อนาคตการเมืองไทยในอุ้งมือศาลรัฐธรรมนูญ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380955?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตการเมืองไทยในอุ้งมือศาลรัฐธรรมนูญ

25 กรกฎาคม 2562 – 13:30 น.
อนาคตเมืองไทย,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 2,986 ครั้ง

โดย…   ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

“รัฐบาลประยุทธ์ 2” เพิ่งเริ่มตั้งไข่ โดยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันนี้ (25 ก.ค.) เป็นวันแรก ด้านพรรคฝ่ายค้านตั้งป้อมค้านและซักฟอกในทุกประเด็น หวังใช้เวทีสภาปล่อยหมัดแย็บเปิดแผลไปเรื่อยๆ

ขณะสมรภูมินอกสภา อีกเวทีเป็นการต่อสู้กันในศาลรัฐธรรมนูญ ในสนามกฎหมายทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างมีสถานะเป็นผู้ถูกร้อง ซึ่งในแต่ละคดีล้วนมีความสำคัญต่อทิศทางการเมืองไทย

เมื่อไล่เรียงคดีสำคัญใน “ศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ เรื่องแรกที่อยู่ในความสนใจสูงสุดหนีไม่พ้น ปมคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่สุดๆ หากพลาดพลั้งจนเป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ เท่ากับว่า “เรือเหล็ก” ของรัฐบาล ต้องล่มตั้งแต่ปากอ่าวหรือไม่ เพราะรัฐบาล 19 พรรคร่วมมี “บิ๊กตู่” เป็นกล่องดวงใจ อยู่รอดปลอดภัยได้เมื่อไปกับ “ประยุทธ์”

ทั้งนี้กรณีคุณสมบัตินายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีผู้ไปยื่นร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งในชั้นกกต.และผู้ตรวจฯ มีมติตีตกไปแล้วตั้งแต่ต้นทางว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช. ไม่ถือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ได้มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

แต่ประเด็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ส่งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญโดยใช้สภาผู้แทนราษฎรเป็นช่องทาง โดย 110 ส.ส. เข้าชื่อเสนอคำร้องให้ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภา ซึ่งส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตามมาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 98 (15) จากเหตุ “เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” จากการดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (15)

และถึงตอนนี้ปมคุณสมบัติ “บิ๊กตู่” กลายเป็น “หนังยาว” ไปแล้วเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาและให้ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ถูกร้อง ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง

ส่วนประเด็นร้อนแรงไม่น้อยหน้า “คุณสมบัติบิ๊กตู่” นาทีนี้ ปฏิเสธไม่ได้คือ คดีความของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โดนคดีแรกไปกับการถือครองหุ้นสื่อ วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจสื่ออันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้สมัครเป็นส.ส. และอาจเป็นเหตุให้ต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพ ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98(3) หรือไม่ จนเป็นผลให้ “ธนาธร” ถูกสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ระหว่างการพิจารณาคดี ต้องไปเดินเกมนอกสภา โดยในชั้นการต่อสู้คดี “ทีมกฎหมายพรรคส้มหวาน” หอบเอกสารหลักฐานเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาจำนวน 200 หน้ากระดาษ ส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

จากนั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นำประเด็นเข้าหารือภายในที่ประชุม แต่ข้อเท็จจริงยังไม่ครบถ้วนรอบด้าน ศาลรัฐธรรมนูญจึงส่งสำเนาคำชี้แจงทั้งหมดให้กกต.ในฐานะผู้ร้องเพื่อให้พิจารณา และให้เวลา 15 วันในการทำคำชี้แจงกลับมาว่ามีข้อคัดค้านใดในคำชี้แจงของนายธนาธรหรือไม่ จากนั้นฝ่ายวิชาการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะสรุปประเด็นคำชี้แจงพร้อมทำความเห็นนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ หรือต้นเดือนสิงหาคม หลังจากศาลได้รับข้อมูลทั้ง 3 ฝ่าย คือฝ่ายธนาธร ฝ่ายของกกต. และฝ่ายวิชาการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะมีการกำหนดแนวทางในการพิจารณาคดี

