#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
เวทีปัญญาชนปลุก”รวมพลังประชาสังคม”ยุติ”ประชาธิปไตยลายพราง”

โดย… ขนิษฐา เทพจร
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ในสังคมการเมืองสมัยนี้ คือมุมมองที่ถูกวิจารณ์ว่าแม้ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งเสมือนเป็นกลไกของการก้าวผ่านระบอบปกครองโดยคณะทหารไปสู่การปกครองภายใต้ตัวแทนประชาชน ในลักษณะของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยังก้าวไปไม่ถึงจุดที่ถูกคาดหวัง
เพราะปัจจัยที่ “เครือข่ายอำนาจทหาร” ยังคงแผ่ขยายมายังการเมืองหลังการเลือกตั้ง และยิ่งเป็นจุดที่ถูกวิจารณ์ได้ว่านี่คือ การสืบทอดอำนาจ และการเมืองในประเทศไทยยังคงอยู่ในรูปแบบของ “ประชาธิปไตยระยะเปลี่ยนผ่าน” ที่ทหารยังมีอำนาจนำ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะนำประชาธิปไตยที่สังคมคาดหวังไปในทิศทางไหน

จุดที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นสะท้อนมุมมองให้เห็นถึงต้นตอ ปัญหา และทางออกที่ควรจะเป็น ในงานเสวนาวิชาการเรื่อง “จากรัฐบาลลายพรางสู่ประชาธิปไตยอำพราง” ซึ่งจัดโดยฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ชี้ให้เห็นถึงที่มา ปัญหา และทางออก หวังให้การถอดบทเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่พาสังคมไทยก้าวพ้นจากวัฏจักรการเมืองไทยที่ติดหล่ม
เวทีเสวนาเริ่มต้นโดยการฉายให้เห็นถึง “ที่มาของประชาธิปไตยอำพราง” โดย ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉายภาพให้เห็นว่าที่มาของมุมมอง “ประชาธิปไตยอำพราง” สะท้อนภาพเห็นชัดจาก รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่มีเนื้อหาต่อการสร้างอำนาจนิยมเชิงเครือข่าย ที่มีตัวตั้งจากสถาบันทหารไปสู่สถาบันตุลาการ องค์กรอิสระ ผ่านกระบวนการตัดสินคดีที่มีเป้าหมายร่วมกันในเชิงอุดมการณ์และนำไปสู่การปฏิบัติการร่วมกัน ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกฯ พยายามย้ำว่าให้เป็นไปตามกฎหมาย คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรที่มีหน้าที่พิจารณาตามกฎหมายนั้น ขับเคลื่อนไปตามเป้าหมายด้วยทิศทางเดียวกัน

ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล
“การเลือกตั้งเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นปฏิบัติการร่วมกัน แม้มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น ทั้งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกอธิบายซึ่งอยู่นอกหลักการของกฎหมาย, การนับคะแนนเลือกตั้งแบบปัดเศษ, สั่งให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ซึ่งผมมองว่ากระบวนการที่ปฏิบัติการร่วมกัน คือความพยายามสร้างความยอมรับเทียม หรือความชอบธรรมเทียมให้เกิดขึ้น” อ.สมชาย สะท้อนมุมมอง
ขณะที่ ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์ต่อประเด็นการทำหน้าที่ขององค์กรเลือกตั้ง คือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” ที่สอดรับกับกลไก เกิดประชาธิปไตยอำพราง ผ่านการเพิ่มจำนวน ส.ส. ที่กลายเป็นเสียงสนับสนุนให้พรรคการเมืองของทหาร ซึ่งเริ่มต้นจากการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อให้แก่พรรคการเมืองที่ไม่ได้คะแนนเลือกตั้งค่ากลาง ซึ่งเป็นคะแนนที่พึงมีที่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เป็น ส.ส. และจากผลการคำนวณที่เกิดขึ้นของ กกต. ทำให้เห็นภาพชัดคือ “ว่าที่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ”

ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช
ต่อเนื่องกับประเด็นที่ถูกฉายภาพ ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ำว่า กลไกที่ขับเคลื่อนสำคัญของประชาธิปไตยอำพราง คือการให้สิทธิ “ส.ว.” ร่วมโหวตนายกฯ ซึ่งเปรียบเหมือนให้สิทธิ “ส.ว.” ขโมยผลการเลือกตั้งทั่วไป ทำให้ “พรรคการเมือง” ได้คะแนนเลือกตั้งสูงสุดอันดับ 2 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะมีคะแนนบวกเพิ่มอีก 250 เสียงจาก “วุฒิสมาชิก” ซึ่งมองว่าเป็นความผิดปกติที่ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่เสียงข้างมากธรรมดาไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ทั้งนี้ประชาธิปไตยของไทยที่ตนมองคือประชาธิปไตยสลึงเดียว เนื่องจากองค์กรอิสระและตุลาการมีความเหลื่อมล้ำต่อการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากลัวว่าอาจสร้างแรงกระเพื่อมที่นำไปสู่การปะทะทางสังคมได้

ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
“ตอนนี้มีพรรครัฐบาลแบบผสมรวมกัน 20 พรรค ทำให้รัฐบาลอาจเป็นแบบบุฟเฟ่ต์คาบิเนต เห็นแก่ผลประโยชน์ ต่อรองอยู่ตำแหน่ง ดังนั้นประชาธิปไตยอำพราง เป็นผลมาจากการสร้างเงื่อนไขที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นใจในรัฐบาล ทั้งนี้ผมมองว่าสิ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในอำนาจได้นานภายใต้ความไม่สมดุลทางอำนาจ ที่เป็นจริงในสังคม คือการจัดสัมพันธภาพใหม่เพื่อรักษาฐานอำนาจที่เป็นปึกแผ่น และเงื่อนไขว่าด้วยสถาบันทหาร” ดร.บัณฑิต ย้ำ
เมื่อเกิด “ประชาธิปไตยอำพราง” แน่นอนว่าผลลัพธ์ต้องมีตามมา เวทีวิชาการสะท้อนมุมของผลกระทบโครงสร้างทางสังคม เริ่มต้นการฉายภาพ โดย ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า จากผลการศึกษาการเมืองจากต่างประเทศภายใต้การปกครองอำพราง ของ “กลุ่มทหาร” ที่สมคบกับ “กลุ่มทุน” หรือ “อุตสาหกรรม” จะพบพฤติกรรมหลัก คือวางระบบผลประโยชน์ผูกขาด ผ่านการทำนโยบายเพื่อเอื้อกลุ่มของตนเอง กลุ่มทุน และมักมีเรื่องคอร์รัปชั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยปราศจากการตรวจสอบ
“ภายใต้ระบบ คสช. 5 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครเคยตรวจสอบว่ามีกลุ่มทุนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการสารพัด มีกระบวนการให้ หรือต่างตอบแทน รวมถึงขั้นตอนทางราชการที่เอื้อประโยชน์ เพราะแค่จะนั่งรถไฟไปตรวจสอบยังถูกปิดกั้น อย่างไรก็ตามผมมองว่าระบอบประชาธิปไตยสามารถตรวจสอบตีแผ่ได้ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้การดำเนินการใดๆ เป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชนได้มากที่สุด ทั้งนี้ภายหลังการเลือกตั้งผมมองว่าสภายังไม่มีอำนาจ เพราะอำนาจยังอยู่ที่ทหารและคสช. ผ่านหน่วยงานที่ถูกถ่ายโอนอำนาจ” ดร.พิชิต ให้มุมมอง
ขณะที่ผลกระทบด้านสังคม ดร.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า จากการออกคำสั่งของ “คสช.” พื้นที่การเจรจาต่อรองของ “ประชาชน” ถูกลดลงไป ซึ่งผลพวงของคำสั่งดังกล่าวยังคงอยู่ไปจนกว่าจะยกเลิกคำสั่ง อย่างไรก็ดีในรัฐบาลหลังการเลือกตั้งสิ่งที่กังวลคือ “สิทธิเสรีภาพในการรวมตัวของประชาชน” แม้คำสั่งการชุมนุมเกิน 5 คน โดย คสช.จะถูกยกเลิก แต่ยังถูกจำกัดสิทธิการแสดงความเห็นผ่านการแฝงตัวของหน่วยงานความมั่นคงในเวทีเสวนา หรือการแสดงออกทางสิทธิด้านแสดงความเห็นของประชาชน โดยที่ผ่านมาการใช้สิทธิแสดงออกมีประชาชนถูกจับและดำเนินคดีที่ไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมาย เช่น การเยี่ยมบ้าน การไล่ล่าคนที่เห็นต่างที่ลี้ภัยต่างประเทศ รวมถึงการใช้อำนาจนอกระบบทำร้าย “ประชาชนซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมือง” อย่างน้อย 11 ครั้งก่อนการเลือกตั้ง และหลังการเลือกตั้ง ที่พบสถิติ 12 ครั้ง โดยล่าสุดคือกรณี “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ที่มุ่งหมายสำคัญคือ “ห้ามคิดต่าง-ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง-ห้ามตั้งคำถาม”
“การสร้างความขัดแย้งและความเกลียดชังทางสังคมยังคงน่ากลัว และต่อไปเชื่อว่าจะเกิดความแตกแยกในสังคมจะมีเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลนี้และรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือรัฐบาลลายพรางที่สวมหน้ากากประชาธิปไตย แต่ยังคงความไม่เห็นหัวประชาชนต่อไป แม้จะมีการปฏิรูป หรือมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ดร.เบญจรัตน์ สะท้อนมุมปัญหา
และเมื่อปัญหาเกิดขึ้น “ทางออก” จะยังมีให้เห็นหรือไม่ เวทีวิชาการเชื่อว่าต้องมี ผ่านแรงขับเคลื่อนของภาคประชาสังคม โดย อ.นพพร ขุนค้า คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ มองทางออกของปัญหา “ประชาธิปไตยลายพราง” คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ผ่านการตั้งต้นจาก “สภาผู้แทนราษฎร” คือคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาของรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีเหตุอันสมควรที่จะแก้ไข จากนั้นเสนอไปยัง “คณะรัฐมนตรี” ให้ทำประชามติถามประชาชนว่า “ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะแก้บางส่วน หรือแก้ประเด็นใด” ส่วนตัวมองว่าแนวทางนี้จะนำไปสู่ทางออกที่ง่ายกว่าขอเสียงสนับสนุนจาก “ส.ว.” ที่เปรียบเป็น “คณะองครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ”

