#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/558775

‘แรงงานข้ามชาติ-คนชายแดน’ กลุ่มเปราะบาง‘ตกสำรวจ-อคติ’
วันเสาร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.
“วันใดขาดฉันเธอจะรู้สึก” คงไม่เกินจริงนักหากใช้คำกล่าวนี้กับ “แรงงานข้ามชาติ” ปรากฏการณ์ธรรมดาของประเทศที่พัฒนาเจริญก้าวหน้าขึ้นจนคนท้องถิ่นไม่ทำงานบางประเภทเพราะระดับการศึกษาสูงขึ้น แต่งานนั้นยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจของประเทศอยู่ ดังกรณีของประเทศไทยที่ต้องการแรงงานชาวเมียนมา ลาวและกัมพูชา มาทำงานประมง ธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล ก่อสร้าง พนักงานทำความสะอาด จนถึงแรงงานในตลาด
ที่ผ่านมา แรงงานข้ามชาติ (หรือ “แรงงานต่างด้าว” ในภาษากฎหมาย) เป็นที่รับรู้กันว่ามีอยู่ แต่ไม่ค่อยถูกมองเห็นในสังคมมากนัก กระทั่งสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้านหนึ่งทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในหลายธุรกิจที่ใช้แรงงานข้ามชาติเป็นกำลังหลักเพราะกิจการถูกสั่งปิดตามมาตรการล็อกดาวน์ทำให้แรงงานส่วนหนึ่งเดินทางกลับบ้านเกิดและไม่สามารถกลับมาทำงานในไทยได้อีกด้วยมาตรการป้องกันโรคระบาดที่เข้มงวด และอีกด้านหนึ่งเมื่อมีทั้งคนอยากทำงานและคนอยากได้แรงงาน จึงมีความพยายามลักลอบข้ามแดนและนำเข้าแรงงานอย่างผิดกฎหมาย จนทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ขึ้น
เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนาเรื่อง “โควิด-แรงงาน-ข้ามชาติ-อาเซียน เป็นอย่างไร และควรไปต่ออย่างไร??” โดยคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่ง นพ.ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์ นักวิจัยสำนักงานพัฒนาสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จากข้อมูลที่สำรวจในปี 2562 พบว่าถ้าหากมีแรงงานข้ามชาติประมาณ 3 ล้านคน ในจำนวนนี้ร้อยละ 37 ที่อยู่ในระบบประกันสังคม เพราะเป็นกฎหมายที่กำหนดให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบไม่เฉพาะแต่ประชากรไทย
อย่างไรก็ตาม แรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในระบบ ส่วนอีกร้อยละ 31ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมเพราะไม่ได้ทำงานในสถานประกอบการ แต่กระทรวงสาธารณสุขก็ได้เข้าไปดูแล โดยเป็นการจ่ายเงินเพื่อให้ได้ประกันสุขภาพ 1-2 ปีตามที่กำหนดไว้ นอกจากนี้การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ที่กลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้อยู่ในระบบสุขภาพแต่ตรวจหาเชื้อโควิดจะต้องจ่ายเอง แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีเงินตรวจ จึงทำให้โรงพยาบาลต้องออกค่าใช้จ่ายก่อนแล้วเบิกคืนจากรัฐบาล ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะได้
เงินคืน
“แรงงานข้ามชาติจะมีความซับซ้อนในเชิงพฤตินัยและนิตินัย ซึ่งหลายคนที่อยู่ในประเทศไทยและไม่อยู่ในระบบการคุ้มครองด้านสุขภาพ จึงทำให้แรงงานข้ามชาติเจ็บป่วยไม่มากมักซื้อยากินเอง ยกเว้นเมื่อเจ็บป่วยหนักหรือประสบอุบัติเหตุร้ายแรง จึงจะมาใช้บริการจากสถานพยาบาลของรัฐ โดยจ่ายค่ารักษาเอง แต่ในกรณีที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอาจไม่เต็มใจนักในการให้บริการ เพราะรู้สึกว่าตัวเองมีภาระเพิ่มขึ้น และมีอุปสรรคเรื่องการสื่อสารเพราะภาษาที่แตกต่าง” นพ.ระพีพงศ์ กล่าว
ขณะที่ นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท หัวหน้ากลุ่มสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีชาวบ้านใน อ.แม่สอด จ.ตาก ถือป้ายประท้วงที่ด่านพรมแดนไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 เพื่อไม่ให้รถจาก
