#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/572045

ถึงกับอึ้ง! เพจดังเปิดปมร้อน เมื่อเอกชน’โขก’ค่ารักษา’โควิด’ทำคนไข้- รัฐรับภาระแทน
วันจันทร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 22.39 น.
11 พ.ค.64 เพจ Gossipสาสุข ซึ่งเจาะลึกวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารในแวดวงสาธารณสุข ได้เขียนบทความในประเด็นที่น่าสนใจในหัวข้อเรื่อง วิกฤตซ้ำวิกฤต เมื่อเอกชน “โขก” ค่ารักษา “โควิด”ทำคนไข้ – รัฐ รับภาระแทน โดยมีรายละเอียดดังนี้
จนถึงขณะนี้ สิ่งที่รับรู้กันก็คือผู้ป่วยโควิด-19 ทุกคน บนผืนแผ่นดินไทย สามารถเข้ารับการรักษาโรคโควิด-19 ได้ฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน โดยให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นศูนย์กลาง คอยเคลียร์ค่ารักษาพยาบาลให้ ตัดปัญหาก่อนหน้านี้ ที่ผู้ป่วยหลายคน “เข้าไม่ถึง” การรักษา เพราะเป็นกังวลว่าอาจไม่สามารถจ่ายบิลค่ารักษาราคาแพงได้ เพื่อให้ผู้ป่วย สามารถเข้ารับการรักษาได้มากที่สุด ไม่มีใครตกหล่น ต้องเสียชีวิตที่บ้าน หรือหลุดรอดออกจากระบบเพื่อไปแพร่เชื้อต่อ
ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมงบให้ สปสช. สำหรับจ่ายเป็น “ค่ารักษา” เฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ประมาณคนละ 1 แสนบาท โดยเป็นอัตราที่ตกลงร่วมกันระหว่าง สปสช. – กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และโรงพยาบาลเอกชน กว่า 3,000 รายการ รวมถึงผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว อย่างไรก็ตาม หากค่ารักษาสูงเกินกว่านั้น ก็ยังสามารถนำมาเบิกกับ สปสช.ได้ โดยบางราย ค่ารักษาอาจสูงถึง 1 ล้านบาท สปสช. ก็เคยจ่ายให้มาแล้ว
หากเป็นไปตามนี้ ก็ไม่น่ามีปัญหา คนไข้เข้ารับการรักษาโรงพยาบาลเอกชน หลังจากนั้น โรงพยาบาลเอกชน ส่งเรื่องเบิกมายัง สปสช. ตามขั้นตอน แล้วคนไข้ ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย สามารถกลับบ้านตัวเปล่า ไม่ว่าจะใช้ยา เครื่องมือแพทย์ราคาแพง หรือใช้อุปกรณ์ซับซ้อนก็ตาม.. แต่ในทางปฏิบัติ ทุกอย่างกลับไม่ได้ง่ายอย่างนั้น
ข้อเท็จจริงที่พบก็คือ แม้ สปสช. จะให้โรงพยาบาลเอกชน สามารถเบิกค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ในราคาที่สูงเกินกว่าตลาด 25% พูดง่ายๆ ก็คือคิด “กำไร” ให้เอกชนแล้วเกิน 25% แต่สิ่งที่โรงพยาบาลตั้งเบิก กลับสูงกว่านั้นมาก.. ยกตัวอย่างเช่น ผ้าก๊อซ ที่ต้นทุน 10 บาท สปสช. บวกกำไรให้แล้ว 25% เป็น 12.5 บาท แต่โรงพยาบาลเอกชน กลับตั้งเบิกที่ 800 บาท หรืออย่างชุด PPE ตั้งราคาไว้ที่ 144 บาท โรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง เรียกเก็บถึง 401.61 บาท หรือ 278% จากราคาที่ สปสช.จ่าย
นอกจากนี้ ยังพบอีกหลายรายการ ที่ตั้งราคาไว้ ‘แพง’ เกินปกติ เช่นหน้ากาก 3M รุ่น 1870 ราคาขายในท้องตลาดอยู่ที่ชิ้นละ 65 – 70 บาท สปสช. บวกเพิ่มให้เป็น 81.75 บาท แต่เอกชนบางแห่ง กลับคิดราคาถึงชิ้นละ 185 บาท ฟันกำไรจากการเบิกอุปกรณ์พวกนี้ถึง 226% หรือ 282% จากราคาตลาด
