#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/646396
วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 21:00 น.
สถานะของรัฐบาลไทยตอนนี้ถึงแม้ว่าอยากจะช่วยชาวเมียนมาด้วยการคุยกับกองทัพเมียนมา แต่ทำแล้วมีผลเสียมากกว่าผลดีต่อไทยเอง
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ รัฐมนตรีต่างประเทศที่คณะรัฐประหารเมียนมาแต่งตั้งขึ้นมา คือ “วัณณะ มอง ลวิง” เดินทางมายังประเทศไทยด้วยจุดประสงค์ที่ไม่ได้ถูกเปิดเผยและเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังการรัฐประหาร เรื่องนี้เปิดเผยผ่านแหล่งข่าวในรัฐบาลไทยให้กับสื่อต่างประเทศคือรอยเตอร์สั้นๆ เท่านั้น
หากได้ข้อมูลแค่นี้บางคนอาจจะคิดว่าทหารเมียนมาส่งตัวแทนมาหารืออะไรสักอย่างกับรัฐบาลไทย ทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่ายๆ ว่ารัฐบาลไทยสนับสนุนการทำรัฐประหารในเมียนมา
แต่ในเวลาไม่นานนักมีความเคลื่อนไหวที่อินโดนีเซีย ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ารัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย คือ “เรตโน มาร์ซูดี” จะเดินทางเยือนเมียนมา แต่จากรายงานเมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ปรากฏว่ากระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียบอกว่ารัฐมนตรีจะไม่ไปเมียนมาแล้ว
“หลังจากคำนึงถึงการพัฒนาในปัจจุบันและข้อมูลของประเทศอื่นๆ ในอาเซียนแล้วนี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสำหรับการเยือนเมียนมา” เตอูกู ไฟซาชาห์โฆษกกระทรวงการต่างประเทศชาวอินโดนีเซียกล่าวกับการบรรยายสรุปข่าว
ทางกระทรวงให้เหตุผลว่าเพราะ “มีสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่”
เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. มีรายงานข่าวว่ารัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาเดินทางมายังไทยเพื่อหารือและพยายามทำงานร่วมกับอาเซียนเพื่อหาทางแก้ไขผลพวงของการยึดอำนาจทางทหาร โดยเรื่องนี้แหล่งข่าวในรัฐบาลไทยกล่าวกับรอยเตอร์
ในเวลาประมาณ 16.30 น. ชัดเจนในที่สุดว่ารัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียเดินทางมาไทยแบบกะทันหันเพื่อหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และหลังจากนั้นไม่นานก็มีรายงานข่าวว่านายธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยืนยันกับผู้สื่อข่าวเรื่องนี้แต่ไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
ดูเผินๆ เหมือนปัญหาของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ไทย แต่อยู่ที่เมียนมากับอินโดนีเซีย
ความหมายของประโยคที่ว่า “มีสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่” ต้องย้อนกลับไปไม่กี่วันก่อน มีเอกสารหลุดมาจากฝั่งเมียนมาว่ารัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียจะเดินทางเยือนเมียนมา
ปรากฏว่าชาวเมียนมาแสดงความไม่พอใจอินโดนีเซียที่แสดงอาการเหมือนจะเอียงเข้าข้างทหาร จนมีการชุมนุมประท้วงที่ด้านนอกสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียในเมืองย่างกุ้ง โดยชาวเมียนมาคิดว่าอินโดนเซียพยายามเจรจากับกองทัพ
