สอนบทเรียน ผู้บริหารจุฬาฯ ..ระวังเป็นเหยื่อ องค์กรสารพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385820?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สอนบทเรียน ผู้บริหารจุฬาฯ ..ระวังเป็นเหยื่อ องค์กรสารพิษ

30 สิงหาคม 2562 – 12:55 น.
พาราควอต,สารพิษ
เปิดอ่าน 3,863 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

เครือข่ายภาคประชาชนกว่า 600 องค์กรจับมือกันต่อสู้กับกลุ่มธุรกิจนำเข้า สารพิษเกษตร “พาราควอต” อย่างเข้มข้นต่อเนื่องมานานหลายปี มีนักวิชาการ นักวิจัย แพทย์ เภสัช จากสถาบันวิชาการต่างๆ เข้าร่วมจำนวนไม่น้อยจนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก..แต่ไม่อยากเชื่อเลยว่า “ผู้บริหารของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” บางคนในยุคนี้ จะพลาดท่าเสียที เกือบตกเป็นเหยื่อ “องค์กรบังหน้า” จนต้องให้ชาวบ้านออกมาสอนบทเรียนถึงใต้ร่มจามจุรี…

ช่วงเที่ยงวันที่ 29 สิงหาคม 2562 ชาวบ้านและกลุ่มคนไทยต่อต้านการใช้สารเคมีพิษร้ายในแปลงเกษตรกว่า 300 คน ได้มาร่วมชุมนุมกันใต้ตึก “จามจุรี 3” ที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากอาคารนั่งทำงานของคณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียงตะโกนพร้อมชูป้ายเชียร์มีขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อให้กำลังใจ “หมอธีระวัฒน์” และแกนนำต่อต้านสารพิษเกษตร เช่น วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แอ๊ด คาราบาว, รสนา โตสิตระกูล ฯลฯ

สาเหตุที่คนไทยหลายร้อยคนต้องมารวมตัวกันที่นี่ สืบเนื่องจากศูนย์กฎหมายและนิติการ สำนักงานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกหนังสือเชิญ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาพบคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ในวันที่ 29 สิงหาคม 2562 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 203 อาคารจามจุรี 3 ชั้น 2

อธิบายแบบชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ ก็คือ โดนตั้งกรรมการสอบสวน…นั่นเอง เนื่องจากหมอผู้นี้เป็นหนึ่งในแพทย์ที่กล้าออกมาให้ความรู้และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอันตรายของสารเคมีพิษ มีการโพสต์ตัวเลขและตัวอย่างเกษตรกรที่รับเคราะห์มาแสดงให้เห็นเป็นระยะๆ ในเฟซบุ๊กส่วนตัว จนกลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของกลุ่มนักธุรกิจค้าขายสารเคมีเกษตร

แต่ก่อนจะถึงวันที่ 29 สิงหาคมไม่กี่วัน ผู้บริหารจุฬาฯ ประกาศขอเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะโดนกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ออกมาตั้งคำถามถึงเบื้องหลังของการ “เรียกสอบ ” และทวงถามเสรีภาพของนักวิชาการอย่างถล่มทลาย…แต่การขอเลื่อนไม่ได้ช่วยอะไรมากนักเพราะกระแสจุดติดแล้ว!

 เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ร่วมกันประกาศผ่านสื่อออนไลน์อย่างพร้อมเพรียงกันว่า

จุฬาฯ เลื่อน แต่ประชาชนไม่เลื่อน !

เนื่องจากกรณีกล่าวหา “หมอธีระวัฒน์” ถือเป็นการคุกคามเสรีภาพของนักวิชาการที่จะมาช่วยเปิดเผยข้อมูลพิษภัยของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้ประชาชนรับรู้ โดยเฉพาะเบื้องหลังการเพิกเฉยไม่สั่งแบน 3 สารพิษร้าย “พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต” ที่ประเทศส่วนใหญ่ยกเลิกหรือห้ามใช้อย่างเด็ดขาด แต่ไทยยังนำเข้าปีละกว่า 40 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 3.8 พันล้านบาท ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก

คำแถลงของ “เครือข่าย 686 องค์กร” ระบุว่าการกล่าวหา หมอธีระวัฒน์เกิดขึ้นเพราะ “มีบุคคลบางกลุ่ม” ที่มีความสัมพันธ์และได้รับการสนับสนุนจากบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายสารพิษกล่าวหาว่าหมอธีระวัฒน์นำข้อมูลเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์และทำให้ตนเองได้รับความเสียหาย

แต่การที่ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงนั้น เครือข่ายเห็นว่าการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ และหากนักวิชาการชั้นนำของประเทศ ซึ่งได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาระดับโลก เช่น ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ยังได้รับการคุกคามเช่นนี้จะมีนักวิชาการผู้ใดกล้าลุกขึ้นมาเปิดเผยความจริงเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนได้อีก?”