เมื่อโรงพยาบาลเอกชน ไม่สามารถตั้งเบิกอัตราพวกนี้จาก สปสช.ได้ เพราะเกินกว่าราคากลาง และราคาบวกเพิ่ม จึงได้กลายเป็น “บิลแยก” สำหรับเรียกเก็บคนไข้ แบบที่ไม่เป็นข่าว พันสองพันบาท หรือบางทีก็อยู่ในหลักหมื่นบาท เรียกเก็บคนไข้ตั้งแต่แรก หรือไม่ก็ให้คนไข้ตามไปเบิกกับ “บริษัทประกัน” ทีหลังเอาเอง โดยไม่บรรจุค่าใช้จ่ายพวกนี้ไว้ “ในระบบ” ที่สำคัญคือ ตามไปแจ้งทีหลังกับคนไข้ว่า รัฐบาลและ สปสช. จ่ายไม่เต็มจำนวน เลยต้องไปเก็บส่วนต่างกับคนไข้แบบนี้
ทั้งๆ ที่เรื่องพวกนี้ ควรเป็น ‘ของฟรี’ เพราะเบิกกับรัฐได้ และตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล ก็ไม่มีสิทธิเรียกเก็บกับคนไข้ เพราะเข้าข่าย ‘เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ฟรีทุกสิทธิ’ หรือ UCEP ที่เป็นนโยบายของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนหน้านี้เอง
สำหรับพื้นที่ที่โรคโควิด-19 ระบาดหนักที่สุดอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น จะพบว่าโรงพยาบาลเอกชนเอง เป็น “ผู้เล่น” สำคัญ ในการพาประเทศออกจากวิกฤต ด้วยจำนวนโรงพยาบาลรัฐที่ไม่เพียงพอ ไม่ครอบคลุม ทำให้คนไข้จำนวนมาก ต้องเลือกใช้โรงพยาบาลเอกชน ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลเอกชน ก็สูญเสียรายได้ไปพอสมควร จากการที่ไม่สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บอื่นได้ในห้วงเวลานี้ เลยพยายามมาเรียกเก็บค่ารักษาโควิด จากงบประมาณรัฐแทน
น่าเสียดายก็ตรงที่ ในห้วงเวลาเช่นนี้ โรงพยาบาลเอกชน กลับใช้โอกาสนี้ แสวงหากำไร ที่มากเกินไป อย่างที่ไม่ควรจะเป็น..
ข้อสรุปสำหรับเรื่องนี้ สปสช. กับ สบส. ยืนยันว่า หากโดนเรียกเก็บ ทั้ง “ยิบย่อย” ทั้ง ‘ก้อนใหญ่’ สามารถแจ้งมายังสายด่วน 1330 ได้ พร้อมจ่ายเต็มราคา รวมถึงจะตามไป “ลงดาบ” โรงพยาบาลเอกชนที่เรียกเก็บในอัตราที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายให้ คนไข้ ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่ารักษาโควิด-19 แม้แต่บาทเดียว โดยรัฐบาลพร้อมกัน “งบประมาณ” ไว้เต็มที่ เพื่อดูแลคนไข้ทุกคน
แต่สิ่งที่ควร “ออกแรง” มากกว่านี้ก็คือ รัฐบาล ซึ่งรวมศูนย์อำนาจไว้แล้วอยู่ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ควรต้องประกาศให้ “อุปกรณ์” เหล่านี้ เป็นสินค้าควบคุม ภายใต้กลไกของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อกดราคา ให้เป็นราคามาตรฐาน ไม่สามารถโขกขึ้นไปได้ตามอำเภอใจอย่างที่ผ่านมา และใครค้ากำไรเกินควร จะได้จัดการได้ทันท่วงที ไม่ให้ผู้บริโภค หรือให้ระบบของรัฐ ต้องทนจ่ายในเรื่องอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลแบบนี้
ด้วยอัตราผู้ป่วยรายวัน ซึ่งยังคงอยู่ในระดับ 1,500 – 2,000 คนต่อวัน หากยังไม่สามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ ภาระก็จะตกไปที่ “คนไข้” มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากใช้กลไกรัฐ “เจรจา” จนถึง “บีบ” เอกชน ให้ทำตาม และให้เป็นผู้ช่วยสำคัญในการจัดการโรคนี้ โดยไม่แสวงหากำไรจนรัฐ กลายเป็นผู้เสียเปรียบ
เรื่องพวกนี้ “ไม่ยาก” นัก แต่ก็ “ไม่ง่าย” เช่นกัน
เครดิต..ขอบคุณข้อมูลเพจGossipสาสุข