#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/575062

‘สคว.’ผนึกพลังทำงานหนุน‘สควท.’ ยกระดับ‘วิศวกรรมศาสตร์’ไทยสู่สากล
วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ (สคว.) คนแรก กล่าวว่า สคว. ก่อตั้งในปี 2563 เป็นองค์กรที่ไม่มุ่งหวังผลกำไรเพื่อประโยชน์ด้านวิชาการ การศึกษาและสังคมส่วนรวม มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของสภาคณบดีวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (สควท.)
โดยเชื่อมประสานระหว่างสถานศึกษากับรัฐบาล ที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนบุคลากรและนโยบายให้เป็นจริงและประสบความสำเร็จ ให้ข้อเสนอแนะการพัฒนาความก้าวหน้าและขีดความสามารถของคณะวิศวกรรมศาสตร์ในประเทศไทยให้สูงขึ้น ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ทั่วประเทศในด้านวิชาการและการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม
ผลิตบุคลากรบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ ช่วยปลดล็อกการพัฒนากำลังคนเพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรมใหม่New S-Curve ที่ต้องการทักษะความสามารถที่หลากหลายสร้างการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรมศาสตร์ในอนาคต ตลอดจนถึงพัฒนากิจกรรมและความร่วมมือของนิสิตนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ทั่วประเทศ พัฒนาประโยชน์ของสมาชิกและความก้าวหน้าของสมาคมรวมทั้งความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศ
ดังนั้นเพื่อให้การทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพระหว่าง สคว. และ สควท. จึงได้จัดตั้งสมาคมฯ เป็นนิติบุคคลทำให้เกิดประสิทธิภาพความคล่องตัวทั้งด้านงบประมาณ กฎหมาย และการทำงาน ทั้งนี้ โดย สคว.จะดำเนินการเหมือนเป็นคณะกรรมการการจัดการของ สควท. ส่วน สควท. จะทำหน้าที่กำกับดูแลและวางนโยบาย มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ การพัฒนาการศึกษาด้านวิศวกรรมของประเทศ โดยสมาคมฯจะดำเนินงานตามนโยบายที่ สควท. กำหนดหรือมอบหมายให้บรรลุความก้าวหน้าและความสำเร็จ
“อีกบทบาทสำคัญของ สคว. คือ สนับสนุนพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์และสภานิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ ทั้งในด้านการทำกิจกรรมแล้วเพื่อส่วนรวม การสนับสนุนงบประมาณอย่างคล่องตัวขึ้น เสริมสร้างให้สภานิสิตนักศึกษา ซึ่งก่อตั้งมากว่า 30 ปี ดำเนินงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น แลกเปลี่ยนข้อมูลวิชาการและข่าวสาร ขับเคลื่อนและพัฒนาความก้าวหน้าของสภานิสิตนักศึกษาได้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างบัณฑิตในอนาคตให้มีคุณภาพได้รับความยอมรับจากระดับสากล” รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าว
ขณะที่ ศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล กรรมการฝ่ายวิจัยและวิชาการ สคว. กล่าวถึง บทบาทของ สคว.ต่อการผลักดันให้เกิดกระบวนการพัฒนาวิศวกรรมศาสตร์ของไทยสู่ระดับสากล ว่า ที่ผ่านมาการกำกับทางวิชาการ กับ การกำกับทางวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์มีการทับซ้อนกันอยู่ซึ่งเป็นระบบที่เกิดมานานและใช้กันอยู่ในประเทศไทย และต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เนื่องจากความต้องการของตลาดของวิศวกรปัจจุบันและอนาคตเปลี่ยนไปมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งเทคโนโลยีและปัจจัยแวดล้อมก็พัฒนาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีการแยกการกำกับทางวิชาการออกจากการกำกับทางวิชาชีพ โดยผลักดันให้สามารถทำงานร่วมกันได้ เช่น สหรัฐอเมริกา มีระบบ ABET (Accreditation Board for Engineering and Technology) ในการรับรองหลักสูตรสากล ABET สำหรับนานาประเทศ หรือ TABEE สำหรับประเทศไทย ซึ่งต่างก็เป็นเป้าหมายของ สคว. และ สควท.เช่นเดียวกัน
“ในปัจจุบันหากมีนักศึกษาต่างประเทศเข้ามาศึกษาในประเทศไทย จบการศึกษาแล้วไม่สามารถโอนหน่วยกิตไปยังประเทศบ้านเกิดได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดในด้านของมาตรฐานและเกณฑ์ที่ทั่วโลกกำหนดไว้ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมกันของหลักสูตร ทั้งวิศวกรที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรจากประเทศไทย และวิศวกรที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรในประเทศอื่นๆ จะต้องมีความเท่าเทียมกัน ทั้งในเรื่องของทักษะและความสามารถ” ศ.ดร.สุพจน์ ระบุ
ด้าน รศ.ดร.ธีร เจียศิริพงษ์กุล กรรมการ สคว. กล่าวเสริมว่า จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้พัฒนาแพลตฟอร์มกลางและเครื่องมือสำหรับการเรียนการสอนระบบออนไลน์แบบผสมผสาน (Hybrid) ซึ่งปัจจุบันนักศึกษาเริ่มปรับตัวได้แล้วกับการเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน เมื่อมุ่งมองไปในอนาคตเราอาจจะต้องมีการวิเคราะห์และวางแผนทบทวนพัฒนาการศึกษาของวิศวกรรมศาสตร์ โดยลักษณะหลักสูตรมีทั้งวิชาการ การทดลองในแล็บและฝึกปฏิบัติ
“ในอนาคตการเรียนแบบในห้อง 2-3 ชม. อาจไม่เหมาะกับผู้เรียนเจนเนอเรชั่นนี้แล้วก็เป็นได้ นอกจากนี้วิชาปฏิบัติการบางส่วนยังมีปัญหา เช่น นักศึกษาไม่สามารถมาร่วมเวิร์กช็อปด้วยตัวเองได้ และการฝึกงานของนักศึกษาที่ถูกยกเลิก เพราะโรงงานปิดหลายแห่งในภาวะโควิด-19 รวมถึงการป้องกันการทุจริตการสอบโดยรับจ้างมาสอบแทนกัน เป็นต้น” รศ.ดร.ธีร กล่าว