#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/581287

สกู๊ปแนวหน้า : มองไทยในโลกหลังโควิด ปรับนโยบายเอื้อเศรษฐกิจฟื้น
วันเสาร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.
ผ่านมาแล้วราวปีครึ่งกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชน เพื่อหวังลดจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตลงให้ได้อันหมายถึงการเปิดกิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่อีกด้านหนึ่ง “โลกหลังโควิด” เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องมาช่วยกันคิดว่าประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร ดังที่วิทยากรหลายท่านได้เสนอแนะไว้ในงานเสวนา “น้ำยารัฐไทยในยุคสมัยแห่งโรคระบาด และความท้าทายในอนาคต” เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี สถาปนาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้
ศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เล่าย้อนตั้งแต่การระบาดระลอกแรก ในครั้งนั้นการสืบสวนโรคทำได้ง่ายเพราะกลุ่มก้อน (คลัสเตอร์-Cluster) ของการระบาดใหญ่อยู่ที่สนามมวยอันเป็นกิจกรรมถูกกฎหมาย ต่างจากการระบาดระลอก 2 ที่มีคลัสเตอร์บ่อนการพนันซึ่งเป็นกิจกรรมผิดกฎหมาย “หลายคนบอกว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าการป่วยโควิดคือการเปิดเผยไทม์ไลน์ (Timeline) เช่น ไปไหน ไปกับใคร นั่นทำให้การค้นหาทำได้ยากเพราะกลุ่มเสี่ยงไม่อยากเปิดเผยตัว” ส่วนการระบาดจากแรงงานต่างด้าว ก็ต้องคาดเดากันอีกว่าเป็นแรงงานถูกหรือผิดกฎหมาย
เมื่อมาถึงการระบาดระลอก 3 ยังพบปัจจัยเพิ่มขึ้นมาคือ “การกลายพันธุ์” ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่แสดงอาการ หลายรายกว่าจะมาถึงมือแพทย์ก็สุ่มเสี่ยงเสียชีวิตแล้ว และการติดตามสืบสวนโรคก็ทำไม่ได้อีกต่อไปเพราะเกิดคลัสเตอร์หลายจุดกระจายไปทั่ว อย่างไรก็ตาม เมื่อดูวิธีการรับมือของภาครัฐ จะพบการปรับตัวเป็นระยะๆ จากมาตรการเข้มงวดที่สุดในระลอกแรก ซึ่งแม้จะควบคุมโรคได้แต่ก็แลกมาด้วยผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง นำไปสู่มาตรการแบบรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพกับเศรษฐกิจในการระบาดระลอก 2
ส่วนการระบาดระลอกที่ 3 พบว่า ภาคเอกชนและอื่นๆ เริ่มเสนอแนะแนวทางเข้ามามากขึ้น ดังตัวอย่างของ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox)” หรือโครงการนำร่องเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2564 เป็นต้นไป ก็เป็นแนวคิดที่เกิดจากภาคเอกชนที่เสนอให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 กับคนบนเกาะภูเก็ตให้ได้กว้างขวางที่สุดเพื่อจะได้เปิดเกาะรับผู้มาเยือนได้ เป็นต้น
ศ.วุฒิสาร กล่าวต่อไปว่า โดยสรุปแล้ว แนวทางการรับมือภัยพิบัติโควิด-19 โดยภาครัฐของไทยที่ผ่านมา จึงเป็นการรับมือแบบพยายามปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ซึ่งไม่ถือว่าเลวร้าย เพียงแต่การตอบสนองยังมีปัญหา เช่น ความรวดเร็ว ความไม่เป็นเอกภาพ และสิ่งเหล่านี้ควรถือเป็นบทเรียน แต่สิ่งที่ต้องคิดกันต่อหลังจากนี้ คือการมองอนาคตว่าประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางใด
“สิ่งที่รัฐต้องทำคือการมี Re-Imagination การมีจินตนาการใหม่ว่าเราจะกำหนดอนาคตอย่างไร ไม่ใช่จะมองแต่การเยียวยาระยะสั้น ภาคท่องเที่ยวถ้าอีก 3-4 ปียังไม่ฟื้นจะทำอย่างไรต่อ โรงแรมทั้งหลายที่ไม่มีคนพักที่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวแล้วกลายเป็นสินค้าราคาถูกให้คนมาช็อปจะแก้ปัญหาอย่างไร คนที่ว่างงานแบบเต็มที่คือตกงาน และว่างงานเสมือนจริงคือทำงานต่ำเพราะต้องสลับกันทำงานทำให้มีรายได้ต่ำลง หนี้ครัวเรือนจะแก้ปัญหาอย่างไร
