#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/544233

‘หนึ่งคนหลายอาชีพ’ รัฐเยียวยา..ควรได้หรือไม่?
วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
“เพราะฉะนั้นการที่ท่านจะให้รัฐบาลจ่ายเงินให้เร็ว ท่านต้องไปดูเรื่องทะเบียน ถ้าท่านพูดกลับมาว่ารัฐบาล รัฐบาลไม่สามารถไปล้วงถึงบ้านทุกบ้านได้ ท่านต้องรู้จักหน้าที่ สิทธิของท่าน ใช่! เท่าเทียม หน้าที่ของท่านคือท่านต้องไปลงทะเบียน ท่านไปแก้ไขทะเบียนให้ถูกต้อง ใครทำเกษตร จากเกษตรไปทำอาชีพอิสระ ถ้าบอกว่าทุกคนทำเกษตรอยู่แล้วพอเวลาว่างก็ไปทำอิสระ อิสระพอหน้าเกษตรกลับไปทำเกษตร ผมถามว่าแล้วมันจะจ่ายเงินกันอย่างไร ผมพร้อมจ่ายทั้งหมดละ แต่ทำอย่างไรจะไม่ซ้ำซ้อนนะครับ”
คำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน จำนวน 1.9 ล้านล้านบาท เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2563 ซึ่ง 5 วันของการอภิปราย (26-30 พ.ค. 2563) รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ถูกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ฝ่ายค้าน วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาประชาชน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเงินเยียวยา 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือน เม.ย.-มิ.ย. 2563 ในชื่อโครงการ“เราไม่ทิ้งกัน” ประสบปัญหาจ่ายเงินล่าช้าจากการตรวจสอบยืนยันสิทธิ์
ย้อนไปช่วงกลางเดือน มี.ค. 2563 เมื่อกรุงเทพมหานคร (กทม.) สั่งปิดสถานที่ต่างๆ เกือบทั้งหมด เพื่อสกัดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ก่อนที่ในวันที่ 26 มี.ค. 2563 รัฐบาลกลางได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรการแบบเดียวกับ กทม. ถูกใช้ทั่วประเทศ หรือที่เรียกกันว่า “ล็อกดาวน์” และมีการค่อยๆ ให้กิจการกลับมาเปิด จนเปิดได้ครบทุกกิจการในวันที่ 1 ก.ค. 2563 ในเวลานั้น รัฐบาลได้ออกมาตรการเราไม่ทิ้งกันเพื่อเยียวยาผลกระทบของประชาชนที่ต้องสูญเสียงานและรายได้จากมาตรการล็อกดาวน์
ซึ่งแม้จะมีเจตนาดีในการช่วยเหลือประชาชน ถึงขั้นนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้คัดกรองผู้ที่ลงทะเบียนทางอินเตอร์เนตโดยหวังว่าจะรวดเร็วขึ้น แต่ผลคือระบบตามไม่ทันความเป็นจริง เช่น ผู้ที่ทำงานพร้อมกับเรียนหนังสือไปด้วย ถูกคัดออกโดยระบุว่าเป็นนักศึกษาบ้าง คนขับแท็กซี่ที่มีครอบครัวเป็นเกษตรกร ถูกคัดออกโดยระบุว่าเป็นเกษตรกรบ้าง จนต้องมาตั้งโต๊ะพิสูจน์สิทธิ์กันอีกครั้งที่กรมประชาสัมพันธ์ ใกล้กับกระทรวงการคลัง โดยมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาต่อแถวรอคิวยาวเหยียดติดต่อกันหลายวันในช่วงเดือน พ.ค. 2563
อนึ่ง ในวันที่ 16 ธ.ค. 2563 หรือ 3 วันก่อนหน้าที่ จ.สมุทรสาคร จะประกาศพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลักหลายร้อยคน ในวันที่ 19 ธ.ค. 2563 และกลายเป็นการระบาดระลอกใหม่จนถึงปัจจุบัน ผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับ อดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) หลังเสร็จสิ้นงานแถลงข่าว “แรงงานข้ามชาติกับโควิด-19 : เราทิ้งใครไว้ข้างหลัง”เนื่องในวันผู้ย้ายถิ่นสากลปี 2563 (International Migrants Day 2020) ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เกี่ยวกับประเด็นนี้
