#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/609495
- วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 15:37 น.

“พลเอกมูชาร์ราฟ อดีตผบ.ทบ.ปากีสถานและประธานาธิบดี ผู้รับใช้ประเทศชาติมานานกว่า 40 ปี เสียสละสู้สงครามปกป้องเอกราช ไม่สามารถเป็นกบฏทรราชตามที่ตัดสินได้”
เอเอฟพีรายงานว่า จากกรณีที่ศาลพิเศษในกรุงอิสลามบัดของปากีสถานได้มีคำตัดสินด้วยมติ 2-1 ลงโทษประหารชีวิตพลเอกเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ วัย 72ปี อดีตผู้บัญชาการทหารบกของกองทัพปากีสถาน และอดีตประธานาธิบดีผู้ครองอำนาจประเทศมานานถึง 9 ปี จากการก่อรัฐประหารในปี 1999 จากฐานความผิดที่พลเอกมูชาร์ราฟใช้อำนาจพิเศษประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2007 ซึ่งถือเป็นความผิดฐานพยายามล้มล้างรัฐธรรมนูญ
คำตัดสินของศาลพิเศษปากีสถาน ส่งผลให้พลเอกมูชาร์ราฟ ถือเป็นผู้นำกองทัพคนแรกของประเทศที่ถูกตัดสินลงโทษด้วยการประหารชีวิตจากข้อหากบฏ
พลเอกมูชาร์ราฟ ซึ่งถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากความผิดดังกล่าวในปี 2013 ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกจากปากีสถานในปี 2016 ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ โดยพบว่าขณะนี้เขาเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่นครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์
โดยภายหลังมีคำตัดสินของศาลพิเศษ ทางด้านกองทัพปากีสถานได้ออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจผลคำตัดสินของศาลพิเศษดังกล่าว โดยระบุในตอนหนึ่งของคำแถลงการณ์ว่า “อดีตผู้บัญชาการทหารบก และประธานาธิบดีแห่งปากีสถาน ผู้รับใช้ประเทศชาติมานานกว่า 40 ปี ต่อสู้กับอริศัตรูในสงครามเพื่อปกป้องประเทศ ไม่สามารถเป็นผู้ทรยศชาติได้” พร้อมทั้งระบุอีกว่า “ดูเหมือนกระบวนการยุติธรรมจะไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เลย”
อันวาร์ มันศูร์ ข่าน อัยการสูงสุดของปากีสถานกล่าวในการตัดสินโทษประหารชีวิตว่า “การกระทำของพลเอกมูชาร์ราฟเป็นภัยต่อรัฐธรรมนูญ”
อย่างไรก็ดี ไม่แน่ชัดว่านายมูชาร์ราฟจะสามารถเดินทางกลับปากีสถานได้หรือไม่ เพราะเขายังคงเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลในนครดูไบ ขณะที่หลังจากศาลพิเศษมีคำตัดสินดังกล่าว ได้มีกลุ่มผู้สนับสนุนนายพลมูชาร์ราฟ รวมตัวประท้วงแสดงความไม่พอใจพร้อมเรียกร้องความยุติธรรม
สำหรับอดีตประธานาธิบดีมูชาร์ราฟ ขึ้นสู่อำนาจผ่านการรัฐประหารในปี1999 ก่อนจะครองอำนาจเป็นผู้นำปากีสถานนานถึง 9 ปี
กระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2007 เขาได้ทำการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อหวังระงับใช้รัฐธรรมนูญ ช่วงก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสินว่าการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยของเขามีความชอบธรรมหรือไม่
พร้อมทั้งยังสั่งจำกุมผู้นำกลุ่มการเมือง รวมถึงปลดคณะผู้พิพากษา การกระทำครั้งนั้นส่งผลให้เกิดการประท้วงใหญ่ในหลายพื้นที่ของปากีสถาน ซึ่งทั้งบรรดานักกฎหมายและนักการเมืองทั่วประเทศต่างร่วมประท้วงด้วย กระทั่งมูชาร์ราฟยอมลงจากตำแหน่งในปี 2008 ก่อนที่ต่อมาในปี 2013 จะถูกฟ้องร้องเอาผิดด้วยข้อหาดังกล่าว

