ส่องมาตรการเยียวยาต่างประเทศ ล็อกดาวน์ยังไงให้ธุรกิจรอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656641

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 16:21 น.

ส่องมาตรการเยียวยาต่างประเทศ ล็อกดาวน์ยังไงให้ธุรกิจรอดเมื่อต้องล็อกดาวน์ รัฐบาลแต่ละประเทศมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนอย่างไรบ้าง

มาดูส่วนหนึ่งของมาตรการเยียวยาจากต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือประชาชนเมื่อเผชิญกับวิกฤตการแพ่ระบาดของโควิด-19 และการล็อกดาวน์

สหรัฐอเมริกา

เริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเมื่อกลางปีที่แล้วมีร้านอาหารต้องปิดตัวลงไปหลายพันแห่ง ขณะที่ประชาชนในธุรกิจร้านอาการตกงานเกือบ 2 ล้านคน โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาถึงมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

โดยรัฐบาลสหรัฐระบุว่ากองทุนช่วยเหลือร้านอาหาร (Restaurant Revitalization Fund) มูลค่า 28,600 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 จะมอบเงินช่วยเหลือแก่ธุรกิจอาหารที่ได้รับผลกระทบสูงสุด 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อธุรกิจ

ตลอดจนมีการจัดสรรงบประมาณ 9,500 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งมีรายได้ไม่เกิน 50,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งไบเดนคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถช่วยเหลือร้านอาหารได้ร่วมแสนแห่ง

ทั้งนี้ มาตรการเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 ของสหรัฐ (American Rescue Plan) มูลค่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ได้ผ่านการอนุมัติไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งของร่างกฎหมายระบุแผนการจัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาภาคส่วนต่างๆ ไว้ดังนี้

มอบเงินเยียวยา 1,400 เหรียญสหรัฐให้กับประชาชนทุกคนที่มีฐานภาษีไม่เกิน 75,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ขณะที่ครอบครัวใดที่เลี้ยงดูอายุต่ำกว่า 18 ปีจะได้รับเงินช่วยเหลือรายเดือนเป็นเวลา 1 ปี, มอบเงินให้เงินช่วยเหลือบุคคลว่างงาน 300 เหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์ไปจนถึงวันที่ 6 กันยายน 2021, มาตรการช่วยเหลือธุรกิจรายย่อย และอุตสาหกรรมต่างๆ โดยจัดสรรงบประมาณ 28,600 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

ตลอดจนจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงโรงเรียนและมหาวิทยาลัย และจัดสรรงบประมาณ 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเพิ่มโครงการตรวจโควิด-19 และฉีดวัคซีน

มาเลเซีย

มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศของมาเลเซียซึ่งเดิมจะมีกำหนดสิ้นสุดลงในวันจันทร์นี้ถูกขยายเวลาออกไปอย่างไม่มีกำหนดเนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อยังไม่มีแนวโน้มลดลงหลังบังคับใช้มาตรการดังกล่าวมาเกือบ 1 เดือนแล้ว

ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์มีเพียงธุรกิจที่จำเป็นเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการ ขณะที่ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน และสวนสาธารณะถูกสั่งปิด ขณะที่นายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซิน ระบุว่าจะประกาศมาตรการเยียวยารอบใหม่สำหรับแต่ละภาคส่วนภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปีที่แล้วมาเลเซียจัดสรรงบประมาณสำหรับมาตรการเยียวยาไปแล้วประมาณ 340,000 ล้านริงกิตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีการอัดฉีดงบประมาณเพิ่ม 40,000 ล้านริงกิต รวมถึงการแจกเงิน 2,100 ล้านริงกิต เงินช่วยเหลือธุรกิจรายย่อย และเงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ ตลอดจนมีการพักชำระหนี้บางส่วน

ล่าสุดวันที่ 28 มิถุนายน นายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซินเผยว่ามาเลเซียจะอัดเงินช่วยเหลือ 150,000 ล้านริงกิต เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากผลกระทบของการระบาดใหญ่ โดยรัฐบาลจะดำเนินการอัดฉีดทางการคลัง 10,000 ล้านริงกิตด้วย 

ออสเตรเลีย

ตอนนี้ภาคธุรกิจในรัฐนิวเซาธ์เวลส์เริ่มแสดงความไม่พอใจเมื่อต้องเผชิญกับการล็อกดาวน์มาเป็นเวลานาน 2 สัปดาห์ ขณะที่ร้านอาหารได้รับอนุญาตให้เปิดให้บริการเฉพาะซื้อกลับไปทานที่บ้านเท่านั้น แต่รัฐบาลยังคงไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจน

ขณะที่ แกลดีส์ เบเรจิเคลียน มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ กล่าวว่ารัฐบาลจะออกมาตรการเยียวยาในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์

ด้านรัฐวิตอเรียซึ่งได้ขยายระยะเวลาล็อกดาวน์ไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้ประกาศเงินช่วยเหลือ 250 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์

ขณะที่ซิดนีย์ซึ่งประกาศล็อกดาวน์เป็นเวลา 2 สัปดาห์ไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแม้ตอนนี้จะยังไม่มีการประกาศมาตรการเยียวยาอย่างเป็นทางการ แต่การล็อกดาวน์เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วทางรัฐได้ออกเงินช่วยเหลือสำหรับธุรกิจต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ

สิงคโปร์

กระทรวงการคลัง (MOF) และกรมสรรพากรของสิงคโปร์ (IRAS) เผยเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมาว่าจะทุ่มเงิน 2,200 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อเยียวยาลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายใต้โครงการ Jobs Support Scheme (JSS) ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายนเป็นต้นไป

ทั้งนี้ พนักงานในภาคอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวจะได้รับเงิน่วยเหลือ 50% จากเงินเดือน ขณะที่พนักงานภาคบริการ, อาหาร, ศิลปะ, ความบันเทิง, การขนส่งทางบก, สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมทางทะเลจะได้รับเงินช่วยเหลือ 30% ส่วนภาคส่วนอื่นๆ จะได้รับเงินช่วยเหลือ 10%

ขณะที่ภาคส่วนที่จะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์, อิเล็กทรอนิกส์, บริการทางการเงิน, สื่อ, เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, ไปรษณีย์และบริการจัดส่ง, การค้าปลีกออนไลน์, ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ

เมื่อช่วงกลางปีที่แล้วภายใต้โครงการเดียวกันนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อเยียวยาแรงงานในประเทศ โดยผู้ที่ได้รับการเยียวยามากที่สุดคือแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว, การบิน และก่อสร้าง ซึ่งได้รับเงินเยียวยา 50% ของเงินเดือน แต่ไม่สามารถให้ได้เท่าก่อนหน้านี้ซึ่งสูงถึง 75% ของเงินเดือนเนื่องจากเงินทุนสำรองของรัฐบาลเริ่มลดน้อยลง

Photo by Steven Saphore / AFP

Leave a comment