กรณีศึกษาเซเชลส์ สูตรฉีดวัคซีนคล้ายไทยแต่ยังเอาโควิดไม่อยู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654242

วันที่ 30 พ.ค. 2564 เวลา 18:32 น

กรณีศึกษาเซเชลส์ สูตรฉีดวัคซีนคล้ายไทยแต่ยังเอาโควิดไม่อยู่ประเทศเซเชลส์มีสูตรการใช้วัคซีนที่คล้ายไทยคือใช้วัคซีนจากจีน (Sinopharm) และวัคซีนสัญชาติบริติช-สวีดิช (AstraZeneca) แต่ยังเอาโควิดไม่อยู่ทั้งๆ ที่มีอัตราฉีดระดับโลก

เซเชลส์ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรอินเดียกลายเป็นประเทศที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 มากที่สุดในโลก มีสัดส่วนการฉีดประมาณ 71% ของประชาชนที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งครั้งและ 62% ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครบถ้วน ในจำนวนนี้ 57% ได้รับวัคซีน Sinopharm ของจีนและ 43% ได้รับวัคซีน AstraZeneca

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมพบผู้ติดเชื้อพิ่มขึ้นมาถึง 145 คน (จากเฉลี่ย 40 – 50 คนต่อวันก่อนหน้านี้) ทำให้เซเชลส์ต้องประเทศใช้มาตการล็อคดาวน์บางส่วนอีกครั้งเมื่อราววันที่ 4 เดือนพฤษภาคม แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่ดีขึ้น เพราะพอถึงวันที่ 10 พฤษภาคมกลับพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างมากในเซเชลส์ที่ 257 คน พอถึงวันที่ 13 – 16 พุ่งขึ้นมา 401 คน

คำถามก็คือเกิดความผิดพลาดตรงไหนในโครงการฉีดวัคซีนของเซเชลส์ซึ่งสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก?

เป้าหมายของการฉัดวัคซีนในวงกว้างก็เพื่อทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd immunity) ซึ่งเซเชลส์ก็ต้องการสิ่งนี้เหมือนกับประเทศอื่นๆ และเซเชลส์ทำด้วยการฉีดวัคซีนให้กับจำนวนประชากรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้จนกระทั่งมากที่สุดในโลก แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่าการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่อาจไม่สำเร็จเพราะกำหนดสูตรการสร้างภูมิคุ้มหันหมู่ผิดไป (ไม่ใช่เลือกวัคซีนผิด)

ข้อมูลจากนักวิจัยแห่งสถาบัน Kirby Institute ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยทางการแพทย์ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ในออสเตรเลียระบุว่า “ภูมิคุ้มกันหมู่สามารถทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนจำนวนมากเท่านั้น ด้วยประสิทธิภาพวัคซีน 90% ต่อการติดเชื้อทั้งหมด ภูมิคุ้มกันของหมู่จะเกิดขึ้นได้โดยการฉีดวัคซีน 66% ของประชากร วัคซีนที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า 70% ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้และจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด สำหรับการฉีดวัคซีนจำนวนมาก จำเป็นต้องแจกจ่ายอย่างน้อย 60,000 โดสต่อวันเพื่อให้เกิดการควบคุม (การระบาด) อัตราการฉีดวัคซีนที่ช้าลงจะส่งผลให้ประชากรที่อยู่กับโควิด-19 นานขึ้นและมีผู้ป่วยและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น” (ดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ลิ้งก์นี้)

ดังนั้น หากวัคซีนมีประสิทธิภาพต่ำกว่าจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนมากขึ้น ตัวอย่างเช่นหากใช้วัคซีนที่ได้ผล 60% จะต้องฉีดให้กับประชากรทุกคนหรือ 100% เพื่อให้ได้ภูมิคุ้มกันหมู่ ประสิทธิผลที่ต่ำกว่าและภูมิคุ้มกันของหมู่ที่ต่ำไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ ซึ่งประสิทธิภาพของ Sinopharm คือ 79% AstraZeneca อยู่ที่ประมาณ 62-70% จากการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3

