น้ำหายหาดทรายโผล่ที่ลำน้ำยัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395664?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำหายหาดทรายโผล่ที่ลำน้ำยัง

28 ตุลาคม 2562 – 10:35 น.
น้ำหายหาดทรายโผล่ที่ลำน้ำยัง,น้ำทวม,นาข้าว
เปิดอ่าน 574 ครั้ง

น้ำหายหาดทรายโผล่ที่ลำน้ำยัง โดย… สิริศักดิ์ สะดวก เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคอีสาน

น้ำท่วมข้าวยังไม่พอมาถูกทรายถมที่นาซ้ำอีก หลังลดพอเห็นทรายโผล่แทนนาข้าวรู้สึกท้อแท้ เพราะที่นาไม่เคยถูกทรายถม เคยถูกแต่น้ำท่วมข้าวตาย ส่วนบริเวณที่นาถูกทรายถมเพราะว่าพนังขาดช่วงวังขอนโกนทำให้น้ำไหลแรงไหลเชี่ยว สภาพก็อย่างที่เห็น พอทรายถมที่นาก็เลยมาปลูกมันแกว ซึ่งจะปลูกประมาณ 1 งาน และปลูกถั่วดินหรือถั่วลิสงอีกประมาณ 3 ไร่ เพื่อทดแทนนาข้าวที่ถูกทรายถม เกิดมาก็ไม่เคยปลูก

สถานการณ์น้ำท่วมนอกเหนือจากน้ำไหลบ่าท่วมนาข้าวเสียหายแล้ว หลังน้ำลดหลายพื้นที่จะพบเห็นคันนาผุด พื้นที่นาซึ่งมีต้นข้าวเน่าเสียหาย แต่มีอีกพื้นที่หนึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หลายคนไม่เจอหลังน้ำลดคือหาดทรายโผล่ถมต้นข้าวและที่นาหลายร้อยไร่บริเวณริมลำน้ำยัง ไม่หลงเหลือสภาพของความเป็นทุ่งนา ชาวบ้านบางรายต้องปลูกถั่วลิสง และมันแกว เพื่อทดแทนนาข้าวที่หายหมดเพราะทุ่งนามีแต่ทราย

ที่ผ่านมาลำน้ำยังเป็นสาขาของแม่น้ำชี มีต้นกำเนิดที่บ้านดงหมู อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ บริเวณเทือกเขาภูพาน ดงบังอี่ และดงแม่เผด ที่ชาวบ้านเรียกกัน โดยครอบคลุมพื้นที่ อ.เขาวง อ.ห้วยผึ้ง อ.นามน อ.กุฉินารายณ์ อ.สมเด็จ กิ่ง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์, อ.โพนทอง อ.เมยวดี อ.หนองพอก อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด, อ.ทรายมูล และไหลบรรจบกับแม่น้ำชีในเขต อ.เมืองยโสธร จ.ยโสธร มีความยาวโดยรวมประมาณ 225 กิโลเมตร

บ้านท่าเยี่ยม หมู่ 5 ต.วังหลวง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ติดลำน้ำยัง และมีอาชีพหลักคือการทำนา และเลี้ยงวัว ควาย แต่ในฤดูทำนาเสร็จจะมีความลำบากในการหาหญ้า เพราะเป็นช่วงฤดูน้ำหลากที่จะต้องนำวัว ควาย ขึ้นไปเลี้ยงบนพนังกั้นลำน้ำยัง โดยเฉลี่ยแล้วจะมีวัว ควายที่ชาวบ้านเลี้ยงทั้งหมู่บ้านประมาณ 40-50 ตัว จนถึงช่วงเก็บเกี่ยวข้าวถึงจะทยอยนำไปเลี้ยงตามทุ่งนา ตลอดจนการหาปลาก็ถือได้ว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งของพรานปลาที่จะอาศัยช่วงฤดูกาลน้ำลดเอาเครื่องมือตามความถนัดลงหาปลาในลำน้ำยัง เป็นวิถีชีวิตที่ชาวบ้านท่าเยี่ยมปรับตัวให้สอดคล้องกับทรัพยากรธรรมชาติและฤดูกาล