ผมคิดว่าประเด็นพวกนี้เป็นประเด็นที่ต้องการ Re-Imagination (จินตนาการใหม่) แต่สุดท้ายคือ Reform (ปฏิรูป) คือการกำหนดทิศทางอนาคต ซึ่งวันนี้เราอาจจะยังไม่ค่อยเห็นว่าอีก 2-3 ปีข้างหน้า ประเทศของเราจะมีทิศทางอย่างไรในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ แม้เราบอกว่ามีแผนยุทธศาสตร์ แต่ว่ามันก่อนโควิดทั้งนั้นเลย หลังโควิดเราจะRe-Design (ออกแบบใหม่) อะไรไหมกับประเทศ” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าว
ขณะที่ ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงความสำคัญของ “ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)” เพราะจะทำให้เข้าใจคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม เช่น ลำพังในกรุงเทพฯ เพียงจังหวัดเดียว รู้หรือไม่ว่ามีคนจนเมืองกี่กลุ่ม มีความเหลื่อมล้ำเท่าไร “หากต้องการลดความเหลื่อมล้ำให้เหลือน้อยก็จำเป็นต้องมีข้อมูลที่มากพอ” แน่นอนว่าส่วนกลางคงไม่สามารถมีข้อมูลเหล่านี้ได้ ต้องอาศัยการทำงานระดับพื้นที่
สำหรับบทเรียนจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ่งที่ภาครัฐควรทำ 1.ปลดล็อกกฎหมายต่างๆ ที่ทำให้หน่วยงานขัดแย้งกันเอง 2.ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจการบัญชาการที่มีเอกภาพซึ่งไม่เท่ากับการรวมศูนย์อำนาจ เอกภาพนั้นไม่ได้อยู่ที่การนำอำนาจของทุกหน่วยงานมาไว้ที่เดียวกัน แต่หมายถึงการมีแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน เช่น ในสถานการณ์โรคระบาด คือเทคนิคด้านการแพทย์และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และ 3.ให้ความสำคัญกับการรวบรวมข้อมูลที่ใช้งานได้จริงในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์
โดยท้องถิ่นที่ได้รับการกระจายอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูล ขณะที่ส่วนภูมิภาคทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากท้องถิ่นที่มีความเกี่ยวเนื่องกันและประสานกับส่วนกลาง และส่วนกลางต้องมีแนวปฏิบัติที่เอื้อต่อการให้พื้นที่สามารถริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ได้ ทั้งนี้ หากระบบข้อมูลทำได้แล้วเสร็จจริง หน่วยงานคลังสมองต่างๆ ที่ทำหน้าที่ออกแบบนโยบาย ก็จะสามารถวางนโยบายแบบถูกที่-ถูกคน นั่นหมายถึงเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นอีกในอนาคตก็ผู้คนก็จะเดือดร้อนในระยะเวลาที่น้อยลงและฟื้นตัวขึ้นมาได้เร็วขึ้น
“ชุดข้อมูลนี้จะส่งเสริมกระบวนการตรวจสอบ M&E (Monitoring & Evaluation-ติดตามและประเมินผล) ใช้ได้ผล Monitoring & Evaluation ของระบบราชการจะเกิดขึ้นบนข้อมูลที่ทบแล้วตรง ทบกันแล้วพอดี การบริหารที่เป็นเอกภาพต้องอยู่บนข้อมูลชุดเดียวกันที่ทบกันตรงแล้วส่งต่อกันเท่านั้น ถ้าทำอย่างนี้ได้การออกนอกลู่นอกทางมันจะเกิดขึ้นได้น้อย การแทรกแซงของตัวแปรแทรกจะเกิดขึ้นได้น้อย” ผศ.ดร.ทวิดา ระบุ
ด้าน สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มองว่า โลกที่เกิดขึ้นหลังยุคโควิด-19 จะเป็นโลกที่เศรษฐกิจแบบใหม่ถูกเร่งให้เกิดเร็วขึ้น เช่น เศรษฐกิจออนไลน์ เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม นั่นหมายถึงต้องมีการปรับตัวอย่างสูง มีการสร้างนวัตกรรมปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปจนถึงฝึกทักษะแรงงานดังนั้น “การปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อเป็นปัจจัยสำคัญ” เช่น การล้มละลาย การส่งเสริมธุรกิจใหม่ๆ
