#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/548191

มองไทยหลังเลือกตั้งอบจ.ครั้งล่าสุด ‘การเมืองท้องถิ่น’ยังคึกคักมีมนต์ขลัง
วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
บรรยากาศ “การเมืองท้องถิ่น” ในประเทศไทยกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังว่างเว้นไปหลายปีในช่วงรัฐบาลทหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเริ่มจากมีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ไปเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมาและกำลังจะมีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี ในการปกครองระดับเทศบาล ในวันที่ 28 มี.ค. 2564 นอกจากนี้ กรุงเทพมหานคร (กทม.)แม้จะยังไม่กำหนดวันเลือกตั้ง แต่บุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนก็แสดงท่าทีอยากลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ เมืองหลวงกันแล้ว
เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “อนาคตการเมืองไทยภายหลังการเลือกตั้ง อบจ.” โดยศูนย์ศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น (CLGS) สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่ง สติธร ธนานิธิโชติผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้าเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่สอบถามในช่วงก่อนเลือกตั้ง อบจ. ซึ่งพบความน่าสนใจหลายประการ อาทิ
1.โอกาสที่คนจะกลับบ้านไปเลือกตั้ง อบจ. น้อยกว่าเลือกตั้งระดับชาติ เนื่องจากไม่มีแรงจูงใจไปใช้สิทธิ์เพราะไม่มีทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้า เลือกตั้งนอกเขตและนอกราชอาณาจักร ในขณะเดียวกันวันเลือกตั้งที่กำหนดไปตรงกันระหว่างวันหยุดยาว ยิ่งทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับบ้านไปเลือกตั้ง 2.ประชาชนมีความรู้สึกร่วมในการเลือกตั้ง อบจ. ค่อนข้างมากโดยคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.36 จากเต็ม 10 คะแนน เมื่อเทียบกับเลือกตั้งระดับประเทศคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.39 เต็ม 10 คะแนน
สะท้อนให้เห็นว่าชาวบ้านในพื้นที่ให้ความสนใจการเลือกตั้ง อบจ. ไม่ต่างกับการเลือกตั้งระดับประเทศ 3.ช่องทางที่ชาวบ้านใช้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อบจ. ได้แก่ 3.1 ร้อยละ47.6 การหาเสียงของผู้สมัคร 3.2ร้อยละ 21.9 อินเตอร์เนตหรือโซเชียลมีเดีย และ 3.3 ร้อยละ 10.5คำบอกเล่าจากบุคคล แต่ความน่าสนใจอยู่ที่สื่อดั้งเดิมอย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ไม่ใช่ช่องทางหลักที่ประชาชนใช้ติดตามข่าวสาร เกี่ยวกับการเลือกตั้ง อบจ. ครั้งนี้ ซึ่งติดตามข่าวสารเพียงแค่ร้อยละ 5.3 เท่านั้น
“นอกจากนี้ ผลสำรวจประชาชนทราบชื่อผู้สมัคร อบจ. มากน้อยเพียงใด พบว่า มากถึงร้อยละ 38.2 ทราบเฉพาะชื่อผู้สมัครที่ตั้งใจจะไปลงคะแนน ซึ่งใกล้เคียงกับ ร้อยละ 40.8 ที่ทราบชื่อผู้สมัครตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ส่วนร้อยละ 14.5 ทราบชื่อทุกคน และร้อยละ 6.6 อีกยังไม่ทราบชื่อผู้สมัคร โดยปัจจัยที่ประชาชนใช้พิจารณาเลือกผู้สมัครนายก อบจ. ซึ่งดูจากนโยบายของผู้สมัคร มากถึงร้อยละ 46.8
จึงสะท้อนให้เห็นว่าการที่ประสบความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่บ้านใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ผู้สมัครนำเสนอนโยบายของบ้านใหญ่ด้วย ในที่สุดเมื่อสำรวจผลการเลือกตั้ง อบจ. ครั้งนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากน้อยเพียงใด พบว่า มากถึงร้อยละ 53.5 คาดหวังว่าเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างมากแน่นอน อีกกว่าร้อยละ 26.9 คาดว่าเปลี่ยนแปลงจากเดิมค่อยข้างมาก และเพียงแค่ร้อยละ 19.9 เท่านั้น ที่คิดว่าแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม” สติธร กล่าว