ในปีนี้สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ทั้งแม่น้ำชีและลำน้ำยังได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและชุมชนเป็นวงกว้าง แต่หลังจากน้ำได้ลดลงทำให้หลายพื้นที่เหลือแต่ตอข้าวและคันนาผุดให้ดูต่างหน้า โดยเฉพาะลำน้ำยังแล้วหลายหมู่บ้านกลับเห็นทรายโผล่ทับที่นาซึ่งบางพื้นที่สูงเป็นเมตรสร้างความหนักใจให้แก่ชาวบ้านที่ถูกหาดทรายถมที่นารวมทั้งสิ้น 2 ตำบล ได้แก่ วังหลวง และนาแซง รวม 10 หมู่บ้าน เกษตรกร 68 ราย พื้นที่เสียหายจำนวน 529 ไร่ พื้นที่รอรับความช่วยเหลือตามระเบียบฯ จำนวน 356.3 ไร่ ซึ่งเป็นข้อมูลของคณะกรรมการ ก.ช.ภ.อ.เสลภูมิ เห็นควรให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อขออนุมัติเงินช่วยเหลือจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจังหวัดร้อยเอ็ด (ก.ช.ภ.จ.ร้อยเอ็ด) เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรกรณีพื้นที่ทำการเพาะปลูกได้ถูกหิน ดิน ทราย ไม้ โคลน รวมทั้งซากวัสดุ ทุกชนิดทับถมจนไม่สามารถใช้เพาะปลูกได้ ตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 โดยมีขนาดพื้นที่ไม่เกิน 5 ไร่ ทั้งนี้ราคาไม่เกิน 7,000 บาท

ในขณะที่บ้านท่าเยี่ยม หมู่ 5 ต.วังหลวง เป็นหนึ่งในสิบหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากทรายถมที่นาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่ติดกับลำน้ำยังและจุดที่พนังกั้นน้ำขาด 3 จุด โดยมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 22 ราย พื้นที่เสียหายจำนวน 139.1 ไร่ พื้นที่ได้รับความช่วยเหลือตามระเบียบฯ เป็นจำนวน 94.3 ไร่

ธงสิน ธนกัญญา อายุ 63 ปี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าเยี่ยม เล่าว่า ทรายที่เราพบปริมาณมากนี้เรียกว่าทรายขี้เป็ดซึ่งเป็นทรายที่ใช้สำหรับนำไปปรับพื้นที่ก่อนเทพื้น หรือถมถนน เป็นต้น เกิดขึ้นเพราะกระแสน้ำพัดมาแรงทำให้พนังกั้นน้ำขาด 3 จุด คือ วังปากขอนโกน ทิศตะวันออกของหมู่บ้าน วังขอนสัก ทิศเหนือของหมู่บ้าน ตาดปากแหว่ง ทิศเหนือของหมู่บ้าน ที่ผ่านมาในปี 60-61 นั้นเวลาน้ำท่วมพนังขาดก็มีทรายพัดมาเหมือนกันแต่ไม่มากขนาดนี้

ส่วนการจัดการกับทรายถมที่นาชาวบ้านจัดการกันเองได้โดยการปรับทรายให้เข้ากับดินในที่นานั้นๆ แต่ปีนี้ทรายมามาก มองว่า ต้นลำน้ำยังบริเวณเทือกเขาภูพาน ดงบังอี่และดงแม่เผด เดิมจะมีทรัพยากรป่าไม้ธรรมชาติไว้คอยยึดหน้าดินไว้ทำให้เมื่อเวลาเข้าช่วงฤดูฝนต้นไม้เหล่านั้นจะทำหน้าที่โดยรากจะดูดซับน้ำบางส่วนชะลอให้น้ำได้ไหลช้าลงและยึดหน้าดินไว้ไม่ให้พังทลายไหลลงมาพร้อมกับกระแสน้ำ ปัจจุบันป่าไม้เหล่านี้ถูกทำลายกลายเป็นพื้นที่ต้องกลับมาฟื้นฟูป่าทำให้ไม่มีต้นไม้ยึดหน้าดินไว้เวลาน้ำหลากมาจึงทำให้หน้าดินถูกน้ำเซาะและไหลเร็วเกิดเป็นทรายจำนวนมากในพื้นที่ ประกอบกับบริเวณที่พนังกั้นน้ำขาดนั้นเป็นบริเวณช่วงคุ้งน้ำซึ่งทำให้เห็นว่าพนังกั้นน้ำเริ่มขาดติดต่อกันมาหลายปีต่อเนื่องในช่วงฤดูน้ำหลาก โดยข้อเสนอรัฐควรที่จะมีการฟื้นฟูป่าต้นน้ำอย่างจริงจังเพื่อให้คืนสภาพพื้นที่ป่าและช่วยชะลอน้ำช่วงฤดูน้ำหลากและป้องกันดินสไลน์ด้วยเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด

เช่นกันกับ ทองบาง วีระสอน อายุ 57 ปี ชาวบ้านท่าเยี่ยม เล่าว่า มีที่นาถูกทรายถมจำนวน 10 ไร่ ใต้ทรายที่เรายืนคือข้าวเหนียว กข.6 และข้าวเจ้ามะลิ แต่เราคงไม่เห็นหรอกเพราะถูกทรายถมหายหมด น้ำท่วมข้าวยังไม่พอมาถูกทรายถมที่นาซ้ำอีก หลังลดพอเห็นทรายโผล่แทนนาข้าวตนเองรู้สึกท้อแท้เพราะที่นาไม่เคยถูกทรายถม เคยถูกแต่น้ำท่วมข้าวตาย ส่วนบริเวณที่นาถูกทรายถมเพราะว่าพนังขาดช่วงวังขอนโกนทำให้น้ำไหลแรงไหลเชี่ยวสภาพก็อย่างที่เห็น พอทรายถมที่นาก็เลยมาปลูกมันแกวซึงจะปลูกประมาณ 1 งาน และปลูกถั่วดินหรือถั่วลิสงอีกประมาณ 3 ไร่ เพื่อทดแทนนาข้าวที่ถูกทรายถมเกิดมาก็ไม่เคยปลูก นี่เป็นครั้งแรกเพราะคิดว่าพืชชนิดนี้คงเหมาะกับพื้นที่ทรายไม่ต้องใช้น้ำ ส่วนเรื่องทรายก็อยากเอาออกจากที่นาให้เร็วแต่ก็ต้องรอเงินช่วยเหลือจากภาครัฐมาก่อน อยากจะจัดการทรายเองอยากปรับที่นาให้เหมือนเดิม

คงเป็นอีกปรากฏการณ์หลังน้ำลดแต่ปัญหาน้ำลดกลับสร้างความหนักใจให้แก่ชาวบ้านที่ถูกทรายพัดถมนาจนแทบมองไม่เห็นร่องรอยของนาตนเอง ลักษณะการเกิดทรายของน้ำจืดจากข้อมูลของทรัพยากรแร่ที่ 3 สำนักทรัพยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี ทรายจะปรากฏโดยอยู่โดยทั่วไปตามธรรมชาติ เกิดกระบวนการร่วนซุยและจากกระบวนการผุพังสลายตัวทางธรรมชาติ แหล่งสะสมทรายของทรายน้ำจืด จะเป็นบริเวณที่ตะกอนร่วนซุยจากการผุพังของหินมาสะสมรวมกันอยู่ แต่เมื่อมีการทำงานของกระแสน้ำก็จะเกิดการพัดพาทรายไปสะสมตัวอยู่ในลักษณะและบริเวณต่างๆ เช่น สะสมตัวอยู่ในท้องน้ำ บริเวณริมฝั่งน้ำและตะพักลำน้ำ บริเวณทับถมของตะกอนน้ำพา บริเวณส่วนโค้งของลำน้ำที่งอกยื่นออกไป บริเวณสันดอนกลางแม่น้ำ ทางน้ำพารูปพัด บริเวณที่ราบน้ำท่วมถึง ทรายที่ถูกพัดพามาสะสมตัวเป็นแหล่งทรายนี้ ถ้าอยู่ในที่ราบจะมีการสะสมตัวแบบตะกอนน้ำรูปพัดแบบสะสมตัวในที่ราบน้ำท่วม และแผ่กระจายเป็นบริเวณกว้าง เนื่องจากการเคลื่อนตัวเปลี่ยนทิศทางของลำน้ำ จากลำน้ำที่กว้างใหญ่และตรงกลายมาเป็นลำน้ำคดโค้งและแคบ เนื่องจากการสะสมตัวของตะกอนทรายที่ขวางทิศทางการไหลของน้ำ ทำให้ทิศทางการไหลของน้ำเปลี่ยนแปลงเกิดการกัดเซาะตลิ่งเป็นลำน้ำโค้งตวัดและทะเลสาบรูปแอกแหล่งสะสมทรายที่เปลี่ยนไปปรากฏเป็นรูปทรายที่อยู่ห่างไกลออกไปจากแม่น้ำปัจจุบัน

เป็นอีกข้อมูลที่สอดคล้องกับการตั้งข้อสังเกตของชาวบ้านถึงปรากกฏการณ์ที่ทรายพัดพามากับน้ำท่วมครั้งนี้อาจจะมีหลายปัจจัยตามเหตุผลข้างต้น แต่สิ่งที่ชาวบ้านพยายามสะท้อนให้ฟังก็เป็นสิ่งสำคัญที่หน่วยงานรัฐควรนำกลับไปคิดและควรหาแนวทางแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยคือกระบวนการชะล้างหน้าดินในช่วงฤดูฝนของต้นลำน้ำยังที่ไม่มีต้นไม้ยึดไว้

Leave a comment