พร้อมแฉต่อว่า เครือข่ายมีหลักฐานพฤติกรรมกลุ่มบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “องค์กรบังหน้า” ที่จัดตั้งขึ้นโดยสมาคมของบรรษัทข้ามชาติและผู้ประกอบการค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ข่มขู่ คุกคาม ให้นักวิชาการหลายท่านให้ลาออกจากมหาวิทยาลัย เนื่องจากออกมาเปิดเผยปัญหาการตกค้างของสารพิษเหล่านี้ในสิ่งแวดล้อมและในอาหารที่คนไทยควักเงินซื้อกินกันทุกวัน

และข้อเรียกร้องที่ลุ่มลึกและแสบถึงทรวงในจากเครือข่าย คือ การขอให้ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ทำหน้าที่ปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ โดยเฉพาะบุคลากรของมหาวิทยาลัยที่ปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชน ก่อนตั้งคณะกรรมการสอบสวนควรตั้งคณะทำงานที่ปราศจากผลประโยชน์โดยตรงและโดยอ้อมเพื่อตรวจสอบข้อมูลจากผู้กล่าวหาเสียก่อน และควรใช้ “บทเรียนนี้” จัดประชุมวิชาการเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจ “เรื่ององค์กรบังหน้า” (front groups) ซึ่งหน้าฉากเป็นองค์กรทางวิชาการ องค์กรเกษตรกร องค์กรภาคประชาสังคม ฯลฯ แต่เบื้องหลังได้รับการสนับสนุนและมีพฤติกรรมปกป้องผลประโยชน์ของบรรษัท

โดยเครือข่ายได้นำเสนอข้อมูลที่เป็นเอกสารหลักฐานยืนยันว่า การนำเสนอข้อมูลของ “หมอธีระวัฒน์” เป็นข้อเท็จจริงและไม่มีการบิดเบือนผ่านทาง เฟซบุ๊กมูลนิธิชีววิถี ไบโอไทย (BIOTHAI) เช่น ผลตรวจการตกค้างสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในผักและผลไม้ที่ส่งตรวจในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน รวมถึงเบื้องหลังความสัมพันธ์ของกลุ่มบุคคลที่ได้รับการสนับสนุนของบริษัทสารเคมี พร้อมแจ้งเตือนว่า

หากบุคคลที่ร้องเรียน “นักวิชาการ” ยังไม่หยุด … จะดำเนินการฟ้องกลับเช่นกัน

ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” มีโอกาสได้สัมภาษณ์ “หมอธีระวัฒน์” หลังการพบปะพี่น้องที่มาร่วมให้กำลังใจเสร็จสิ้นลง โดยหมอยอมรับว่าลึกๆ รู้สึกหดหู่ใจมากที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทย แต่ก็พร้อมที่จะให้ข้อเท็จจริงต่างๆ เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าสิ่งที่ตนโพสต์เผยแพร่ออกเฟซบุ๊กส่วนตัวนั้น ล้วนเป็นข้อมูลจากงานวิจัยและงานวิชาการ พร้อมกล่าวยืนยันว่า

“จากประสบการณ์ตรงที่ผมได้รักษาพี่น้องเกษตรกรที่โดนสารพิษเหล่านี้ทำร้าย หลายคนไม่รู้ว่าพิษของมันแค่โดนนิดเดียวหรือแค่ 2–4 ซีซี ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้เลย เจอคนไข้ตายทรมานมาแล้วหลายรายเพราะไปสัมผัสหรือกินเข้าไป เกษตรกรคือด่านหน้าที่เจอสารเคมีเหล่านี้ โดนผิวทำให้เกิดอาการแสบร้อน เป็นแผลติดเชื้อทำให้หนังเน่าเนื้อเน่า ถูกตัดขา ถ้าเชื้อเข้ากระแสเลือดแล้วรักษาไม่ทันก็อาจช็อกตายได้ ช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขผู้ป่วยหนังเน่าเนื้อเน่า 68,000 ราย จากสถิติของกรมควบคุมโรค เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพวกเราต้องร่วมมือกันหยุดการนำเข้าสารพิษเหล่านี้มาขายให้เกษตรกร”

ด้าน “ศ.ดร.บุญไชย สถิตมั่นในธรรม” รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่า สาเหตุที่เลื่อนออกไปก่อนเนื่องจากมีข้อมูลใหม่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาเพิ่มเติม และจะนัดหมายผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงอีกครั้ง โดยการตั้งคณะกรรมการเพื่อหาข้อเท็จจริงกรณีนี้ เป็นกระบวนการปกติ หลังมีผู้มาร้องเรียนกับมหาวิทยาลัย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการได้ เพราะเป็นการหาข้อเท็จจริงในทางลับและเป็นการให้อิสระในการทำหน้าที่ของคณะกรรมการซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ บุคลากรในจุฬาฯ และอาจเชิญผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าร่วมด้วย เพราะมีผลกระทบในหลายมิติ โดยจะให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

สรุปคือ “ขอพักยกเอาไว้ก่อน” แล้วค่อยพิจารณาใหม่ว่าจะเอาอย่างไร …

          หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเสียงของประชาชนใต้ร่มจามจุรีในวันนี้จะทำให้ผู้บริหารของจุฬาฯ ชุดปัจจุบัน “ได้สติ” กลับไปทบทวนบทบาทหน้าที่ตัวเองใหม่ ด้วยการระลึกถึง “คำขวัญ” ของชาวจุฬาฯ ที่นิสิตทุกคนถูกสอนให้จำจนขึ้นใจและนำไปเป็นหลักดำเนินชีวิต นั่นคือ

“เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน”

Leave a comment