ขณะที่ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัยอาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(มสธ.) กล่าวว่า ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของการเมือง ซึ่งมีหลายอย่างปรับเปลี่ยน แต่ว่าโครงสร้างหลักๆในเรื่องของการมีอำนาจไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากไม่มีการเลือกตั้งเป็นเวลานาน คำสั่งคสช. ต่างๆ ที่ตรึงท้องถิ่นไว้แม้กระทั่งกระบวนการต่างๆ ซึ่งสะท้อนได้ 3 เรื่อง ได้แก่
1.การเมือง โครงสร้างการเมืองท้องถิ่น เห็นได้ว่าไม่ได้เปลี่ยนในเรื่องคนบริหารมากนักซึ่งเกือบครึ่งหนึ่ง นายก อบจ. ยังคงเป็นคนเดิม แต่จะเปลี่ยนที่สมาชิกสภา อบจ. ขณะเดียวกันการรวมเป็นรัฐรวมศูนย์ก็ยังคงอยู่ ในเรื่องของลักษณะสังคมวิทยาท้องถิ่น จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ยังคงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการเลือกตั้งท้องถิ่น 2.กฎหมาย จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ แม้ว่าจะมีกฎหมายท้องถิ่นออกมา 6 ฉบับ แต่ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญหลักหลายอย่าง แต่เป็นเรื่องเชิงเทคนิค
เช่น วิธีการเลือกตั้ง การแบ่งเขต เป็นต้น ซึ่งเป็นมุมมองที่เกิดจากรัฐ โดยจะสร้างความเสมอภาคในการเลือกตั้ง แต่ไม่มองเรื่องขอการมีส่วนร่วมและเชื่อมต่อกับประชาชน และหลายกฎหมายมีความย้อนแย้งกันเอง และ 3.พฤติกรรมการเลือกตั้งและวิธีการเลือกตั้งท้องถิ่น สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นผลงานที่เป็นรูปธรรมยังคงเป็นหัวใจหลักในการตัดสินใจ เพราะฉะนั้นการเมืองระดับชาติ ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจ การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ จึงไม่ได้รับความสำคัญต่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
ซึ่งผู้ใช้สิทธิจะตัดสินใจเพราะความรู้จัก การช่วยเหลือดูแล ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ (บ้านใหญ่) ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ นอกจากนี้เรื่องของการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่มีการเลือกตั้งนอกเขตจึงต้องปรับเขตเลือกตั้งใหม่ เห็นได้ว่ามีผู้ใช้สิทธิเพียง ร้อยละ 60 เท่านั้น สำหรับการเลือกตั้ง อบจ. ที่ผ่านมา และ 35 จังหวัด จาก 76 จังหวัด ยังคงเป็นนายก อบจ. คนเดิม
“ภาพที่สะท้อนมาทั้งหมดเห็นได้ว่า สถานภาพการกระจายอำนาจของไทยจะเป็นการกระจายหน้าที่ แต่ไม่ได้เป็นการกระจายอำนาจ จึงทำให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในท้องถิ่นถูกปิดกั้น ดังนั้นสิ่งที่จะต้องปรับปรุงใหม่ คือมุ่งกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น การกระจายอำนาจทางสังคมวัฒนธรรม และการกระจายอำนาจทางการกำหนดอัตลักษณ์ หรือเอกลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น” รศ.ดร.ยุทธพร ระบุ
รศ.ดร.ยุทธพร ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550จะเห็นได้ว่าเรื่องของกระบวนการที่จะให้มีอิสระในการกำหนดนโยบายรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เปิดให้มีอิสระ แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้เปิดให้มีอิสระในการกำหนดนโยบาย เช่นเดียวกับเรื่องที่มาของผู้บริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เปิดช่องไว้ว่ามาจากวิธีอื่นก็ได้นอกจากการเลือกตั้ง ในขณะที่เรื่องของวาระในการดำรงตำแหน่งก็ไม่ได้กำหนดชัดเจน แต่ไปกำหนดที่กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รวมถึงไม่ได้ห้ามเรื่องของข้าราชการประจำมาดำรงตำแหน่งอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นกับดักการกระจายอำนาจและเกิดภาวการณ์ถดถอยการกระจายอำนาจที่เกิดขึ้นแม้จะมีการเลือกตั้งเทศบาลแต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญมากนักเพราะแกนหลักของเรื่องการกระจายอำนาจไม่ได้เปลี่ยน จึงทำให้ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมหรือเรียนรู้การสร้างประชาธิปไตยในระดับฐานราก
