#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/570347

‘สามัคคีชาวพุทธ คือ หัวใจสำคัญของชาวพุทธ’ : ‘หลวงพ่อสุธรรม’ เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด
วันจันทร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 19.27 น.
พระอธิการสุธรรม สุธัมโม หรือ หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม เจ้าอาวาสวัดเกษรศีลคุณ หรือ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี เมตตาแสดงธรรมในหัวข้อ “สามัคคีชาวพุทธ คือ หัวใจสำคัญของชาวพุทธ” ในโอกาสเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการวางศิลาฤกษ์ “อาคารหลวงปู่บุญทัน ฐิตสีโล” ที่โรงพยาบาลบึงสามพัน อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่ง “แนวหน้า ออนไลน์” นำเสนอเป็นตอนที่ 2 เพื่อเป็นธรรมทาน โดยมีเนื้อหาดังนี้
เพราะตัวการมีน้ำจิตน้ำใจนี่แหละ จะเป็นตัวผูกมัด ผูกพันให้อยู่ร่วมกัน มีความแนบสนิทสนมกลมเกลียวกันประดุจดังพี่น้องพ่อแม่เดียวกันก็เป็นไปได้ แต่ถ้าหากการขาดน้ำจิตน้ำใจของการอยู่ร่วมกันแล้ว การอยู่ร่วมกันของพวกเรา ถ้าไม่มีน้ำจิตน้ำใจเป็นตัวผูกมัดการอยู่ร่วมกันแล้ว มันก็จะเกิดมีแต่ฝั่งตรงกันข้าม คือ มีแต่ความตระหนี่ถี่เหนียว เห็นแก่ตัว แล้วก็เกิดการเอารัดเอาเปรียบต่อกัน เพราะฉะนั้นการอยู่ร่วมกันอย่างนี้ก็จะมีแต่ความระแวงกัน มีแต่การเพ่งโทษกัน ไอ้การระแวง ซึ่งเป็นการเพ่งโทษกันและกันนั้น ก็ล้วนแต่สร้างความเศร้าหมอง สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจเข้ามาในจิตใจของตนเอง ให้เร่าร้อน ให้ขุ่นมัวอยู่ตลอด แล้วเราจะไปหาความสุขจากไหนได้เล่า เพราะฉะนั้น ชีวิตของพวกเราทั้งหลายก็ล้วนแต่ปรารถนาความสุขด้วยกันทั้งสิ้น
เมื่อเราปรารถนาความสุข เราก็ต้องปูพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันด้วยความมีน้ำจิตน้ำใจ สิ่งใดก็ตามที่พอเราเอื้อเฟื้อเจือจานแบ่งปันสงเคราะห์ต่อหมู่ต่อคณะต่อสังคมเขาได้ เราก็จะเป็นผู้ที่ยินดีพอใจที่จะเอื้อเฟื้อเจือจานแบ่งปันให้แก่ผู้คน ให้แก่สังคม ดังเช่นที่พวกเราได้มีน้ำจิตน้ำใจเอื้อเฟื้อแบ่งปันมาสู่โรงพยาบาลแห่งนี้ จึงนับว่าเป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง เพราะการแบ่งปันของพวกเรานี้แล ที่จะให้สังคมของพวกเราอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข และการแบ่งปันต่อมาของพวกเรานั้น ก็จะซึมซับสู่จิตสู่ใจของเราเอง ให้จิตใจของเราเป็นจิตใจที่มีความกว้างขวาง มีเมตตา มีความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย แม้เราจะเป็นปุถุชนคนมีกิเลสก็ตาม แต่ถ้าเราหมั่นประพฤติปฎิบัติภายนอกด้วยการแบ่งปัน ด้วยการสละ ด้วยการเอื้อเฟื้อสงเคราะห์เจือจาน เผื่อแผ่ ออกไปอยู่เป็นเนืองนิจนั้น
