การเมือง เดือนตุลา ส่อเดือด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392144?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การเมือง เดือนตุลา ส่อเดือด

7 ตุลาคม 2562 – 08:45 น.
การเมืองเดือนตุลา,การอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 482 ครั้ง

การเมือง เดือนตุลา ส่อเดือด

ออกอากาศทางเนชั่นทีวี ทุกวันเสาร์เวลา 17.00 น. วิเคราะห์ข่าวสารบ้านเมืองที่น่าสนใจโดย สมชาย มีเสน ซีอีโอเครือเนชั่น วีระศักดิ์ พงษ์อักษร บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งครั้งนี้ได้ร่วมวิเคราะห์ประเด็น “การเมืองเดือนตุลา ส่อเดือด!”

 “วีระศักดิ์” ตั้งประเด็นว่าเดือนตุลาคมปีนี้มีเหตุการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจ คือการอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณปี 2563 วาระแรก วันที่ 17-18-19 ตุลาคม การชี้แจงการถือหุ้นวี-ลัค มีเดีย ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ วันที่ 18 ตุลาคม การเลือกตั้งซ่อมส.ส.นครปฐมเขต 5 วันที่ 23ต ุลาคม ดังนั้นสามเหตุการณ์นี้มีความสำคัญทางการเมืองเช่นใด

   “สมชาย” กล่าวว่าเดือนตุลาคมของทุกปีมีสถานการณ์ทางการเมืองและการเงินรวมทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่มีผลกับเหตุการณ์ประเทศเสมอๆ การอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาทนั้น อาจจะใช้เวลาสองวันหรือสามวันและเสมือนการอภิปรายไม่วางใจครม.แบบย่อมๆ การลงมติร่างกฎหมายฉบับนี้ในครั้งนี้คงตื่นเต้นกว่าที่ผ่านๆมาเนื่องจากเสียงลงมติที่ปริ่มน้ำของรัฐบาล หากร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่าน นายกรัฐมนตรีต้องลาออกหรือยุบสภา

ที่ผ่านมาบางฝ่ายไปร้องศาลรัฐธรรมนูญว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญเพราะอ้างว่ารัฐบาลนี้อนุมัติงบซ้ำกับรัฐบาลที่แล้วและส่อทุจริตเชิงนโยบาย ทั้งๆ ที่รัฐบาลนี้ดำเนินการเรื่องนี้แล้ว ทำแบบนี้ไม่ทราบเจตนา เพราะรัฐสภายังไม่อนุมัติร่างกฎหมายฉบับนี้ เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับวินิจฉัย

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ระบุว่าหากร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านจะเดือดร้อนทั้งประเทศนั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้คือทางรอดของรัฐบาลและประเทศ เพราะหากกฎหมายการเงินนั้นหากไม่ผ่านความเห็นของรัฐบาล หัวหน้ารัฐบาลต้องลาออกหรือยุบสภา เสียงรัฐบาลที่ปริ่มน้ำนั้นจนมีกระแสข่าวดึงงูเห่าจากฝ่ายค้านของรัฐบาล โดยที่ฝ่ายค้านออกมาชี้ว่าส.ส.ฝ่ายค้านโดนแกนนำรัฐบาลดึงไปร่วมลงมติให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ เชื่อว่าจากนี้ไปเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งแกนนำรัฐบาลต้องดำเนินการทุกอย่าง โดยต้องคุมเสียงส.ส.รัฐบาลและประสานส.ส.ฝ่ายค้านในช่วงลงมติ เพราะตอนนี้รัฐบาลมีสองเสียงของพรรคเพื่อไทยไว้แล้ว (ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม และตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากุล) เพราะสองคนนี้อ้างว่าการลงมติให้ร่างกฎหมายงบประมาณนั้นเพื่อพัฒนาประเทศและควรดูว่าคะแนนเสียงในร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีงูเห่าหรือไม่ แต่เชื่อว่าน่าจะมี

  “วีระศักดิ์” กล่าวสรุปว่า ร่างกฎหมายงบประมาณครั้งนี้มีรายจ่ายที่มากกว่าทุกปีแม้จะดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติในเจ็ดด้าน และห้ากระทรวงที่มีงบประมาณมากสุดนั้น ตัวเลขแม้จะมากแต่หากเทียบปีที่แล้วก็พบว่างบประมาณบางกระทรวงลดลง บางกระทรวงเพิ่มขึ้น ดังนั้นการลงมติร่างกฎหมายฉบับนี้ฝ่ายรัฐบาลคงดำเนินการหาเสียงจากฝ่ายค้านไว้ยี่สิบส.ส.ตามที่มีกระแสข่าว

   “สมชาย” กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งที่น่าติดตามในวันที่ 18 ตุลาคม คือการขึ้นศาลรัฐธรรมนูญของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เรื่องการถือหุ้นสื่อนั้น มีการตั้งข้อสังเกตการโอนหุ้นสื่อของธนาธร ว่าดำเนินการก่อนการลงสมัครเลือกตั้งส.ส. แต่สิ่งที่ธนาธรอ้างไว้มันขัดหลักฐานทางราชการตามที่สำนักข่าวอิสราและสื่อต่างๆ ตั้งข้อสังเกตไว้

