#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/559017

เลาะชายแดน‘ประจวบฯ’ เปิดพิกัดลอบขน‘แรงงานพม่าเถื่อน’เข้าไทย-ขึ้นฝั่ง‘2 สมุทร’
วันอาทิตย์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2564, 13.47 น.
เลาะชายแดน‘ประจวบฯ’ ขบวนการเถื่อนเกลื่อน เปิดพิกัดลอบขน‘แรงงานพม่าเถื่อน’เข้าไทย เปลี่ยนเส้นทาง-ขึ้นฝั่ง ‘สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม’ ส่งภาคกลาง รอทะลักเพียบ
14 มีนาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า หลังจากมีการปิดจุดผ่อนปรนพิเศษสิงขร ที่ ต.คลองวาฬ อ.เมือง ประจวบคีรีขันธ์ โดยไม่อนุญาตให้มีบุคคลเข้าออกผ่านชายแดนอย่างเด็ดขาด พร้อมใช้รั้วลวดหนามปิดช่องทางธรรมชาติ 42 จุดใน 8 อำเภอ มีการตั้งจุดตรวจจุดสกัด 26 จุดตลอด 24 ชั่วโมง แต่ต่อมาคณะกรรมการชายแดนในระดับจังหวัด อนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเข้าส่งออกสินค้าได้บางประเภท ภายใต้มาตรการป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม ยังมีการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของแรงงานชาวเมียนมา ผ่านช่องทางธรรมชาติในพื้นที่หมู่ 5 บ้านเนินแก้ว ต.อ่าวน้อย อ.เมืองใกล้ด่านสิงขร โดยเจ้าหน้าที่หลายหน่วยร่วมกันจับกุมได้ 33 ราย เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2564 จากนั้นตรวจคัดกรองพบติดเชื้อโควิด 19 จำนวน 4 ราย นำไปรักษาตัวที่ รพ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมทุกหน่วยและผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 200 คน กลายเป็นผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อที่มีความเสี่ยงสูง ต้องกักตัวเพื่อรอผลการตรวจซ้ำ เพื่อยืนยันความปลอดภัยก่อนไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ชาวประจวบฯผวา! พม่าหนีเข้าเมืองติดโควิด 4 ราย สั่งกักจนท.กลุ่มเสี่ยงกว่า 200)
แหล่งข่าวระดับสูง ด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระบุว่า สถานการณ์การลักลอบเข้าเมืองตามแนวแดนยังเป็นปัญหาที่หลายหน่วยต้องเร่งแก้ไข และต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งจากปัญหาการเมืองภายในประเทศเมียนมา อาจมีชาวเมียนมาอพยพหนีข้ามชายแดนเข้ามา หรือมีผู้หลบหนีเข้าเมืองเพื่อค้าแรงงานเถื่อนตามใบสั่งของนายทุนที่ทำธุรกิจใต้ดิน ร่วมกับคนมีสีทั้งฝ่ายไทยและเมียนมา ลอบเข้าเมืองเพิ่มขึ้น เพื่อสวมรอยจากปัญหาทางการเมืองในประเทศต้นทาง
“ขณะนี้ทางการข่าว ทราบว่ามีแรงงานเถื่อนรอการนำเข้าอีกไม่น้อยกว่า 500 รายในพื้นที่ตะเข็บชายแดนใกล้ด่านสิงขร และยอมรับว่าขณะนี้กำลังเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงกับการเฝ้าระวัง เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ จะลดความเสี่ยงไม่เข้าจับกุมชาวเมียนมาหนีเข้าเมือง เพราะไม่มั่นใจจากปัญหากับแรงงานเมียนมาเถื่อน 4 ราย ติดเชื้อโควิด-19 ขณะที่การจับกุมชาวโรฮีนจา 5 รายที่ ต.อ่าวน้อย เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2564 ที่เดินเท้าผ่านช่องทางธรรมชาติเข้ามาฝั่งไทย เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับคำสั่งให้ผลักดันออกไปทันที” แหล่งข่าว ระบุ
