#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/656980
วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 18:45 น.
ผลการทดลองขั้นสุดท้ายพบวัคซีนชนิด mRNA จาก CureVac มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 48%
เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา CVnCoV วัคซีนต้านโควิด-19 จาก CureVac (เคียวร์แวค) ของเยอรมนีเผยผลการทดลองขั้นสุดท้ายพบว่ามีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อยู่ที่ 48%
ตัวเลขดังกล่าวสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลการทดลองชั่วคราวที่เปิดเผยออกมาเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนซึ่งอยู่ที่ 47%
ขณะที่บริษัทผู้ผลิตระบุว่าประสิทธิภาพของวัคซีนจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 53% เมื่อประเมินจากกลุ่มอาสาสมัครที่มีอายุ 18 ถึง 60 ปี โดยไม่นับรวมผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป
โดยมีประสิทธิภาพเต็ม 100% ในการป้องกันอาการป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลและการเสียชีวิต ขณะที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อระดับปานกลางและรุนแรงอยู่ที่ 77% ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 18 ถึง 60 ปี
ทั้งนี้ การทดลองครั้งล่าสุดมีอาสาสมัครเข้าร่วมการทดลองจำนวน 40,000 คนจาก 10 ประเทศในยุโรปและละตินอเมริกา พบว่าในจำนวนนี้มี 228 คนที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
เกิดคำถามต่อ mRNA
วัคซีนของ CureVac เป็นวัคซีนชนิด mRNA เช่นเดียวกับ Pfizer (ไฟเซอร์) และ Moderna (โมเดอร์นา) แต่ประสิทธิภาพที่เปิดเผยออกมานั้นค่อนข้างต่ำกว่ามาก
โดย Health Issues India ระบุว่าการเผยประสิทธิภาพของ CureVac ในครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามต่อวัคซีนชนิด mRNA หลังจากที่ก่อนหน้านี้ความสำเร็จของ Pfizer และ Moderna ทำให้หลายคนคิดว่าเชื่อว่าวัคซีนชนิด mRNA จะเป็นทางออกของการยับยั้งการแพร่ระบาดและนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันในอนาคต
ทั้งนี้ วัคซีนชนิด mRNA แตกต่างจากชนิดอื่นๆ ตรงที่เป็นการใช้เทคโนโลยีในการสังเคราะห์สารพันธุกรรม ขณะที่วัคซีนชนิดอื่นจะใช้เชื้อที่อ่อนแอหรือตายแล้วฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน
อย่างไรก็ตามแม้ CureVac จะมีประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าวัคซีนชนิด mRNA ยี่ห้ออื่น แต่จุดแข็งคือมันสะดวกต่อการขนส่งมากกว่าเนื่องจากสามารถเก็บรักษาได้ในอุณหภูมิตู้เย็นมาตรฐานทั่วไป ขณะที่ Pfizer และ Moderna ต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิติดลบ
ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุน
ก่อนหน้านี้ CureVac ถือเป็นความหวังใหม่เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ mRNA เช่นเดียวกับ Pfizer และ Moderna ซึ่งทั้ง 2 ยี่ห้อนี้ได้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคที่ยอดเยี่ยม ประกอบกับข้อได้เปรียบของ CureVac เมื่อเทียบกับวัคซีน mRNA ยี่ห้ออื่นคือมันสะดวกในการเก็บรักษาและการขนส่งมากกว่า
แต่เมื่อผลการทดลองเปิดเผยประสิทธิภาพออกมาอยู่ที่เพียง 48% ส่งผลให้หุ้นของ CureVac ร่วงลง 8.8% ปิดที่ 67 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น และก่อนหน้านี้เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา เมื่อบริษัทเผยผลการทดลองอยู่ที่ 47% ทำราคาหุ้นของ CureVac ร่วงกว่า 50%
ขณะที่น่าจะสร้างความผิดหวังให้แก่ผู้ผลิตเองเช่นกัน โดยฟรานซ์-แวร์เนอร์ ฮาส ประธานบริหารของ CureVac เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า ตนก็ไม่รู้ว่าผลการทดลองจะออกมาอย่งไร แต่เมื่อประเมินจากวัคซีน mRNA ตัวอื่นๆ รวมถึงการทดลองก่อนหน้านี้ทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ตั้งความหวังกับ CureVac มาก
เบื้องหลัง CureVac
บริษัท CureVac ก่อตั้งเมื่อปี 2000 โดยอิงมาร์ โฮเออร์ นักชีววิทยาชาวเยอรมันซึ่งผู้บุกเบิกการวิจัยด้านวัคซีนเทคโนโลยี mRNA
วัคซีนของ CureVac ยังได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ และได้รับการสนับสนุนการผลิตที่โรงงาน Tesla ของอีลอน มัสก์ นอกจากนี้ยังได้รับเงินทุนจากมหาเศรษฐีดีทม่าร์ ฮอปป์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง SAP บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ และได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนบางส่วนจากรัฐบาลเยอรมนีด้วย
แผนการผลิตและส่งออก
CureVac มีเครือข่ายพันธมิตรด้านการผลิตวัคซีนหลายแห่งรวมถึง Celonic Group of Switzerland, Novartis, Bayer , Fareva, Wacker และ Rentschler Biopharma SE
ทั้งนี้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมาสหภาพยุโรปบรรลุข้อตกลงสั่งซื้อวัคซีน CureVac สูงถึง 405 ล้านโดส ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธ์รัฐบาลอังกฤษได้สั่งซื้อวัคซีน 50 ล้านโดส
Photo by Jeroen JUMELET / ANP / AFP