ด้าน รศ.ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง อบจ. หมายถึงอนาคตของประชาธิปไตย หรือการเดินทางของประชาธิปไตย ที่จะมีการเลือกตั้งอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งการรัฐประหารเมื่อปี 2557 คือกระบวนการทำลายประชาธิปไตย ทำให้เกิดการถอยหลังของประชาธิปไตย แต่ว่าการรัฐประหารเมื่อปี 2557 เหมือนเป็นการปล่อยให้ประชาธิปไตยพังแล้วสร้างขึ้นใหม่ เห็นได้จากการเลือกตั้ง อบจ.ที่ผ่านมา ซึ่งกระบวนการทำลายสถาบันทางการเมืองในรอบ 6-7 ปีที่ผ่านมา มีอยู่ 2 ส่วน คือ
1.รัฐธรรมนูญ รัฐสภา การเลือกตั้ง อำนาจขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นโครงสร้างสถาบันทางการเมือง และการรัฐประหารของ คสช. เมื่อปี 2557 ทำให้โครงสร้างเหล่านี้หายไป นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองและประชาชน หรือบ้านใหญ่ ซึ่งเป็นรากฐานของการเมืองและยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน และไม่มีวันถูกทำลาย เห็นได้ว่านักการเมืองทำงานตลอดเวลา ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น
โดยเฉพาะนักการเมืองท้องถิ่นที่ทำงานกับประชาชนตลอดเวลาเพื่อคุมฐานเสียงเอาไว้ซึ่งนักการเมืองระดับชาติต้องเข้ามาพึ่งพาด้วย ซึ่งอำนาจของนักการเมืองระดับชาติขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่จะเลือก และ 2.การมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเสริมประชาธิปไตย แต่ถูกแวดล้อมด้วยผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งจะขัดต่อประชาธิปไตยแต่ถ้าสถาบันทางการเมืองมีความเข้มแข็งจะทำให้ระบบอุปถัมภ์อ่อนแอลง
แต่กลไกที่ผ่านมาพยายามทำลายเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชน โดยเฉพาะการรัฐประหารครั้งล่าสุดที่ทำลายระบบอุปถัมภ์ไม่สำเร็จที่ผ่านมาจึงได้เห็นความพยายามของคสช. ที่จะทำให้เครือข่ายอุปถัมภ์ระหว่างประชาชนกับนักการเมืองอ่อนแอลงไป โดยวิธีที่เห็นชัดเจนคือ “ก่อนการเลือกตั้งเมื่อปี 2562เห็นได้ว่ามีนักการเมืองถูกล็อกตัวไว้”ซึ่งเห็นได้ถึงพลังบีบบังคับที่ทำให้นักการเมืองที่เป็นฝ่ายตรงข้ามมาร่วมกับรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีวิธีแฝงเร้นคือการทำให้รัฐบาลท้องถิ่นมารวมอยู่ในระบบของรัฐราชการ
เช่น คณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการสุขภาพ เครือข่าย อสม. เป็นต้น ซึ่งเป็นกลไกที่รัฐบาลท้องถิ่นใช้ในการเชื่อมโยงกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงกลายเป็นระบบอุปถัมภ์ของระบบราชการ ดังนั้นโจทย์สำคัญในการแก้ปัญหา คือ “ทำอย่างไรไม่ให้รัฐระบบราชการเข้าไปควบคุมมากจนเกินไป ซึ่งผิดหลักการของประชาธิปไตย” อย่างไรก็ตาม อบจ. มีบทบาทสำคัญในการสร้างการเชื่อมต่อกับประชาชนผ่านข้อมูลต่างๆ น้อยกว่าเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งประชาชนจะรู้สึกชื่นชมและมีความผูกพันกับนักการเมืองท้องถิ่นมาก
รศ.ดร.เวียงรัฐ กล่าวอีกว่าการเลือกตั้ง อบจ. ที่ผ่านมาหลายคนผิดหวัง เนื่องจากไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ถ้าหากมีการเลือกตั้งเทศบาลในวันที่ 28 มี.ค. 2564 ที่จะถึงจริง จะเป็นตัวสะท้อนภาพการเมืองท้องถิ่นระหว่างนักการเมืองกับประชาชนผ่านโครงการต่างๆ เช่น การตรวจน้ำตาลในเลือดฟรี การออกกำลังกาย การให้ความรู้เรื่องสุขภาพ เป็นต้น แต่ที่เห็นได้ชัดคือ การทำงานของเทศบาลเพื่อป้องกันโควิด-19 เห็นได้ถึงบทบาทสำคัญของเทศบาลนครต่างๆ ในการป้องกันและให้ความร่วมมือเรื่องโควิด-19
เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งในระดับเทศบาลที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนจะมองผลงานในอดีตที่จับต้องได้อย่างชัดเจน!!!