แม้กิเลสที่อยู่ในหัวจิตหัวใจของเรา มากมายก่ายกองอยู่ในหัวใจก็ตาม จะมีความโลภ ความหลง ราคะ ตัณหา มานะ ทิฐิ ต่างๆทั้งหลาย กิเลสทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่สามารถมีกำลังที่จะมาครอบงำจิตใจของเรา จูงจิตใจไปตามกระแสของมันได้ เพราะความมีน้ำจิตน้ำใจของเรานี่แล ที่จะทำให้จิตใจของเรามีความเบิกบาน มีความผ่องใสอยู่เป็นเนืองนิจ เมื่อจิตใจของเรามีความเบิกบาน ผ่องใส อยู่เป็นเนืองนิจ กิเลสทั้งหลายที่นอนเนื่องอยู่ในใจของเราเอง ก็จะมีกำลังวังชาอ่อนแอลง ไม่สามารถมาครอบงำจิตใจของเราได้อย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้นจิตใจดวงนี้จึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง ที่พวกเราจะต้องหมั่นอบรมขัดเกลาจิตใจของเราอยู่เสมอ นับตั้งแต่เอาภายนอกเข้ามาขัดเกลาจิตใจของเรา เช่น เอาการให้ทานภายนอกนั้น มาขัดเกลากิเลสภายในจิตในใจของเรา เช่น ตัวโลภ ความดิ้นรน ความทะเยอทะยานอยาก ซึ่งมีอยู่ประจำอยู่ในจิตในใจของปุถุชนทั่วไป แต่ถ้าหากไม่มีสิ่งใดมาชำระมาปัดกวาด ความโลภก็จะไม่เบาบางเลย ความโลภนั้นที่ครอบงำจิตใจก็จะมีแต่ไปเพ่งเล็งความมีความได้ของผู้อื่น แม้ความมีความได้ของเราเองก็ไม่มีความหมาย ไม่มีความสุขแก่เราเลย เพราะจิตของเราไม่อยู่ในสิ่งที่ตนมีตนได้ แต่กลับไปเพ่งเล็งความได้ของคนอื่น ที่สุดก็เกิดการอิจฉา เกิดการเพ่งโทษเพิ่มพูนมากขึ้น เพราะออกไปในทางทุจริต คิดคดโกง คิดลัก ฉกชิง วิ่งราวเขา เพียงแค่จะไปคิดคดโกงเขาเท่านั้น จิตก็มีความเศร้าหมอง มีความขุ่นมัวแล้ว แล้วเราจะมีความสุขจากความปรารถนาของผู้อื่น มาเป็นของเราได้อย่างไรเล่า
เพราะฉะนั้นการที่เราปูพื้นฐานของการมีน้ำจิตน้ำใจ เอื้อเฟื้อเจือจาน เผื่อแผ่ สงเคราะห์ แบ่งปันกันอยู่เนืองนิตย์ สิ่งที่พวกเรากระทำนี่แหละ จะเป็นไปชำระความโลภภายในจิตในใจของเราให้เบาบางลง เพราะในการกระทำของพวกเราที่ก่อเกิดให้พวกเราได้สัมผัส ก็คือความเบิกบาน ความผ่องใส ปรากฏขึ้นมาหล่อเลี้ยงภายในจิตในใจของพวกเรา
เราจะเห็นชัดเจน นำมาเปรียบเทียบด้วยตัวของเราเองได้ ว่าในขณะใดก็ตาม เราตั้งจิตอยากได้ของคนอื่นเขา จิตของเราจะมีความของคนอื่นเขา จิตของเราจะมีความเศร้าหมอง มีความเร่าร้อน มีความทุรนทุราย ไม่มีความสบายเลย แต่ในขณะใดที่เราตั้งจิตเจตนาไว้ว่า เราจะให้คนอื่นเขา เราจะแบ่งปันให้คนอื่นเขา ความรู้สึกถึงความสบายอกสบายใจ จิตใจของเราจะมีความเบิกบาน มีความผ่องใส นี่แหละเป็นฝั่งตรงกันข้ามซึ่งกันและกัน ในขณะใดที่เรามีความอยากได้ของคนอื่น จิตของเราจะมีความเร่าร้อน มีความขุ่นมัว แต่ขณะใดที่เรามีความปรารถนาอยากให้คนอื่น เราจะมีจิตใจที่เบิกบาน ที่ผ่องใส เราก็เห็นชัดเจนเลยว่า สองฝั่งนี้ ฝั่งแห่งการแบ่งปัน แห่งการให้ออกไปนั้น จะเป็นฝั่งแห่งความสุข แต่ความฝั่งแห่งความอยากได้ มันมีแต่ความทุกข์