อดิศร กล่าวถึงคำถาม “หากคนหนึ่งคนมีหลายอาชีพแล้วสมควรจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่” เช่น ข้าราชการทหาร-ตำรวจชั้นผู้น้อย ที่ใช้ช่วงนอกเวลาราชการไปเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามสถานบันเทิง หรือประชาชนที่ทำการเกษตรอยู่ในต่างจังหวัดแล้วมาขับแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ช่วงนอกฤดูเพาะปลูกหรือฤดูเก็บเกี่ยว เมื่อรัฐประกาศล็อกดาวน์ปิดสถานบันเทิงย่อมกระทบต่ออาชีพที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ด้วย แต่รัฐอาจมองว่าไม่ควรได้สิทธิ์ เพราะมีอาชีพอีกด้านที่ไม่กระทบหรือกระทบน้อยอยู่แล้ว
โดยให้ความเห็นว่า “คนกลุ่มนี้ควรได้รับสิทธิ์ด้วย” เพราะเงินเดือนหรือรายได้ทางเดียวอาจไม่พอเลี้ยงครอบครัว แม้จะเป็นข้าราชการก็ตาม “วิธีคิดของภาครัฐยังมองว่าแต่ละคนต้องมีเพียงสถานะเดียว เป็นการยึดกรอบแบบเดิมแต่บริบทเศรษฐกิจเปลี่ยนไป” มีการจ้างงานเกิดขึ้นหลายรูปแบบมากขึ้น แต่เมื่อจะออกแบบงบประมาณหรือมาตรการให้ความช่วยเหลือก็ยังคิดในกรอบของกฎหมายแบบเดิม จึงทำให้มีคนเข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือ “วิกฤติไวรัสโควิด-19 จึงเป็นบทเรียนให้รัฐบาลต้องคิดอะไรใหม่ๆ มากขึ้น”เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมคนทุกกลุ่ม
“ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรทำคือคิดถึงเรื่องการมีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะปัญหาโควิดมันถูกวางบนกรอบคิด 2 แบบ คือวิธีคิดแบบทหารคุมทุกอย่าง กับวิธีคิดแบบหมอที่ขยับเขยื้อนแตะต้องอะไรไม่ได้ พอ 2 วิธีคิดแบบนี้เกิดขึ้นมันไม่ได้มองมิติอื่นทางสังคม สิ่งที่รัฐควรทำคือเปิดให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดจากหลายฝ่าย เพราะว่าตอนนี้ผมเข้าใจว่ารัฐมีคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน ซึ่งมันไม่พอ ก็ต้องดึงภาคประชาสังคมเข้าไปด้วย ดึงคนที่มีส่วนกระทบเข้าไปด้วย” อดิศร กล่าว
อีกด้านหนึ่ง ชูวงศ์ แสนคง คณะทำงานด้านสุขภาพประชากรข้ามชาติ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า “ในสถานการณ์พิเศษไม่ควรตั้งเกณฑ์คัดกรองผู้สมควรได้รับความช่วยเหลือให้เข้มงวดอย่างเดียวกับที่ทำในสถานการณ์ปกติ แต่ควรให้ความช่วยเหลือไปก่อน” อย่างไรก็ตาม “หากมองว่าคนบางกลุ่มไม่สมควรได้รับสิทธิ ก็อาจกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีการสืบสวนและติดตามเงินที่คนคนนั้นได้ไปกลับคืนมาภายหลังได้” เช่น ข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีอาชีพเสริมแล้วอาชีพเสริมได้รับผลกระทบ แล้วรัฐเห็นว่าไม่ควรได้รับสิทธิเยียวยา เป็นต้น
บทสรุปของเรื่องนี้ แม้ ณ ปัจจุบันที่หลายจังหวัดใช้มาตรการปิดสถานที่เสี่ยงเพื่อสกัดโรคไม่ให้ระบาดไปแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างการระบาดรอบก่อนหน้าหรือไม่-อย่างไร โดยหากจะมีมาตรการเยียวยาเกิดขึ้น ประเด็น “หนึ่งคนหลายอาชีพ” ก็ควรถูกนำมาพิจารณาเช่นกันว่าควรช่วยหรือไม่ และหากจะไม่ช่วย จะมีวิธีการอย่างไรให้การดำเนินการรวดเร็วและช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง!!!