหน้าที่ข่าวกรองมีดาบอาญาสิทธิ์อันแหลมคมในการ ใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ เครื่องโทรคมนาคม หรือพวกเทคโนโลยีไฮเทคเพื่อ “จารกรรมข้อมูลหรือเอกสาร” ของใครก็ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ขอแค่ได้รับความเห็นชอบจาก “นายกรัฐมนตรี”!?!

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ” วิเคราะห์ให้ฟังว่า จุดประสงค์ในการทำงานของ “หน่วยข่าวกรอง” เพื่อเสาะหาข้อมูลที่ถูกต้องไม่ใช่แค่อินฟอร์เมชั่นหรือข้อมูลทั่วๆ ไป แต่ต้องเป็นข้อมูลที่ได้รับการกลั่นกรองหลายชั้น ข้อมูลพวกนี้ต้องใช้วิธีไปขอจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกัน
“สมัยก่อนแค่แจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่สำนักหน่วยข่าวกรองเขาก็อำนวยความสะดวกมอบข้อมูลให้เป็นอย่างดี ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอมาหลังๆ เทคโนโลยีและสื่อต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป พอพวกเราไปขอข้อมูลก็ถามกลับมาว่า เอากฎหมายข้อไหนมาขอ หรือว่าอาจไม่ได้รับความร่วมมือแบบเดิม ไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานเอกชน แต่รวมถึงหน่วยงานรัฐด้วยกันเองนี่แหละที่มีปัญหาแบบนี้ อย่าลืมว่า กฎหมายของเราเก่ามากแล้วถ้าไปเปรียบเทียบกับพวก ป.ป.ส. ปปง. ดีเอสไอ ฯลฯ กฎหมายพวกนี้ระบุไว้เลยว่าหน่วยงานต่างๆ มีภาระหน้าที่ต้องให้ข้อมูลที่เขาต้องการ ถ้าไม่ให้ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ปี 2562 ได้ระบุชัดเจนไปเลยว่าสำนักข่าวกรองมีอำนาจในการสั่งให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดส่งข้อมูลหรือเอกสารมาให้ภายในเวลาที่กำหนด และถ้าไม่ให้โดยเหตุผลอันสมควรก็ไปบอกนายกรัฐมนตรีให้ช่วยเข้ามาจัดการได้ด้วย”

ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นอธิบายต่อว่า สิ่งที่น่าสนใจในกฎหมายฉบับใหม่และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคือ การระบุให้มีบทลงโทษเจ้าหน้าที่ข่าวกรองที่นำข้อมูลความลับไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นในมาตรา 8 บอกเลยว่าข้อมูลข่าวสารที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติได้รับมาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายนี้จะเปิดเผยไม่ได้เว้นแต่เปิดเผยต่อนายกรัฐมนตรี หน่วยข่าวกรอง หน่วยงานความมั่นคง หรือตามคำสั่งศาลเท่านั้น หากใครทำผิดเอาความลับไปเปิดเผยมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท

“ถือเป็นเรื่องดีมาก เพราะการเอาข้อมูลข่าวกรองไปเปิดเผยหรือไปขายความลับให้คนอื่นเป็นความผิดร้ายแรง ที่ผ่านมาไม่มีบทลงโทษกำหนดไว้ สิ่งที่ผู้บริหารมักทำคือลงโทษตามระเบียบราชการทั่วไป ส่วนใหญ่หัวหน้ารู้ดีว่าใครทำความลับรั่วไหล ต่อไปนี้การลงโทษจะชัดเจนมากขึ้น”

ไม่ใช่เฉพาะบทลงโทษเท่านั้นที่เพิ่มขึ้นมา แต่กฎหมายฉบับนี้ยังให้ “เงินพิเศษ” เพิ่มด้วย เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีไฮเทคขั้นสูงนั้นอาจต้องใช้เหล่าสปายหรือสายลับ 007 ผู้มีความสามารถพิเศษในการเจาะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งราคาค่าตัวหรือค่าจ้างคงไม่เหมือนข้าราชการธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน
มาตารา 10 เปิดทางไว้ว่าเพื่อประโยชน์แก่การพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรองของรัฐให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญในสำนักข่าวกรองแห่งชาติที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในงานด้านการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง การข่าวกรองทางการสื่อสาร หรือการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน…ให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามระเบียบ

จากนี้ไปคนไทยจะเริ่มคุ้นเคยกับชื่อย่อของ “ศป.ข.” หรือศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ หน่วยงานใหม่ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายฉบับนี้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “ศป.ข” จะไม่ทำให้ชาวไทยผิดหวัง หลังได่รับดาบอาญาสิทธิ์ตามที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะอำนาจในการ “ดักรับสัญญาณต่างๆ” จากนี้ไป “จนท.ข่าวกรอง” หรือ “สายลับ NIA” ควรมีผลงานเชิงประจักษ์ในการสืบราชการลับหาข่าวกรองการก่อการร้าย หรือการก่อเหตุวินาศกรรมความรุนแรงอื่นๆ

อย่าให้ “ดาบ” กับ “เหรียญเงินพิเศษ” ที่ประชาชนมอบให้ กลายเป็นสิ่งเปล่าประโยชน์แบบหน่วยงานราชการลับอื่นๆ ในประเทศไทย!

 อำนาจหน้าที่ “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ”!
1.ปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจการการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง การข่าวกรองทางการสื่อสารและการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน
2.ติดตามสถานการณ์ภายในประเทศและต่างประเทศที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติและรายงานต่อนายกรัฐมนตรีและสภาความมั่นคงแห่งชาติ

3.กระจายข่าวกรองที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติให้หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม
4.ศึกษา วิจัย และพัฒนาเกี่ยวกับกิจการการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรองและการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

5.เป็นศูนย์กลางประสานกิจการการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรองและการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนกับหน่วยข่าวกรองอื่นภายในประเทศ
6.เป็นหน่วยงานหลักในการประสานกิจการการข่าวกรองและการต่อต้านข่าวกรองกับหน่วยข่าวกรองของต่างประเทศในเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ

7.เสนอแนะนโยบายและมาตรการ ตลอดจนให้ข้อมูล คำแนะนา และคำปรึกษาด้านการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง และการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนต่อนายกรัฐมนตรีและสภาความมั่นคงแห่งชาติ

8.ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่นายกรัฐมนตรีหรือสภาความมั่นคงแห่งชาติมอบหมาย

Leave a comment