Pfizer เล็งพัฒนาวัคซีนเช็ม 3 สู้เดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657561

วันที่ 09 ก.ค. 2564 เวลา 12:00 น.

Pfizer/BioNTech เตรียมพัฒนาวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 สู้เดลตาโดยเฉพาะ คาดเริ่มทดลองส.ค. นี้

Pfizer และ BioNTech บริษัทผู้พัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ประกาศว่าบริษัทเตรียมพัฒนาวัคซีนบูสเตอร์หรือวัคซีนสำหรับฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในหลายภูมิภาคทั้งเอเชียและแอฟริกา และส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา แม้ในพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง

โดยบริษัทผู้ผลิตคาดว่าหากได้รับการอนุมัติจะเริ่มทดลองวัคซีนในเดือนส.ค. นี้ และหวังว่าวัคซีนเข็มที่ 3 ที่จะพัฒนาต่อไปนี้จะทำงานได้ดีต่อสายพันธุ์เดลตา

พร้อมระบุว่าข้อมูลที่ได้จากกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนอาจลดลงใน 6 เดือนหลังได้รับวัคซีน จึงอาจจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3

จากข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันพบว่าวัคซีนของ Pfizer มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา แต่อาจป้องกันการติดเชื้อได้น้อยกว่าไวรัสสายพันธุ์อื่น เนื่องจากเดลตาเป็นสายพันธุ์ที่มีแนวโน้มติดต่อง่ายกว่า

นอกจากนี้บริษัทมีแผนจะยื่นขอสหรัฐอนุมัติวัคซีนสำหรับใช้เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยอ้างถึงข้อมูลเบื้องต้นที่ชี้ว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 มีส่วนช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในการต้านโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์เบตา 5-10 เท่า เมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีน 2 เข็ม

ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐกล่าวว่ากำลังศึกษาถึงความจำเป็นในการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 โดยเบื้องต้นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกากล่าวว่า “ชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องฉีดบูสเตอร์ในเวลานี้ แต่จะมีการเตรียมวัคซีนเข็มที่ 3 ให้พร้อมเมื่อผลการศึกษาพิสูจน์แล้วว่ามีความจำเป็น”

ทั้งนี้ โควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในอินเดียเป็นสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและมีผู้ติดเชื้อมากที่สุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดเมื่อต้นปี 2020 ขณะที่องค์การอนามัยโลกเตือนว่าโลกกำลังอยู่ในจุดวิกฤต เนื่องจากจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกทะลุ 4 ล้านคนแล้ว

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

Leave a comment