สอย”บิ๊กตู่”ปมคุณสมบัตินายกฯ..จุดเปลี่ยนการเมือง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381845?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สอย”บิ๊กตู่”ปมคุณสมบัตินายกฯ..จุดเปลี่ยนการเมือง?

1 สิงหาคม 2562 – 13:00 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,การเมือง
เปิดอ่าน 1,908 ครั้ง

โดย…   โอภาส บุญล้อม

การอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีเรื่องสำคัญที่ฝ่ายค้านหยิบขึ้นมาซักฟอก แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลโดยตรง ก็คือการพุ่งเป้าไปที่คุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าขาดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี

เป็นเรื่อง “ซีเรียส” อยู่เหมือนกัน สำหรับกรณีคุณสมบัตินายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะว่าเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับคำร้องไว้พิจารณากรณี ส.ส.จำนวน 110 ราย ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160(6) และมาตรา 98(15) กรณีเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือไม่

โดยเหตุผลที่ศาลรัฐธรมนูญรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาเพราะเห็นว่าคำร้องดังกล่าวส่งมาถูกต้องตามช่องทางคือ ส.ส. 110 ราย ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

แต่โชคยังดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ากรณีตามที่ถูกร้องจะทำให้เกิดความเสียหายแต่ประการใด ประกอบกับผู้ร้องก็ไม่ได้มีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ถูกร้อง หยุดการปฏิบัติหน้าที่

         อย่างไรก็ตามสุดท้ายเรื่องนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติเป็นนายกฯ ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในทางการเมืองเลยทีเดียว เพราะไม่เพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น ที่ต้องพ้นตำแหน่งนายกฯ แต่คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ต้องล้มครืน พ้นสภาพตามไปด้วย

ในการอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ส.ส.ฝ่ายค้านได้หยิบยกเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 3578/2560 ซึ่งเป็นคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นจำเลย จากการที่ได้มีประกาศและคำสั่ง คสช. ที่กำหนดให้นายสมบัติต้องไปรายงานตัวต่อ คสช. ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 เวลา 16.00 น. แต่นายสมบัติ ไม่มารายงานตัวต่อ คสช. และไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง นายสมบัติจึงถูกดำเนินคดี และยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งข้อหาหนึ่งที่ศาลชั้นต้นนำมาลงโทษจำเลยในคดีนี้ก็คือ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุผลหรือข้อแก้ตัวอันสมควร และให้ลงโทษปรับนายสมบัติ จำเลย 500 บาท

ฝ่ายค้านจึงพยายามชี้ให้เห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวชี้ชัดแล้วว่า คสช.เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. จึงเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรี

และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2560 ฉบับนี้ยังได้มีการนำไปอ้างประกอบคำร้องที่ ส.ส. 110 รายยื่นสอย พล.อ.ประยุทธ์ เกี่ยวกับคุณสมบัตินายกฯ ต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วย

อย่างไรก็ตาม ก็ได้รับการตอบโต้ทันควัน โดย “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ มือกฎหมายชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า คำพิพากษาที่ยื่นฟ้องนายสมบัติ บก.ลายจุด ที่ขัดประกาศและคำสั่งของ คสช. ที่ให้นายสมบัติมารายงานตัวนั้น ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาในคดีนี้ ไม่มีคำไหนเลยที่บอกว่า คสช. หรือหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่บอกว่าเป็นเจ้าพนักงาน

ทำให้เกิดความเข้าใจกันว่า “เจ้าพนักงาน” กับ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” คงเหมือนกัน ซึ่ง “วิษณุ” อธิบายว่าที่จริงแล้วไม่ใช่ เจ้าพนักงานก็คือเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่รัฐคือเจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะที่คุณสมบัติต้องห้ามของรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(15) คือเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่ “เจ้าพนักงาน”

แค่นั้นไม่พอ “วิษณุ” ยังไปหยิบยกเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาอีกฉบับหนึ่งคือ ฎีกาที่ 7540/2554 มาชี้ให้เห็นชัดขึ้นอีกว่า “เจ้าพนักงาน” กับ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ต่างกัน โดยคดีนี้ เป็นคดีที่มีการฟ้องเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งเป็นจำเลย ข้อหาว่าเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์สินของวัด ขณะที่เจ้าอาวาสได้สู้คดีว่าตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐด้วย แต่ศาลพิพากษาว่าจำเลยเป็นเจ้าอาวาส ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน แต่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ “เจ้าพนักงาน” กับ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” จึงเป็นคนละเรื่อง คนละอย่างกัน และถ้ากฎหมายประสงค์เอาผิดบุคคลใดในฐานะอะไร ก็จะระบุชัดว่า เป็นเจ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ที่ผ่านมาในเรื่องที่ร้องว่า พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. เข้าข่ายเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ จึงขาดคุณสมบัตินายกฯ เคยมีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้วินิจฉัยมาแล้ว แต่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่ากกต.ได้มีมติไปแล้วว่าการประกาศชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.

และยังมีผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมติยุติการวินิจฉัยคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่ยื่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีเพราะเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ โดยชี้ว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ มิได้เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

ทั้งนี้เหตุผลทีี่ผู้ตรวจการแผ่นดินนำมายกคำร้องคือ อ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 ที่วางหลัก “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ว่าต้องมีองค์ประกอบครบ 4 ข้อ  คือ
1.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย
2.มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ
3.อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ
และ 4.มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

ดังนั้นผู้ตรวจการฯ จึงมีมติว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ เข้าองค์ประกอบเพียง 2 ข้อ คือ ข้อ 2 มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ และข้อ 4 มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

แต่ไม่เข้าข้อ 1 เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหัวหน้า คสช. จากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง จึงไม่ได้เข้ามาตามกฎหมายปกติ และไม่เข้าข้อ 3 เนื่องจากหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจในฐานะ “รัฏฐาธิปัตย์” จึงไม่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ อีกทั้งหัวหน้า คสช. มีอำนาจเหนือนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และมีอำนาจในการออกประกาศ คำสั่ง จึงน่าจะอยู่ในฐานะ “ผู้กำกับ” มากกว่า “ผู้ถูกกำกับ”

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีผลผูกพันทุกองค์กร รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญเองด้วย

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า เคารพในกระบวนการยุติธรรม เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็พร้อมรับคำตัดสินทุกประการของศาล (ที่จริงไม่ต้องบอกก็ได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว)

อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 เป็นการวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่ใช่รัฐธรรมนูญปี 2560

แต่กระนั้นหากพลิกไปดูมาตรา 109 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 เกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ใน (11) ที่ระบุว่า เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ก็จะพบว่าเขียนเหมือนมาตรา 98(15) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เขียนเกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส., และความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 160(6) และมาตรา 170(4) ที่มีการยื่นสอย พล.อ. ประยุทธ์

          เมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 กับรัฐธรรมนูญ 2560 เขียนเหมือนกันเป๊ะ ผลคดีจะออกมาเหมือนกันหรือไม่ ต้องติดตามชม

Leave a comment