คนเมียนมาบอกไปถึงรัฐบาลอินโดนีเซียว่า “Please respect our votes and do hear our voices.” (โปรดเคารพการเลือกตั้งของเรา และรับฟังเสียงของเรา)
นี่อาจเป็นสาเหตุที่รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียเลือกที่จะไม่บินไปเมียนมาเพราะจะต้องเจอกับแรงต้านแน่ๆ และเลือกที่จะใช้ไทยเป็นคนกลางในการคุยกับเมียนมา
แต่แหล่งข่าวในรัฐบาลไทยเผยกับเอเอฟพีว่า “การประชุมไตรภาคีระหว่างรัฐมนตรีอินโดนีเซีย ไทย และเมียนมาเสนอโดยฝ่ายไทย” แต่เอเอฟพีอ้างข้อเขียนคำตอบของนายธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศว่า “We didn’t plan on it but yes,” (เราไม่ได้วางแผนเรื่องนี้ แต่ก็ใช่”) ซึ่งเป็นการยืนยันว่ารัฐมนตรีเมียนมากับอินโดนีเซียพบกันจริงแต่ไทยไม่ได้วางแผน
ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมบอกว่าเป็นเรื่องที่ทางเมียนมาขอมาเยี่ยมคารวะ แต่ไม่ได้หมายถึงว่าไปรับรองอะไรทั้งสิ้น ทางรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียก็ได้ขอเข้าพบทางรัฐมนตรีเมียนมาก่อนด้วย ในส่วนของเราเป็นเรื่องที่เมียนมามาขอคุยและขอเยี่ยมคารวะตน
ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียอธิบายเรื่องราวในเว็บไซต์ของกระทรวงว่า “ระหว่างการเดินทางไปกรุงเทพฯ ระยะสั้นดิฉันได้หารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นทวิภาคี” ซึ่งเรื่องนี้ตรงกับข่าวของกรมสารนิเทศ เรตโน มาร์ซูดี ยังบอกว่า “ในการประชุมกับรัฐมนตรีดอน (ปรมัตถ์วินัย) เรายังได้หารือเกี่ยวกับพัฒนาการในเมียนมาร์รวมถึงการเตรียมการสำหรับการประชุมอาเซียนที่เสนอ”
เรตโน มาร์ซูดีบอกว่าที่จริงจะต้องเดินทางไปยังเนปยีดอเมืองหลวงของเมียนมาหลังจากมาเยือนไทยแต่ทริปนี้ถูกเลื่อนไป (เรื่องนี้ตรงกับการแถลงของกระทรวง) แต่มาร์ซูดีบอกว่า “ระหว่างที่ดิฉันพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย ดิฉันได้รับข้อมูลว่า อู วัณณะ มอง ลวิง อยู่ในกรุงเทพฯ ด้วย ในที่สุดการประชุมกับ อู วัณณะ ก็ได้ดำเนินการที่สนามบินดอนเมืองซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยก็อยู่ที่นั่นด้วย”
เราจึงมีข้อมูลสองชุดในตอนนี้คือชุดที่บอกว่ารัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพกับที่บอกว่าเราไม่ได้วางแผนในเรื่องนี้ และจากปากคำของรัฐมนตรีอินโดนีเซียทุกอย่างเหมือน “เรื่องบังเอิญ”
อะไรจะบังเอิญได้ลงตัวขนาดนี้!
ปัญหาจึงตกอยู่ที่รัฐบาลไทยที่จะต้องทำให้ชัดเจนว่าทำไปทำไมและเพื่ออะไร เพราะในประเทศเรามีเสียงตำหนิว่าไทยต้อนรับรัฐมนตรีเมียนมาเท่ากับยอมรับการทำรัฐประหาร ซึ่งเสียงตำหนินี้ไม่ถูกต้องนักเพราะไทย “อาจจะ” ไม่ได้เป็นคู่หารือโดยตรง แต่น่าจะเป็นการเคลียร์กันระหว่างอินโดนีเซียกับเมียนมา
หลังการหารือนานแค่ 20 นาที รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียเคลียร์จุดยืนตัวเองเรียบร้อยว่า “ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเมียนมาจะต้องได้รับความเคารพ” ซึ่งการพูดแบบนี้เหมือนกับที่ประชาชนเมียนมาเรียกร้องให้อินโดนีเซียทำเพราะเข้าใจว่าอินโดนีเซียกำลังเหยียบย่ำหัวใจประชาชนเมียนมาและหันไปคบกับกองทัพ
