#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/567995

‘ธัญวัจน์’เผยร่างกม.ปลดอาชีพ‘ค้าประเวณี’พ้นผิดอาญา ไม่บังคับตีทะเบียนแต่จูงใจคุ้มครองสิทธิ์
วันศุกร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564, 13.12 น.
‘ธัญวัจน์’เผยร่างกม.ปลดอาชีพ‘ค้าประเวณี’พ้นผิดอาญา-ไม่บังคับตีทะเบียนแต่จูงใจคุ้มครองสิทธิ์
23 เม.ย.64 ที่งานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “จดทะเบียน Sex Workers แก้ปัญหาจริงหรือหลอก?” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่รณรงค์เรื่องสิทธิของผู้ขายบริการทางเพศ และพนักงานในสถานบันเทิง เมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 เม.ย. 2564 ที่ผ่านมา นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังยกร่างกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่งเพื่อให้การค้าประเวณีในประเทศไทยนั้นถูกกฎหมายและคุ้มครองผู้ให้บริการ
ซึ่งตลอดเวลาประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ตนได้รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอทั้งจากภาคประชาสังคมและหน่วยงานภาครัฐ ว่าทางออกของการค้าประเวณีในประเทศไทยควรเป็นอย่างไร โดยประเด็นการขึ้นทะเบียนนั้นก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นำมาสู่ 3 เรื่องคือ 1.ต้องทำให้ผู้ประกอบการถูกกฎหมายและได้รับความคุ้มครอง หมายความว่า หากสถานบริการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง พนักงานในสถานบริการนั้นก็ไม่ต้องมาขึ้นทะเบียนกับรัฐ
โดยเป็นหน้าที่ของสถานบริการที่ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการดูแลสุขภาวะของพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสร้างมาตรฐานการดูแลสุขภาพซึ่งต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ กับ 2.การจดทะเบียนกรณีผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ที่ขึ้นทะเบียนจะได้รับความคุ้มครอง เช่น การเตรียมความพร้อมด้านการประกอบอาชีพในการออกไปจากอาชีพนี้ หรือยกระดับไปเป็นผู้ประกอบการ เพราะอาชีพค้าประเวณีมีอายุการทำงานไม่ยืนยาว และ 3.ไม่ต้องการให้การค้าประเวณีเป็นความผิดทางอาญา
ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นผู้ร่างกฎหมายและทำงานในรัฐสภา ตลอดปีที่ผ่านมาพบว่า กฎหมายถ้าจะผ่านหรือไม่ผ่านทุกฝ่ายต้องเห็นด้วย ตนเข้าใจในแง่มุมของผู้ให้บริการที่ไม่ต้องการขึ้นทะเบียน แต่ก็ต้องเข้าใจผู้ประกอบการด้วย เพราะหากทุกอย่างเสรีหมดจนลูกค้าหรือซัพพลายเออร์มีอำนาจต่อรองเหนือผู้ประกอบการ สุดท้ายธุรกิจก็จะอยู่ไม่ได้ กฎหมายก็จะไม่มีลักษณะเป็นการเฉลี่ยทุกข์บำรุงสุข จึงจำเป็นต้องมีการขึ้นทะเบียนและผู้ประกอบการได้รับการปกป้องในระดับที่สามารถประกอบธุรกิจได้ ส่วนคนที่ไม่อยู่ในสถานบริการ การจดทะเบียนก็จะได้รับสิทธิต่างๆ
ส่วนคนที่ไม่จดทะเบียน นั่นหมายถึงแม้ไม่ผิดกฎหมายแต่ก็จะไม่ได้รับการดูแลจากรัฐ อนึ่ง ตนก็พยายามหาข้อเสนอหรือหาวิธีอื่นๆ เช่น หากมองว่าการจดทะเบียนมักจะใช้ได้กับคนที่เป็นแรงงานต่างชาติ ก็อาจมีข้อสังเกตเพราะแรงงานต่างชาติไม่มีอะไรคุ้มครองเขาได้เลย เดินทางมาประเทศไทยก็ไม่รู้จักใคร สิ่งหนึ่งที่ดูแลเขาได้คือการขึ้นทะเบียน แต่ผู้ขายบริการทางเพศที่เป็นคนในประเทศอาจไม่อยากขึ้นทะเบียนกับรัฐเพราะเห็นว่าเป็นความเสี่ยง
แต่หากไม่มีการขึ้นทะเบียนเลย แรงงานต่างชาติก็ไม่สามารถสร้างความมั่นใจใดๆ ได้เลยว่าจะได้รับปกป้องดูแลจากหน่วยงานรัฐ ส่วนคนที่ไม่ต้องการขึ้นทะเบียนเขาก็อาจจะมีคอนเน็คชั่นของลูกค้าอยู่แล้วและอาจดำรงอาชีพของเขาได้โดยที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ก็มีข้อสังเกตว่าการขึ้นทะเบียนดีจริงหรือไม่ เช่น หากค้าประเวณีแบบไม่ขึ้นทะเบียนกับรัฐ เมื่อไปบริการลูกค้าแล้วลูกค้าไม่จ่ายค่าจ้างตามที่ตกลง ผู้ขายบริการจะทำอย่างไร
“ถ้าเราไม่ขึ้นทะเบียนแสดงว่าเราไม่ต้องการแจ้งความแน่นอน นั่นหมายถึงว่าเราก็อาจถูกความไม่สุจริตของลูกค้าบางคนที่ฉกฉวยโอกาสตรงนี้จากการที่เราไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน แล้วสมมติถ้าเราเกิดกล้าเข้าไปที่โรงพัก บอกว่าคนนี้เขาเบี้ยวค่าตัว ฉันขอแจ้งความ ตำรวจก็จะบอกว่าการค้าประเวณีไม่ผิดกฎหมาย ค่าตัวคุณ 2,000 หรือ 2,500 บาท คุณก็ฟ้องร้องไป แต่ที่สุดแล้วก็จะไม่สามารถฟ้องได้เพราะค่าทนายมันไม่คุ้มกับค่าจ้างที่จะได้รับ” นายธัญวัจน์ กล่าว
นายธัญวัจน์ กล่าวต่อไปว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้พยายามออกแบบกติกา โดยให้มีโทษปรับสำหรับผู้ที่ไม่จ่ายค่าจ้างผู้ขายบริการตามที่ตกลงกันไว้ และเงินค่าปรับจะแบ่งกันทั้งผู้ประกอบอาชีพ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเข้ารัฐ พยายามให้เกิดการถ่วงดุลกัน อีกด้านหนึ่ง ลูกค้าที่เลือกใช้บริการผู้ค้าประเวณีที่ไม่จดทะเบียน ลูกค้านั้นก็จะต้องแบกรับความเสี่ยงเองกับผู้ที่ฉกฉวยโอกาสกระทำการไม่ดีต่างๆ ของมิจฉาชีพ เช่น ชิงทรัพย์ แม้จะไปแจ้งความแต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะติดตามผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีเพราะไม่รู้ว่าผู้ก่อเหตุเป็นใคร และแม้คนที่มาจดทะเบียนอาจมีน้อย แต่ก็ต้องเปิดให้มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้บริการที่ต้องการความปลอดภัย โดยให้เป็นทางเลือกเชิงสมัครใจ