ประเมินกันว่าศาลจะเปิดไต่สวนคดีหุ้นสื่อของธนาธร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้นำพยานเข้าชี้แจงอย่างเพียงพอ ทำให้เรื่องการโอนหุ้นต้องไปตามลุ้นกันในศาลว่าพยานหลักฐานของฝ่ายใดจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่ากัน ระหว่าง “ทีมธนาธร” ที่อ้างว่าโอนหุ้นไปหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 ก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. โดยเป็นการโอนขายให้แม่ “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” ต่อมาแม่โอนหุ้นต่อไปให้หลาน 2 คน แต่แล้วหลานทั้ง 2 คนโอนหุ้นกลับมาให้แม่อีกรอบ ส่วนเช็คค่าโอนขายหุ้นยังไม่ได้นำไปขึ้นเงิน โดยเช็คเก็บไว้ที่เมีย “รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” ขณะที่ฝ่ายกกต. ในฐานะผู้ร้องไม่เชื่อในคำกล่าวอ้าง แต่เชื่อตามเอกสารราชการที่ปรากฏ เชื่อว่าธนาธรถือหุ้นสื่อจริง ทำธุรกิจด้านสื่อสารมวลชนซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

ปมหุ้นสื่อของธนาธรจะออกหัวหรือก้อย ว่ากันไปตามกระบวนการในศาลรัฐธรรมนูญ ผลร้ายแรงในทางลบก็คือตัดสิทธิทางการเมือง

แต่ที่หนักกว่า ร้ายแรงกว่าหุ้นสื่อ คือกรณีให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินตามที่ “ศรีสุวรรณ จรรยา” นักร้องมือฉมัง เข้ายื่นเรื่องและให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. กรณีให้ตรวจสอบ “ธนาธร” ที่ให้พรรคอนาคตใหม่ กู้ยืมเงินจำนวน 110-250 ล้านบาท โดยพฤติการณ์การให้เงินกู้ของนายธนาธร และการรับเงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่ เป็นการกระทำที่อาจไม่ชอบด้วยพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองปี 2560 มาตรา 62 ประกอบมาตรา 66 ที่ระบุว่าบุคคลจะบริจาคหรือให้ประโยชน์อื่นใดแก่พรรคการเมืองเกิน 10 ล้านบาทไม่ได้ ดังนั้นการให้กู้ยืมเงินในระดับ 110-250 ล้านบาท น่าจะขัดต่อกฎหมาย

เรื่องเงินกู้อนาคตใหม่ ไม่ใช่ประเด็นที่ “ธนาธร” ถูกการเมืองขั้วตรงข้ามตามขุดคุ้ย แต่เป็นเรื่องปลาหมอตายเพราะปาก สะท้อนถึงมือใหม่ทางการเมืองจนหลุดปากพูดในเรื่องที่นักการเมืองเขาไม่พูดกัน หลักฐานจึงปรากฏตามคำบรรยายที่ “ธนาธร” ได้พูดกับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นประจักษ์พยาน แต่จะครบถ้วนสมบูรณ์เพียงพอให้เชื่อว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นต่อเมื่อนำไปประมวลรวมกับบัญชีรับ-จ่ายของพรรคอนาคตใหม่ เพื่อพิสูจน์ถึงที่มาของได้เงินและการใช้จ่ายเงินของพรรคอนาคตว่าผิด-ถูกอย่างไร

หากประเด็นเงินกู้เป็นความผิด วงเงินกู้ยืมในส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทจะต้องตกเป็นของกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง “ธนาธร” ส่อเผชิญโทษปรับ จำคุก และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ส่วนกรรมการบริหารพรรคอาจจะถูกถอดถอนยกชุด และหากหมากเกมการเมืองเดินถึงไปจุดที่ขั้วแม่เหล็กของพรรคสิ้นสภาพ … จะเป็นการเปิดตลาดให้เลือกช็อป 80 ส.ส.ของค่ายส้มหวาน

นอกจากนี้ยังมี “เซอร์ไพรส์” กรณีที่ศาลรัฐธรรรมนูญ เพิ่งมีคำสั่งไปหมาดๆ รับคำร้อง ของนายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดินที่ไปยื่นคำร้องแบบเงียบๆ จนแทบไม่มีใครรู้ว่ามีเรื่องนี้ด้วย โดยร้องว่าพฤติกรรมการกระทำของพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และกรรมการบริหารพรรครวมถึงข้อบังคับพรรคอนาคตใหม่ ที่มีการเขียนในลักษณะไม่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลคดีนี้จะออกมาอย่างไร และถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีความผิด

ไม่เพียงคำร้องหวังเด็ดหัวขบวนการเมืองซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านแล้ว ยังมียุทธการเตะตัดขา เอาคืนกันด้วยการยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ การถือครองหุ้นสื่อของส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยคำร้องตรงที่ส่งถึงกกต.ยังค้างอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของสำนักงานกกต. พรรคร่วมฝ่ายค้านชิงโอกาสใช้สภาเป็นช่องทางในการยื่นเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผลให้ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยการถือครองหุ้นสื่อของ 32 ส.ส.ซีกรัฐบาล ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถึง 21 คน โดยการต่อสู้คดีเฮือกแรกของทีมกฎหมาย พปชร. นำโดย “ทศพล เพ็งส้ม” ถือว่าโล่งไปหนึ่งเปลาะ หลังศาลไม่สั่งให้ส.ส.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนส่งผลสั่นคลอนรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำและการทำงานในสภาเหตุเพราะฝ่ายรัฐบาลกุมเสียงส.ส.มากกว่าฝ่ายค้านไม่ถึง 10 เสียง

ทั้งนี้ ส.ส.ซีกรัฐบาล ผู้ถูกร้องได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาส่งคำชี้แจงและเอกสารประกอบออกไปอีก 30 วันนับแต่วันครบกำหนดชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เนื่องจากมีเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก อีกทั้งการขอคัดสำเนาเอกสารจากทางราชการยังไม่แล้วเสร็จ เอกสารบางส่วนยังไม่ได้รับจาก กสทช. และเมื่อได้รับแล้วฝ่ายผู้ถูกกล่าวหายังต้องทำสำเนาส่งศาลรัฐธรรมนูญ 9 ชุด ทำให้เอกสารประกอบคำชี้แจงของ ส.ส.บางคนมีมากกว่า 1,000 แผ่น

ส่วนการแก้เกมยื่นคำร้องให้ผ่านประธานสภา ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบการถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนของส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นการลอกสูตรเอาคืนกับ 33 ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน แบ่งเป็น พรรคอนาคตใหม่ 21 คน พรรคเพื่อไทย 4 คน พรรคประชาชาติ 1 คน พรรคเสรีรวมไทย 3 คน และพรรคเพื่อชาติ 4 คน

ยุทธวิธีเตะตัดขาด้วยปมหุ้นสื่อยังลามไปถึงส.ว. โดย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยว่าคำสั่ง คสช. ที่ 1/2562 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว. มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลไม่รับเรื่องไว้พิจารณาเพราะเห็นว่าคำสั่งของคสช.ฉบับดังกล่าวเป็นเพียงการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองเสนอรายชื่อส.ว.ชุดแรกตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ไม่ถือเป็นการออกกฎหมายที่มีผลให้บังคับเป็นการทั่วไป

จากนั้น “เรืองไกร” ได้ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดขอให้ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยสั่งการให้การกระทำของคณะกรรมการสรรหา ส.ว. เป็นอันใช้บังคับมิได้ เนื่องจากการประชุมไม่เป็นทางการ องค์ประชุมไม่ครบ จึงไม่ใช่การประชุมตามขั้นตอน นอกจากนี้การไม่มีระเบียบคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ออกมาในราชกิจจาฯ จึงไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

ในเวลาไล่เลี่ยกัน “เรืองไกร” ได้ยื่นเรื่องถึง กกต.ขอให้ตรวจสอบการถือครองหุ้นสื่อของ 27 ส.ว. โดยระลอกแรกยื่นตรวจสอบสมาชิกภาพของ 21 ส.ว. อาจต้องสิ้นสุดลงเนื่องจากเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ และระลอกที่ 2 ยื่นตรวจสอบ ส.ว.อีก 6 ราย ทั้งนี้ “เรืองไกร” ตั้งเป้าที่จะตรวจสอบการถือหุ้นของส.ว.อีกกว่า 400 คน ทั้งที่อยู่ในบัญชีสำรองและผู้ได้รับการคัดเลือกในรอบแรก รวมถึงประกาศจะตรวจสอบคุณสมบัติ “ครม.ประยุทธ์ 2” อีกด้วย

นับจากเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป คดีที่ส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญจะยิ่งเพิ่มอุณหภูมิให้การเมืองไทยควบคู่ไปกับการสืบสวนสอบสวนสำนวนคำร้องต่างๆ ในชั้นกกต. ก่อนส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ เหล่ากองเชียร์และกองแช่งยังต้องเกาะติดขอบสนามการต่อสู้คดีของ 2 ขั้วการเมือง โดยผลการวินิจฉัยของศาลในทุกคดี ล้วนส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองไทย

Leave a comment