แหล่งข่าว ระบุด้วยว่า ขณะที่ชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เพิ่มความเข้มงวดเพื่อเฝ้าระวัง ทำให้กลุ่มผลประโยชน์จากนายทุนค้าแรงงานข้ามชาติกับแก๊งคนมีสีบางหน่วยงาน เปลี่ยนเส้นทางลอบขนแรงงานผิดกฎหมายไปใช้ช่องทางในพื้นที่ ต.ร่อนทอง อ.บางสะพาน เพื่อนำไปส่งที่สะพานปลาบ่อทองหลาง ต.แม่รำพึง แหล่งรวบรวมแรงงานเถื่อนขนาดใหญ่ จากนั้นจะให้แรงงานเมียนมาไปรับจ้างเหมาตากปลา บางส่วนนายหน้าจะนำลงเรือเดินทางไป จ.สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และนำขึ้นฝั่งเดินทางต่อไปในหลายจังหวัดภาคกลาง
นอกจากนี้ที่ช่องชี ต.ชัยเกษม อ.บางสะพาน เป็นอีกช่องทางที่มีการขนสินค้าจากฝั่งไทยไปส่งให้เมียนมา รวมทั้งชนกลุ่มน้อย จากนั้นมีการขนสินค้าจากฝั่งเมียนมาเข้ามาในไทย เช่นเดียวกับการลักลอบนำสินค้าหนีภาษี จากบ้านน้ำเย็น อ.ดอนขนุน จ.เกาะสอง ประเทศเมียนมา มีการนำรถ 6 ล้อไปจอดรอบริเวณช่องลม อ.บางสะพาน หลังจากนั้นจะมีรถของฝั่งไทยเข้าไปรับสินค้าทยอยลงมา สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นเมล็ดกาแฟ มะพร้าว และยางพารา รวมทั้งการนำลักลอบนำเข้าโคและกระบือเถื่อนในพื้นที่ อ.ทับสะแก เป็นปัญหาเรื้อรังที่รอการแก้ไข
ขณะที่การลักลอบขนแรงงานเถื่อน สินค้าเถื่อนตลอดแนวชายแดน มีผลกระทบกับเศรษฐกิจในประเทศ ถือเป็นปัญหาซ้ำซาก ที่ผู้นำท้องที่บางรายและชาวบ้าน ในพื้นที่เป้าหมายทุกแห่งทราบเบาะแสเป็นอย่างดี แต่ต้องยอมรับว่าไม่มีใครต้องการแบกรับความเสี่ยงทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี แต่มีผลกระทบกับชีวิตและทรัพย์สินในภายหลัง เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าหน่วยงานภาครัฐ เน้นจับกุมแรงงานเถื่อนที่ปลายทางเพื่อนำไปดำเนินคดีด้วยการเลี้ยงอาหารครบทุกมื้อ ตรวจหาเชื้อโควิด และนำตัวไปรักษาหากพบมีการติดเชื้อจากเม็ดเงินภาษีของคนไทย แล้วผลักดันออกนอกประเทศ แต่ไม่มีกระบวนการสืบสวนเพื่อสางถึงต้นตอแก๊งค้าแรงงานข้ามชาติ ทำให้หน่วยงานรัฐไม่สามารถติดตามข้อมูลเพื่อจับกุมแก๊งนายทุนที่อยู่เบื้องหลังได้แม้แต่รายเดียว
อย่างไรก็ตาม ยังหวังว่าในสถานการณ์วิกฤตที่คนไทยในจังหวัดชายแดน ต้องรับภาระความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด 19 ที่มาจากแรงงานเถื่อนประเทศเพื่อนบ้าน ทุกหน่วยงานภาครัฐที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย ควรจะมุ่งเน้นปราบปรามอย่างจริงจังตามนโยบายของรัฐบาลให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ของฝ่ายใด