จากรายงานของนักวิจัยแห่งสถาบัน Kirby Institute ประสิทธิภาพวัคซีน 50% ไม่สามารถทำได้, ประสิทธิภาพวัคซีน 60% ต้องฉีดประชากร 100% , ประสิทธิภาพวัคซีน 70% ต้องฉีดประชากร 86%, ประสิทธิภาพวัคซีน 80% ต้องฉีดประชากร 75%, ประสิทธิภาพวัคซีน 90% ต้องฉีดประชากร 66% ประสิทธิภาพวัคซีน 95% ต้องฉีดประชากร 63%

อย่างไรก็ตาม การคำนวณนี้ใช้กับโควิด-19 สายพันธุ์ D614G ที่เป็นสายพันธุ์หลีกที่ระบาดในปี 2020 ซึ่งมีจำนวนการสืบพันธุ์ (R0) เท่ากับ 2.5 ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ติดเชื้อไวรัสจะทำให้คนอื่นติดเชื้อโดยเฉลี่ย 2.5 แต่เชื่อกันว่าสายพันธุ์ B117 ของสหราชอาณาจักรสามารถติดต่อได้มากกว่า 43-90% โดย R0 สูงถึง 4.75 ส่วนสายพันธุ์อินเดีย B1617 คาดว่าจะติดต่อได้มากกว่านั้นอย่างน้อย 50% ซึ่งหมายความว่าอาจมี R0 มากกว่า 7

ประเด็นเรื่องการระบาดของเชื้อกลายพันธุ์จากอินเดียสู่เซเชลส์เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อาจทำให้การฉีดวัคซีนไม่ได้ผลเท่าที่ควรบวกกับที่ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้อยู่แล้ว แต่มีรายงานว่าเซเชลส์พบกับเชื้อสายพันธุ์แอฟริกาใต้ซึ่งมัศักยภาพบั่นทอนประสิทธิภาพของวัคซีนต่างได้พอสมควร โดยเฉพาะกับ AstraZeneca

ในการศึกษาหนึ่งของแอฟริกาใต้แสดงให้เห็นว่า AstraZeneca มีประสิทธิภาพเพียง 0-10% ต่อสายพันธุ์แอฟริกาใต้ ผลก็คือรัฐบาลแอฟริกาใต้หยุดใช้วัคซีนดังกล่าวในเดือนกุมภาพันธ์ ประสิทธิภาพของวัคซีน Sinopharm ต่อสายพันธุ์แอฟริกาใต้ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่การศึกษาในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่าการป้องกันลดลงบางส่วนโดยอิงจากผลการตรวจเลือด

อย่งไรก็ตาม ไม่มีการติดตามผลอย่างครอบคลุมในเซเชลส์ซึ่งไม่ทราบว่าสายพันธุ์แอฟริกาใต้เป็นตัวการหรือไม่ต่อผลของการฉีดวัคซีนขนานใหญ่

อย่างไรก็ตาม แม้เซเชลส์จะต้องใช้มาตรการล็อคดาวน์บางส่วนอีกครั้งแต่ปรากฎว่าในสัปดาห์ท้ายเดือนพฤษภาคมตัวเลขการติดเชื้อลดลงอีกครั้ง และสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าตัวเลขการท่องเที่ยวของเซเชลส์เริ่มกลับมาอีกครั้งหลังการฉีดวัคซีนในวงกว้าง ซึ่งเซเชลส์พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลักเหมือนกับประเทศไทย

ดังนั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าการฉีคซีนในวงกว้างแม้จะยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ (เพราะยังทำไม่ถึงเกณฑ์ประสิทธิภาพวัคซีน/สัดส่วนประชากร) แต่อาจจะสร้างความเชื่อมันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง

Photo by Sujit Jaiswal / AFP

Leave a comment