เมียนมาเข้ามาในไทย หลังพบโควิด-19 เมื่อเดือนต.ค. 2563 ซึ่งในเวลานั้นสถานการณ์โควิด-19 ในไทยถูกควบคุมไว้ได้แล้ว แต่สิ่งที่กลัวกันคือคนจากประเทศเพื่อนบ้านจะนำเชื้อมาแพร่กระจาย จะเห็นได้ว่าเมื่อเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ดังนั้นก็จะต้องใช้ทฤษฎีมาปฏิบัติการทางสังคม
ซึ่งมุมมองทางเศรษฐกิจนั้นเห็นได้ว่า “การที่แรงงานจากเมียนมาพยายามที่เข้ามาในไทย เข้ามาเพื่อหารายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” เพราะฉะนั้น “แนวคิดสำคัญที่ต้องเข้าใจแรงงาน คือ แรงงานคือมนุษย์คนหนึ่งที่ถูกผลักดันโดยความต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี” และการที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้คือต้องเอาแรงงานและทักษะต่างๆ ที่มีมาแลกกับบางอย่างที่ทำให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงเห็นได้ว่าแรงงานจากเมียนมามีการเคลื่อนย้ายมาสู่ประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ปัญหาการเงินในประเทศ ระบบสวัสดิการสังคมที่แย่มาก
“โครงการวิจัยที่เคยทำในหัวข้อวัณโรคไร้รัฐกับแรงงานไร้พรมแดน พบว่าเชื้อวัณโรคแพร่กระจายไม่จำกัดขอบเขตรัฐชาติ และผู้ป่วยวัณโรคที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ไม่ได้รับการดูแลรักษาจากระบบบริการสุขภาพของรัฐใดรัฐหนึ่งจนหายขาด จะเห็นได้ว่าแม้กระทั่งเรื่องของโควิด-19 มีแรงงานจากเมียนมารับบริการทั้งในไทยและกลับไปที่เมียนมา นอกจากนี้ยังพบว่าการพัฒนาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรี จึงเกิดการขยายขอบเขตการแพร่กระจายเชื้อ ยากต่อการรักษาให้ครบจนหาย และเพิ่มอุบัติการณ์วัณโรคดื้อยา” นพ.วิรุฬ ระบุ
นอกจากเมียนมา ลาวและกัมพูชาแล้ว เวียดนามก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีคนจำนวนไม่น้อยเข้ามาเป็นแรงงานในไทย รศ.ดร.อัจฉริยา ชูวงศ์เลิศ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า แม้เวียดนามจะมีบันทึกความตกลงร่วม (MOU) ด้านแรงงานกับไทยตั้งแต่ปี 2558 แต่เป็นการจ้างงานที่ผูกติดกับนายจ้างที่ต้องจดทะเบียน ซึ่งการจดทะเบียนมีความยุ่งยาก จึงทำให้มีแรงงานเข้าระบบเพียง 94 คน จากประมาณเกือบ 2 แสนคน
ทั้งนี้ ด้วยความที่การจัดการควบคุมแรงงานของไทยอยู่บนหลัก “นิติศาสตร์สุดขั้ว” ซึ่งไม่มีความยืดหยุ่น และไม่เข้าใจอุตสาหกรรมที่เอื้อต่อการแข่งขัน จึงทำให้แรงงานเหล่านี้ไม่มีนายจ้าง หรือถ้ามีนายจ้างจะมีหลายคน แต่กฎหมายไม่เอื้ออำนวยต่อการมีนายจ้างหลายคน เพราะฉะนั้นกฎหมายที่จัดการในระนาบเดียวไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และยังเป็นการเปิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่เกิดการคอร์รัปชั่น
ด้าน รศ.ดร. กนกวรรณ มะโนรมย์ อาจารย์สาขาวิชาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวถึงกลุ่ม “แรงงานชายแดนแม่น้ำโขง” ว่า ปัญหาของแรงงานชายแดนมีอยู่ 6 ประเด็นที่จะต้องแก้ไข ได้แก่ 1.ต้องมีขอบข่ายที่กว้างขวาง ในการทำความเข้าใจแรงงานนอกระบบว่าทุกคนคือแรงงาน 2.แรงงานเหล่านี้เป็นคนไร้หลักประกันในชีวิต และยังเครียดจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งซ้ำเติมความยากจนที่มีมาก่อน 3.มีวิถีชีวิตที่เปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เคยได้สูงมากจากการหาปลาในแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา
4.มีความอ่อนไหวและเผชิญปัญหามากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการพัฒนาของรัฐและโควิด-19 5.ชีวิตแรงงานอยู่ภายใต้บริบทความไม่แน่นอน เช่น โรคระบาดภัยธรรมชาติ เป็นต้น และ 6.การรีบเร่งพัฒนาของรัฐทำให้คนกลุ่มนี้ถูกซ้ำเติม ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้จะต้องทำความเข้าใจแรงงาน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนในมุมมองที่กว้างขวางขึ้น
จึงต้องนำบริบทของพื้นที่มาเป็นเงื่อนไขในการแก้ปัญหา!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