รัฐมนตรีอินโดนีเซียยังบอกว่าจะหารืออย่างเข้มข้นกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะฝ่ายกองทัพหรือฝ่ายต่อต้าน เพื่อที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาในเมียนมา
อินโดนีเซียแสดงท่าทีแบบนี้ก็ชัดเจนขึ้นว่าไม่ได้เชียร์กองทัพและยังห่วงประชาชน แต่รัฐบาลไทยเองกลับยังถูกคนในประเทศโจมตีแบบเข้าใจผิดว่ากำลังยอมรับกองทัพเมียนมา ยิ่งหนักเข้าไปอีกเมื่อพล.อ. ประยุทธ์บอกว่ารัฐมนตรีเมียนมามาคารวะเท่านั้น ก็เท่ากับยอมรับฝ่ายนั้นนั่นเอง
- “บิ๊กตู่”อุบหารือรมต.ต่างประเทศเมียนมา เผยให้กำลังใจในฐานะมิตรประเทศ
- ชาติตะวันตกรุมประณามเมียนมายิงผู้ประท้วงตาย 2 ราย
บอกไปเลยว่าเป็นคนกลางหารือยังจะดูดีเสียกว่า
เพราะสื่อของทางการเมียนมาคือ Global New Light of Myanmar บอกว่า “ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี พล. อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาร์ อู วัณณะ มอง ลวิง เดินทางมาเยือนประเทศไทยโดยเที่ยวบินพิเศษเวลา 7.00 น. และเดินทางกลับเนปยีดอ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2020”
ดูท่าจะไม่บังเอิญเสียแล้ว
นี่คือปัญหาของรัฐบาลมาโดยตลอดนั่นคือความล้มเหลวในการประชาสัมพันธ์และชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ แต่ปรากฏว่าพลังของการชี้แจงของรัฐบาลยังอ่อนด้อยกว่าทฤษฎีสมคบคิดและข่าวปลอมแบบไม่เห็นฝุ่น
ข่าวจากกรมสารนิเทศของไทยมีแต่เรื่องอื่นเสียอย่างนั้นคือข่าว “รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกระชับความร่วมมือไทย-อินโดนีเซีย จากกลไกทวิภาคี และส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคโดยมีอาเซียนเป็นแกนกลางกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย”
พูดกันตามตรงแล้วนอกจากจะเป็นข่าวที่ไม่มีคนสนใจ มันยังทำให้คนยิ่งสงสัยว่ากระทรวงการต่างประเทศปกปิดอะไรหรือไม่? เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่ารัฐมนตรีอินโดนีเซียมาไทยเพื่ออะไร และยังไม่เอ่ยถึงฝ่ายเมียนมาด้วยซ้ำ
เรื่องนี้ไปตกที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยเต็มๆ เพราะนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาบอกเองว่าเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ
แน่นอนว่ามันไม่ใช่ความผิดของใครและเป็นการเริ่มเริ่มที่ดีสมควรแก่ฐานะของอาเซียน เพียงแต่มันลึกลับซับซ้อนเกินไป หากคนเมียนมาเข้าใจผิดขึ้นมาไทยอาจจะลงเอยแบบอินโดนีเซียได้
ปรากฏว่ามันเป็นไปแล้ว จากการรายงานของ 7Day TV พบว่ามีชาวเมียนมาจำนวนหนึ่งไปชุมนุมประท้วงที่ด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตไทยในเมืองย่างกุ้ง บางคนถือแผ่นป้ายบอกว่า “เราไม่ยอมรับ วัณณะ มอง ลวิง” ซึ่งสะท้อนไปถึงรัฐบาลไทยว่าคนเมียนมาไม่เห็นด้วยที่ไทยต้อนรับคนที่กองทัพแต่งตั้งมา
ตอนนี้ยังมีการติดแฮชแท็ก #rejectASEANResolution (ไม่เอามติอาเซียน) ในหมู่ผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กในเมียนมาเพราะเข้าใจว่าจีนอยู่เบื้องหลังผลักดันให้อาเซียนหาทางช่วยกองทัพเมียนมาให้คงในอำนาจ
