#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/561123

เปิดใจอดีตจำเลยคดี’แพะชิงเพชร’ตกในวังวนเงินกู้นอกระบบ ผลพวงถูกยัดข้อหา
วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.27 น.
นายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ อายุ 51 ปีอดีตผู้ถูกกล่าวหาในคดีแพะชิงเพชรมูลค่า 15,800,000 บาทเมื่อปี 2560 และภรรยาชื่อนางสาวดารีวรรณ พ่อวงค์ อายุ 49 ปี อยู่บ้านเช่าเลขที่ 1 ถนนนครพนม-ท่าอุเทน ซอยสุขาวดี 1 ชุมชนบ้านกกต้อง เขตเทศบาลเมืองนครพนม ได้ออกมาเปิดใจกับผู้สื่อข่าวหลังจากได้รับอิสรภาพตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2560 ชีวิตครอบครัวก็ต้องประสบกับปัญหาด้านการเงินจำนวนมาก เนื่องจากระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษธนบุรี ภรรยาต้องกู้ยืมเงินญาติเป็นค่าพาหนะขึ้น-ลงกรุงเทพ-นครพนมทุกอาทิตย์เป็นเวลานานกว่า 7 เดือน
นายพิสิษฐ์ และภรรยา ได้เล่ารายละเอียดเรื่องราวตั้งแต่ได้รับอิสรภาพแล้วกลับมาเช่าบ้านเปิดร้านขายบะหมี่และข้าวเหนียวนึ่ง ส่วนด้านในเปิดเป็นร้านเสริมสวยว่า ช่วงได้รับอิสรภาพใหม่ๆ ก็ได้รับเงินเยียวยาจากกระทรวงยุติธรรมประมาณ 200,000 บาท และนายณัชพล สุพัฒนะ หรือ “มาร์ค พิทบูล” อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้เข้ามามุงชายคาบ้านเพื่อเปิดเป็นร้านขายของ พร้อมกับเงินอีก 5,000 บาท และมีกลุ่มเพื่อนปิยะ 17 โรงเรียนปิยะมหาราชาลัย ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนเจ้าของบ้านเช่าช่วยเหลือ 8,000 บาท ฯลฯ รวมๆแล้วได้เงินช่วยเหลือประมาณ 2 แสนเศษ

เงินที่ได้มาส่วนหนึ่งก็ต้องนำไปชำระหนี้ญาติที่ยืมมาเกือบ 5 แสนบาทโดยนำเงินสดอีก 150,000 บาท เป็นค่าทนายฟ้องกลับผู้กล่าวหาคือเจ้าของร้านเพชร ทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียนจึงจำเป็นต้องเข้าสู่วังวนเงินกู้นอกระบบ เพราะทางครอบครัวไม่มีหลักทรัพย์ใดๆ มาค้ำประกันกับธนาคาร ซึ่งการกู้เงินนอกระบบจะได้เงินสูงสุด 10,000 บาทส่งวันละ 500 บาท เป็นเวลา 24 วัน แต่การชักหน้าไม่ถึงหลังก็จำเป็นต้องกู้นายทุนรายอื่นหมุนเวียนกัน ทำให้ตนหลุดจากวังวนนี้ไม่ได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ครอบครัวไม่เคยเจอปัญหาหนักขนาดนี้มาก่อน มันเป็นผลผลิตของคนของรัฐในระบบกล่าวหา จึงอยากวิงวอนไปยังหน่วยงานของรัฐ ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหาแหล่งเงินที่ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันให้หลุดพ้นจากวังวนเงินกู้นอกระบบ ทุกวันนี้ก็ยังต้องค้างชำระค่าไฟฟ้าอีกหลายเดือน จึงขอความเมตตาหน่วยงานภาครัฐด้วย
นายพิสิษฐ์ เล่าต่อว่าอดีตครอบครัวตนมีรถยนต์ปิกอัพ 1 คันใช้ประกอบอาชีพกับครอบครัว บางครั้งเงินขาดมือก็จะนำรถไปเข้าไฟแนนซ์ มีเอกสารบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ประกอบในการกู้ยืม จากนั้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ขณะขายของอยู่ที่บ้านก็มีบุคคลกลุ่มหนึ่งอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายจับศาลจังหวัดสีคิ้ว โดยกล่าวหาว่าตนไปฉ้อโกงที่ดินมูลค่า 30 ล้านบาท เหตุเกิดที่ สภ.สูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ด้วยความบริสุทธิ์จึงยอมเดินทางไปที่อำเภอสูงเนิน เมื่อผู้เสียหายมาดูตัวแล้วก็บอกว่าไม่ใช่คนนี้

แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเสาธง ได้ถือหมายจับศาลอาญาธนบุรี กล่าวหาวิ่งราวทรัพย์ ความผิดต่อเสรีภาพ เป็นเพชรมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559 และมีการควบคุมตัวไปสอบสวนดำเนินคดีต่อที่ สน.บางเสาธง กรุงเทพมหานคร ทั้งที่ตนให้การปฏิเสธยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิด แต่ก็เริ่มผิดสังเกตตั้งแต่ตำรวจเข้าไปจับกุมตัวที่บ้านแล้ว ไม่เคยถามถึงเรื่องการฉ้อโกงที่ดิน กลับถามแต่ว่าเอาเพชรไปไว้ที่ไหนบ่อยมาก และยังมีการทำร้ายร่างกายถึงขณะนี้ยังมีร่องรอยเป็นกระดูกซี่โครงโก่งนูนขึ้นมา
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาครอบครัวของตนก็เปลี่ยนไป ภรรยาต้องดิ้นรนต่อสู้เข้าร้องทุกข์ไปยังหลายหน่วยงาน รวมถึงกระทรวงยุติธรรม และดีเอสไอ เพื่อหาความยุติธรรมให้ครอบครัว และนำพยานหลักฐานไปยืนยันพิสูจน์ความจริง โดยทางตนต้องตกเป็นเหยื่อในคดีแพะชิงเพชร ถูกขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรีเป็นเวลา 7 เดือน 10 วัน จนกระทั่งศาลอาญาธนบุรีพิพากษายกฟ้องปล่อยตัวสู่อิสรภาพ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 โดยก่อนจะพิจารณาคดีทั้งอัยการและตำรวจต่างกล่าวอ้างเหตุผลต่างๆนานา กระทั่งศาลท่านถามกลับมาว่า “พวกคุณเล่านิทานจบหรือยัง?”

ย้อนไปเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 ศาลอาญาธนบุรีนัดพิพากษา คดีขโมยเพชร มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท โดยมีนายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ ตกเป็นจำเลย โดยศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานเห็นว่ามีพยานโจทก์ 2 ราย ซึ่งเคยเห็นหน้า ผู้ก่อเหตุ 2 ครั้งและเบิกความยืนยันว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายที่ก่อเหตุ นอกจากนี้หมายเลขโทรศัพท์ที่ผู้เสียหายอ้างว่าคนร้ายใช้โทรมาซื้อเพชร เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นชื่อของนายพิสิษฐ์จริง แต่พนักงานสอบสวนไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ว่า เป็นของนายพิสิษฐ์จริงหรือไม่
ขณะที่จำเลยนำพยานบุคคล รวมถึงแพทย์ที่รักษามาเบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุจำเลยอยู่ที่จังหวัดนครพนมและเข้ารักษาโรคกระเพาะ ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าคนร้ายที่ก่อเหตุเป็นนายพิสิษฐ์ ศาลจึงพิจารณายกฟ้องและออกหมายปล่อยตัว

ซึ่งฝ่ายโจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 จากนั้นฝ่ายโจทก์ก็ไม่ได้ขอยื่นฎีกาคดีแพะชิงเพชรจึงคดีสิ้นสุดในวันที่ 24 ธันวาคม 2561 แต่ผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าวต้องมารับผลกระทบจากการกระทำของคนของรัฐจนมีหนี้สินพะรุงพะรังจึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ
สำหรับคดีเพชรถูกโจรกรรม มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท เกิดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ในบ้านแห่งหนึ่งเขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ และตำรวจติดตามไปจับกุมตัวนายพิสิษฐ์ ที่บ้านเช่าในจังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 จากนั้นภรรยาของนายพิสิษฐ์ ร้องขอความเป็นธรรมกับกระทรวงยุติธรรมว่า สามีของเธอไม่ใช่คนร้าย และต่อสู้จนได้รับการปล่อยตัวดังกล่าว