เพราะฉะนั้น จิตใจของพวกเรานั้นจึงควรจะเป็นจิตใจที่ได้รับการอบรม เพราะจิตใจที่ได้รับการอบรมแล้ว ด้วยอำนาจของกิเลสที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตในใจของพวกเรานั้น นับวันมันจะมีกำลังกล้าแข็งมากขึ้น มากขึ้น ไอ้กิเลสที่อยู่ในหัวจิตหัวใจของเรา มันไม่มีทางที่จะอ่อนแอลงตามวัย หรือ ตามอายุของเรา ไม่ใช่ว่า นับว่าร่างกายของเราแก่เฒ่าลง แก่เฒ่าลง แต่กิเลสที่อยู่ในใจของพวกเรานั้น จะอ่อนแอลง อ่อนแอลง เป็นไปไม่ได้ ความอ่อนแอลง อ่อนแอลง มันอ่อนแอเพียงแต่ร่างกายเท่านั้น แต่กิเลส ภายในหัวจิตหัวใจจะไม่มีคำว่าอ่อนแอลงไปเลยด้วยกาลเวลา แต่กิเลสหลายในหัวจิตหัวใจของเราจะอ่อนแอลงไปได้ ก็ต้องเกิดจากการขัดเกลา การอบรม การชำระของพวกเราเอง
เพราะฉะนั้นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศสอนโลกไว้นั้น ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการชำระ เพื่อการอบรมจิต อบรมใจ ของเราแต่ละท่าน แต่ละคนทั้งสิ้น เพราะการอบรมจิตอบรมใจนี่แลที่จะสร้างชีวิตของเราให้มีคุณค่าอย่างแท้จริง เพราะตราบใดก็ตาม จิตที่ไม่ได้รับการอบรมแล้ว ก็จะเป็นจิตที่จะไปคว้าเอาแต่กองทุกข์กวาดต้อนเอาแต่กองทุกข์ เข้ามาแผดเผาตัวจิตเสียเอง ความนึกคิดปรุงแต่งก่อเกิดเป็นอารมณ์เรื่องราวต่างๆแล้วก็ไปยึดมั่นถือมั่น ในอารมณ์เรื่องราวทั้งหลายเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่น่ายินดี หรือ น่ายินร้ายก็ตาม อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์เรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้แล ที่จะเข้ามาแผดเผากดขี่เหยียบย่ำจิตใจของเราท่านหลายให้จมลงไปในกองทุกข์ ให้จมลงไปในกองฟุ้งซ่าน จมลงไปในกองกลุ้มอกกลุ้มใจ คับแค้นใจ ฟุ้งซ่าน หงุดหงิด วิตกกังวล นี่แลล้วนแต่เกิดจากจิตดวงนี้ไปคว้าเข้ามาด้วยความนึกคิดปรุงแต่ง ยึดมั่น ถือมั่น ในอารมณ์เรื่องราวต่างๆทั้งหลายด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของจิตที่ไม่ได้รับการอมรม
แต่เราท่านทั้งหลาย เราไม่ปรารถความทุกข์นั้น เราปรารถความสุขด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อเราปรารถนาความสุขแล้ว เราก็มาพิจารณาดูว่า ที่ทุกข์ก่อเกิดมาในชีวิตของพวกเรา ที่เราดำเนินชีวิตมายาวนานแล้ว มีกองทุกข์ทั้งหลายที่ครอบงำเรา กองทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้น มันครอบงำอยู่ที่จิตใจของเราทั้งสิ้น ส่วนร่างกายของเราท่านทั้งหลาย ก็ล้วนแต่มีความเป็นเช่นนั้นเองอย่างเดียวกัน ไม่ได้แตกต่างกันเลย นับตั้งแต่วันเราเกิดมาแล้ว…