ในแฮชแท็กนี้มีการเผยแพร่ข้อความในวงกว้างที่เรียกร้องให้ไทยและอาเซียนเคารพสิทธิของคนเมียนมาที่จะไม่เอาการเลือกตั้งใหม่ และพวกเขาเข้าใจว่าการประชุมไตรภาคีที่กรุงเทพฯ คือการสุมหัวเพื่อเปิดทางให้กองทัพจัดการเลือกตั้งใหม่
ข้อความที่แชร์กันส่วนหนึ่งบอกว่า “เรียนคนไทยที่รักและชาวเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาซึ่งมาจากฝ่ายทหารและไม่ได้รับการเลือกตั้งจากพลเรือนจะเดินทางมากรุงเทพฯ ในวันนี้ (วันที่ 24 กุมภาพันธ์) เพื่อพบกับรัฐมนตรีอินโดนีเซียพร้อมกับรัฐมนตรีไทย แหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่าพวกเขากำลังจะมีการประชุมที่กรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งใหม่จากฝ่ายทหาร เราไม่ยอมรับสิ่งนั้น เราได้โหวตแล้วว่าเราต้องการใครและพวกเขาต้องเคารพการโหวตของเรา”
ข้อความนี้พร้อมแฮชแท็กไม่เอาอาเซียนที่มากกว่า 330,000 แฮชแท็ก (นับเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์)
นี่คือผลของการทำอะไรที่คลุมเครือในหมู่ประเทศอาเซียน ผลเสียที่หนักที่สุดคือการถูกเข้าใจว่าอาเซียนถูกจีนบงการ (ตอนนี้ยังมีการกระจายข่าวลือด้วยว่าจีนดันให้อินโดนีเซียมาคุยกับเมียนมา)
อาเซียนเองก็สงวนท่าทีจนเกินไปด้วยการไม่ยอมบอกให้กองทัพเมียนมาถอนตัวออกไปแต่บอกให้กองทัพต้องรักษาคำพูดด้วยการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเมียนมายอมรับไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่คิดว่าการเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่แล้วมีปัญหา
พวกเขาไม่ได้ต้องการการเลือกตั้งใหม่ แต่ต้องการให้อองซานซูจีเป็นผู้นำตามที่ผลการเลือกตั้งปรากฏให้เห็น
หลังจากเจอคนเมียนมาไปประท้วง ต่อมากระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียจึงต้องแสดงท่าทีชัดขึ้นว่าไม่ต้องการการเลือกตั้งใหม่ และเมื่อมาคุยที่ไทยยังย้ำว่า “ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเมียนมาจะต้องได้รับความเคารพ”
แต่ไทยจะทำแบบเดียวกันหรือไม่ หรือจะยังหาทางรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางต่อไป ซึ่งเป็นแนวทางการทูตที่ไม่ได้เสียหายอะไรหากเป็นผลดีต่อประเทศ ประเด็นก็คือจะทำให้ชาวเมียนมาและประชาคมโลกเข้าใจว่าไทยได้ไม่ได้ช่วยทหารเมียนมายึดอำนาจเอาไว้?
บอกกันตรงๆ ว่ารัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์นั้นไม่อยู่ในฐานะที่จะไปประสานงานเรื่องเมียนมา เพราะในประเทศก็มีกลุ่มที่ไม่พอใจรัฐบาลและตั้งคำถามกับความชอบธรรมของรัฐบาลมาโดยตลอด การไปนั่งตรงกลางจะยิ่งทำให้คนเข้าใจว่า รัฐบาลไทยที่เริ่มต้นจากการทำรัฐประหารและหลังจากเลือกตั้งแล้วทหารก็ยังคุมในหลายๆ ด้าน จะเข้าข้างกองทัพเมียนมาเป็นแน่
เหมือนกับข้อความที่ชาวเมียนมาแชร์กันในวันประชุมไตรภาคีที่กรุงเทพฯ ที่ตอนท้ายบอกว่า “ตอนนี้เราเชื่อว่าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันเพื่อต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงในเมียนมาและไทย” ข้อความนี้สะท้อนว่านอกจากพวกเขาจะไม่ไว้ใจรัฐบาลไทยแล้ว คนเมียนมายังมองว่าคนไทยอยู่ในฐานะเดียวกับพวกเขาด้วยในอันที่จะต้องสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย
คงไม่ต้องถามว่าคนเมียนมาคิดว่าคนไทยต้องสู้กับใคร
Photo by STR / AFP