งบแก้”แล้ง-ท่วม”ต้องโปร่งใส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385639?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งบแก้”แล้ง-ท่วม”ต้องโปร่งใส

29 สิงหาคม 2562 – 07:37 น.
อุทภภัย,ภัยแล้ง,มหาดไทย
เปิดอ่าน 1,569 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม 2562

จากการที่คณะรัฐมนตรีได้มีการประชุมและเห็นชอบมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย โดยรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 15,800 ล้านบาท เพื่อกระจายให้แก่แต่ละจังหวัด จังหวัดละ 200 ล้านบาท ยกเว้นสุรินทร์และบุรีรัมย์ ที่ได้จังหวัดละ 500 ล้านบาท เนื่องจากมีควมจำเป็นเร่งด่วนจากการที่นายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ โดยเป็นงบกลางปีเร่งด่วนที่ทุกจังหวัดจะต้องส่งโครงการให้เสร็จในเดือนกันยายนพร้อมจัดทำแผนจัดซื้อจัดจ้างและรายละเอียดให้ชัดเจน พร้อมกำชับว่าโครงการจะต้องเกี่ยวกับการสร้างอาชีพ จ้างแรงงาน ตลอดจนการซ่อมแซมปรับปรุงพัฒนาแหล่งน้ำหรือระบบส่งน้ำและประปา แต่ห้ามนำไปใช้จัดซื้อครุภัณฑ์ จัดประชุมสัมมนา หรือเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงต่างๆ หรือนำไปใช้ในสิ่งที่ผิดวัตถุประสงค์

 การขับเคลื่อนงบก้อนนี้มีข้อคิดเห็นให้พิจารณาแผนงานที่มีอยู่แล้ว เช่นแผนงานจัดการน้ำของกรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นต้น เพราะไม่สามารถทำแผนงานใหม่ได้ทัน อีกทั้งยังสำทับให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใสและเจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดชอบหากพบว่ากระทำความผิดจะไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งงบประมาณครอบคลุม 76 จังหวัด 878 อำเภอ 7,255 ตำบล และ 75,032 หมู่บ้าน ที่มีความเสี่ยงและได้รับผลกระทบภัยแล้งและอุทกภัย โดยให้จังหวัดสำรวจพื้นที่และจัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อเสนอคณะกรรมการบริหารจังหวัดแบบบูรณาการ(กบจ.) จากนั้นให้พิจารณากลั่นกรองโครงการตามจำเป็นและให้ประเมินผลโครงการเพื่อรายงานกระทรวงมหาดไทยด้วย โดยคาดว่าจะสามารถโอนงบประมาณให้จังหวัดเพื่อดำเนินการได้ตั้งแต่กลางเดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป

หากมองในภาพรวมถือเป็นสิ่งดีที่รัฐบาลกระจายเม็ดเงินลงไปยังจังหวัดและท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาจากภัยธรรมชาติให้แก่ชาวบ้านและเกษตรกร อีกทั้งยังได้ประโยชน์ในการจ้างงานสร้างรายได้ให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก แม้จะเป็นเม็ดเงินไม่มากก็ตาม ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นงบเร่งด่วนใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อยู่บ้าง แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบระยะยาวยั่งยืน และส่วนใหญ่อ้างอิงจากแผนงานเดิมของหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก ไม่ใช่การตั้งโจทย์ระดมความคิดนำบทเรียนมาวิเคราะห์หาต้นเหตุและแก้ไขแบบถาวรอย่างที่มีการผลักดันกันในปัจจุบันที่อยากให้ภาครัฐกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเกิดการพัฒนาในรูปแบบ “ท้องถิ่นบริหารจัดการตนเอง” ซึ่งมีทุกภาคส่วนทั้งราชการและภาคประชาคมรวมทั้งกลุ่มวิชาการเข้ามาร่วมมือร่วมใจขับเคลื่อนท้องถิ่นให้เจริญและแก้ไขปัญหาในพื้นที่

การกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่นจะช่วยพัฒนาให้ภูมิภาคและชุมชนมีความเข้มแข็งตามศักยภาพที่มีและเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ รวมทั้งเป็นการกระจายรายได้ด้วยโดยคำนึงในเรื่องต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทาง ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเกื้อหนุนให้ท้องถิ่นบริหารจัดการตนเองจนพัฒนาบ้านตัวเองและชุมชนได้อย่างตรงความต้องการและสามารถก้าวข้ามอุปสรรคตลอดจนแรงต้านได้ เนื่องจากมีการตกผลึกความคิดร่วมกันกับชุมชนท้องถิ่น อีกทั้งการทำงานแบบมีส่วนร่วมจะทำให้การตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการเกิดประสิทธิภาพ สามารถยับยั้งการคอร์รัปชั่นได้ดีขึ้นด้วย ซึ่งตราบใดที่ภาครัฐยังสายตรงท้องถิ่นโดยขาดการมีส่วนร่วม ในขณะที่เลือกตั้งท้องถิ่นก็กำลังจะมา ย่อมต้องถูกจับตาถึงความโปร่งใสในการใช้งบประมาณแน่นอน

Leave a comment