ปัญหาข้อจำกัดด้านกฎหมายนั้นยังมีบทเรียนกรณี “วัคซีนโควิด-19” ที่ไทยฉีดได้ล่าช้า เนื่องจากกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างไม่เปิดช่องให้ซื้อได้หากสินค้านั้นยังอยู่ในขั้นทดลองในขณะที่ประเทศอังกฤษสามารถสั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆทำให้ได้วัคซีนมาฉีดเร็ว หรือกิจการร้านอาหาร การที่คนคนหนึ่งจะเปิดร้านอาหารต้องขอใบอนุญาตถึง 5 ใบ ทำการค้าทางออนไลน์ (E-Commerce) 6 ใบ เปิดโรงแรม 7 ใบ เป็นต้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
“ธุรกิจเดิมที่ล้มหายตายจากไปเพราะกรรมการล้มละลายก็ใช้เวลานาน แล้วธุรกิจที่ตั้งขึ้นมาใหม่ก็ใช้เวลานานอีก เพราะฉะนั้นเมื่อมันมีโอกาสใหม่ เห็นธุรกิจเดิมไปไม่ได้ เห็นโอกาสใหม่จะขยับตัวอย่างรวดเร็วก็ไม่สามารถทำได้ ตัวนี้ก็จะเป็นโจทย์ในเชิงการเตรียมพร้อมในการกลับคืนฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ” ประธาน TDRI กล่าว
ปิดท้ายด้วย นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ประเมินประเทศไทยโดยหยิบตัวชี้วัดขององค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าด้วยการรับมือสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ออกมาในปี 2563 มาใช้ประเมินการรับมือของไทยโดยแบ่งเป็นข้อๆ ซึ่งพบว่า ในด้านสาธารณสุขนั้นทำผลงานได้ค่อนข้างดีถึงดีมากตั้งแต่การเฝ้าระวังก่อนโรคจะเข้ามาในประเทศ การประสานงานระหว่างประเทศ ไปจนถึงการควบคุมโรค แต่ด้านการสนับสนุนพบว่าได้คะแนนน้อย เช่น มีปัญหาเรื่องการรับมือข่าวลือ-ข่าวลวง
ปัญหาการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่ตอนแรกมีประกาศอย่างหนึ่งแต่อีกสักพักก็มีการประกาศยกเลิกประกาศฉบับก่อนหน้านั้น รวมถึงการวางแนวปฏิบัติ เช่น แผนการฉีดวัคซีน ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่ออาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำงานอย่างหนักในการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในท้องถิ่นเพื่อให้จองคิวฉีดวัคซีน แต่เมื่อถึงเวลาจริงวัคซีนกลับไม่มาตามนัด อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดข้างต้นยังไม่รวมถึงด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่พบว่านโยบายมีลักษณะเปลี่ยนพลเมืองให้เป็นผู้รอรับการสงคราะห์ นโยบายแบบนี้แม้ไม่เลวร้ายหากเป็นการทำให้คนที่กำลังเดือดร้อนได้เงินไปใช้จ่ายจริง แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือนโยบายได้สร้างความสัมพันธ์แบบใด
“ส่วนที่ขาดหายไปไม่ได้กับการทำให้ทิศทางนโยบายดำเนินไปอย่างเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมีพันธะความรับผิดชอบตามระบอบประชาธิปไตยที่พึงมี ก็คือการตรวจสอบได้ จุดนี้คิดว่าถ้าจะเสนอนโยบายใดๆ ก็แล้วแต่ จำเป็นต้องมาดูว่ามันตรวจสอบกันอย่างไรในเรื่องนั้นๆ ที่ผมเอาตัวอย่าง KPI (Key Performance Indicator-ตัวชี้วัดสมรรถนะ) ภาครัฐมาฉายให้ดู ก็อยากชวนให้คิดว่าถ้าเรามีข้อสอบเหล่านี้ ที่รัฐก็รู้ว่าจะต้องถูกตรวจสอบในเรื่องเหล่านี้ ให้เขารู้ก่อนว่าเราจะตรวจสอบเขาในลักษณะนี้ เขาก็จะได้ใส่ใจ แล้วเมื่อถึงเวลาก็จะได้มาเคลียร์บัญชีกัน ก็คือ Accountability ว่ามันเป็นหนี้ หรือกำไรขาดทุนเท่าไร” นพ.โกมาตร กล่าว
SCOOP@NAEWNA.COM