การขึ้นศาลครั้งนี้ ธนาธรเบิกพยานสิบคนให้มีการไต่สวนและพยานที่ไม่เคยมีใครรู้และมีความสำคัญในคดีนี้คือคนขับรถของธนาธร เพราะวันที่ธนาธรอ้างว่ามาโอนหุ้นในวันที่ 8 มกราคม แม้ตอนนั้นธนาธรจะหาเสียงที่ต่างจังหวัดแต่กลับมาโอนหุ้นที่กทม. รวมทั้งเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ระบุว่ามีการแจ้งโอนหุ้นวี-ลัค มีเดีย มายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในวันที่ 21 มีนาคม

ดังนั้นพยานต้องสาบานตัวก่อนเบิกความ หากใครเบิกความเท็จจะติดคุก เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะซักถามพยานทุกคนด้วยตัวเอง โดยที่ทนายความไม่ได้ซักถามในการเบิกความและตอนนี้มีข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีที่บังคับใช้วันที่ 17 ตุลาคมนั้น จะบังคับใช้ก่อนที่คดีนี้จะไต่สวน ดังนั้นการแถลงข่าวในพื้นที่ศาลรัฐธรรมนูญและการบิดเบือนและวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่สุจริตจะกระทำไม่ได้ เพราะปี 2544 มีการตัดสินคดีซุกหุ้นของทักษิณ ชินวัตร และตอนนั้นมีการชุมนุมกดดันศาลรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงป้องกันไม่ให้เกิดเหตุแบบนั้นขึ้นอีก

 “วีระศักดิ์” กล่าวสรุปว่า การไต่สวนคดีนี้สื่อมวลชนและสังคมน่าจะติดตามคดีนี้มากกว่าการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณในวันเดียวกัน เพราะร่างกฎหมายงบประมาณน่าจะลงมติในช่วงหลังการไต่สวนคดีนี้เสร็จสิ้น

 “สมชาย” ระบุว่า การเลือกตั้งซ่อมส.ส.นครปฐม เขต 5 ในวันที่ 23 ตุลาคม พรรคอนาคตใหม่บอกว่ามันคือการวัดคะแนนนิยมของรัฐบาล ความจริงไม่ใช่แบบนั้น เลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เชื่อว่าสองฝ่ายจะโต้ตอบกันหนัก และนำทัพใหญ่ไปหาเสียง สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่บอกว่าให้เลือกผู้สมัครส.ส.ฝ่ายค้านเพื่อสะท้อนว่าประชาชนไม่เอารัฐบาล แต่ความจริงนั้นพรรคอนาคตใหม่คือเจ้าของพื้นที่นี้ หากเลือกตั้งครั้งนี้คะแนนลดลงหรือไม่ชนะ พรรคอนาคตใหม่ต้องพิจารณาตัวเองด้วย และอย่าลืมว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านคือพรรคไทยศรีวิไลยก์กับพรรคเสรีรวมไทยก็ส่งผู้สมัครเช่นกัน

ผู้สมัครส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล (ประชาธิปัตย์, ชาติไทยพัฒนา) ก็แข่งขันกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็หวังชนะ หากรวมคะแนนของผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐไว้ได้และยังปะทะคารมกับพรรคชาติไทยพัฒนาที่ได้อันดับที่สี่จากครั้งที่แล้วเพราะมาแข่งขันกันเอง ตอนนี้สองฝั่งมีรอยร้าว เพราะวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ประกาศเชียร์พรรคชาติไทยพัฒนา (เผดิมชัย สะสมทรัพย์) เพราะรู้จัก ทั้งๆ ที่ตัวเองอยู่พรรคร่วมฝ่ายค้านเหมือนกับพรรคอนาคตใหม่

ดังนั้นสิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดคะแนนนิยมพรรคอนาคตใหม่ที่แท้จริงคือคาดว่าเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ที่ จ.สมุทรปราการ ขอนแก่น และกำแพงเพชร หากพรรคอนาคตใหม่ชนะในสามเขตนี้ก็จะอ้างได้จริงว่าคะแนนนิยมรัฐบาลลดลง ดังนั้นอย่านับการเลือกตั้งซ่อม จ.นครปฐม เพราะพื้นที่นี้พรรคอนาคตใหม่คือแชมป์เก่าและป้องกันตำแหน่ง

ส่วนการฮั้วนั้นน่าจะทำได้ยากเพราะกระทบการคำนวณคะแนนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย ดังนั้นเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์คงไม่ส่งที่จ.สมุทรปราการ และกำแพงเพชร รวมทั้งขอนแก่น เพราะจะให้พรรคพลังประชารัฐลงแข่ง เพราะเชื่อว่าสองพรรคนี้คุยกันและคำนวณคะแนนที่จะกระทบส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์กันแล้ว

       “วีระศักดิ์” กล่าวว่า เลือกตั้งซ่อม จ.นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ก็แข่งขันกับพรรคเสรีรวมไทย เหมือนกับพรรคชาติไทยพัฒนาที่แข่งขันกับพรรคประชาธิปัตย์ และน่าจะมีรอยร้าวในทั้งสองขั้วการเมือง

Leave a comment