นพพร ขุนค้า
ฟากของตัวแทนฝ่ายการเมือง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ฐานะคณะทำงานประสานงานร่วมพรรคฝ่ายค้าน มองทางออกของระบบประชาธิปไตยไทย คือ “ทำทางใหม่” โดยความเห็นของ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน เห็นร่วมกันว่าพวกเราจะเป็นพรรคการเมืองที่จะสร้างสถาบันการเมืองร่วมกัน ผ่านอุดมการณ์ที่ทำให้ประเทศออกจากระบอบเผด็จการให้ได้ ส่วนที่หลายฝ่ายบอกว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหานั้น การมองมุมใหม่คือเน้นไปที่ประชาชนตระหนักในเรื่องประชาธิปไตยและให้ประชาชนทวงสิทธิของตนเองจาก “รัฐบาล”และ “ผู้นำประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย”
“รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับรับใช้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่ประชาชน ในแง่จริยธรรมถือว่าแย่มาก เพราะหากใครทำเพื่อตัวเองถือว่าไร้เกียรติ ดูอย่างการเลือก ส.ว. ให้กลับมาเลือกตัวเอง ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติของ ส.ว. คือต้องเป็นกลางทางการเมือง ดังนั้นเมื่อ ส.ว.เลือก พล.อ.ประยุทธ์ ฐานะผู้เลือก ส.ว.มาดำรงตำแหน่ง ถือว่าเป็นประเด็นที่จะเอา ส.ว.ออกจากตำแหน่งได้ ทั้งนี้การสืบทอดอำนาจของคสช. ที่สำคัญคือการให้ตำแหน่งแก่บุคคลโดยเฉพาะองค์กรอิสระ” พ.ต.อ.ทวี แสดงทัศนะ
ปิดท้ายในเวทีวิชาการ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน – iLaw เชื่อว่าปัญหาของประชาธิปไตยลายพรางมีทางออกผ่านการลงแรงของประชาชน ต่อการขับเคลื่อนเป็นกระบวนการที่เข้มแข็งของ “ภาคประชาสังคม” ส่วนตัวมีข้อเสนอที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเห็น ทั้งแก้รัฐธรรมนูญ ยกเลิกคำสั่งคสช. คือ 1.ยกเลิกหมวดปฏิรูปในรัฐธรรมนูญ 2.ยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ 3.แก้ไขมาตรา 272 ว่าด้วยอำนาจของส.ว.โหวตนายกฯ 4.เซตซีโร่ “องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” และ 5.เสนอให้แก้ไข “วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่รัฐธรรมนูญกำหนดเพื่อนำไปสู่การทำประชามติ
ขณะที่กระบวนการของ “สภา” ต้องอาศัยความร่วมมือกับ “ประชาธิปัตย์” ที่เคยเสนอเจตนารมณ์ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมมีเงื่อนไขว่า หากพรรคพลังประชารัฐและคสช.ไม่ยอมแก้ไข จะ “ลาออก” จากการร่วมรัฐบาล