#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/586468

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ความจริงทางเลือก’น่าพ่วง ซับซ้อนแก้ยากกว่าข่าวปลอม
วันเสาร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.
“ข่าวปลอม-ข่าวลือ (Fake News-Rumour)” แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะพบมาตั้งแต่การสื่อสารแบบดั้งเดิม เช่น จดหมายลูกโซ่ เรื่องเล่าปากต่อปาก ฯลฯ แต่ที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันเพราะการแพร่กระจายข่าวสารทำได้ง่าย เร็วและกว้างขวางผ่านเทคโนโลยีออนไลน์ จนมีข้อเสนอให้เร่งสร้างความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) กับผู้คนยุคนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาทับซ้อนเข้ามาด้วยคือ “ความจริงทางเลือก (Alternative Truth)” ที่ผู้คนจะเลือกเชื่อชุดข้อมูลที่สอดคล้องกับความชอบที่มีอยู่เดิม โดยไม่รับฟังชุดข้อมูลอื่นจากแหล่งที่ตนเองไม่ชอบ
ในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ฮาวทูรับมือข้อมูลสับสน/ข่าวสารลวงหลอกให้ถูกทาง” โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) เมื่อเร็วๆ นี้ เทพชัย หย่อง สื่อมวลชนอาวุโส ที่ปรึกษาสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ข่าวปลอมเรื่องสุขภาพ (เช่น ยา) แม้จะเกี่ยวกับความเป็น-ความตาย แต่ยังแก้ไขได้หากมีผู้เชี่ยวชาญมาอธิบายข้อเท็จจริง แต่ที่น่าเป็นห่วงคือข่าวปลอมที่เป็นประเด็นทางการเมือง เพราะมีผลในระยะยาวและไม่สามารถหักล้างด้วยข้อเท็จจริงได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาในหลายประเทศ รวมถึงประเทศที่เชื่อกันว่าก้าวหน้าในการรับรู้ข่าวสารอย่าง สหรัฐอเมริกา
“ถ้าคนเลือกที่จะไม่เชื่อมันก็คือไม่เชื่อ ข้อเท็จจริงมีมากแค่ไหนมันก็ไม่มีความหมาย เพราะตอนนี้มันเป็นอย่างที่เรามีศัพท์ที่เราเห็นกัน คำว่าดูมสโครลลิง (Doomscrolling) แปลว่าการที่ใครเข้าไปในออนไลน์เพื่อจะไปหาข้อมูลที่ตอกย้ำหรือยืนยันความเชื่อของตัวเองที่มีอยู่แล้ว แล้วก็ปิดกั้นทุกอย่างที่จะไม่ไปรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่มาจากแหล่งอื่นที่ตัวเองไม่ชอบหรือไม่เชื่อว่ามันจะสอดคล้องกับความเชื่อของตัวเอง”เทพชัย กล่าว
เทพชัย กล่าวต่อไปถึงคำว่า “ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory)” ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะระยะยาวจะนำไปสู่การสร้างความขัดแย้งและเกลียดชัง “แต่หากจะให้รัฐบาลมีบทบาทมากขึ้น คำถามคือรัฐบาลควรมีบทบาทเพียงใด เพราะหากรัฐบาลเองไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ ยิ่งมีบทบาทมากคนก็ยิ่งไม่เชื่อ” เช่น มีตัวอย่างใน ฟิลิปปินส์ หรือประเทศที่ไกลออกไปจากอาเซียนอย่าง อินเดีย ข้อมูลที่รัฐบาลแถลงได้รับความเชื่อถือจากประชาชนน้อยกว่าข่าวลือ
พ.ต.ท.(หญิง) เพรียบพร้อม เมฆิยานนท์ รองผู้กำกับ กลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เนต บก.ตอท.บช.สอท. บอกเล่า ประสบการณ์ที่เคยไปทำงานในประเทศเฮติ เมื่อปี 2553 ซึ่งเพิ่งเผชิญภัยพิบัติแผ่นดินไหวมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และยังมีเคราะห์ซ้ำด้วยการระบาดของอหิวาตกโรค โดยเฮติเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนเป็นอันดับต้นๆ ของโลกประชากรราวร้อยละ 80 ไม่รู้หนังสือ
ด้วยความที่เป็นโรคใหม่สำหรับชาวเฮติ ทำให้เกิดข่าวลือว่าโรคนี้มาจากประเทศเนปาล เพราะเป็นเชื้อแบบเดียวกับที่พบที่นั่น โดยระบาดมาผ่านทางทหารชาวเนปาลที่อยู่ในกองกำลังรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่มาปฏิบัติภารกิจในเฮติ ส่งผลให้ไม่ว่ารัฐบาลและ UN จะพูดอะไรชาวเฮติก็ไม่เชื่อ โดยมีทฤษฎีสมคบคิดว่า มีการปล่อยให้เกิดโรคระบาดขึ้นเพื่อเปิดทางให้นำกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามาในประเทศ และทหารก็จะมีรายได้
“ตอนนั้นต้องยอมรับว่า บทบาทของ NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) และภาคประชาสังคมค่อนข้างจะเข้มแข็ง ความเป็นกลางของเขามันทำให้สิ่งที่เขาสื่อสารไปประชาชนรับฟัง แล้วอีกอย่างคือผู้นำทางศาสนาก็มีบทบาทสำคัญในประเทศยากจน เพราะการเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีแน่นอน โดยเฉพาะในปี 2010 (2553) มันเข้าถึงสื่อยากแล้วก็ไม่มีสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ถ้ามีมากสุดคือเหมือนโนเกีย 3310 ส่ง Message (ข้อความ) อะไรกันไป อย่างที่บอกประชากรอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มันก็จะเป็นปัญหา” พ.ต.ท.(หญิง) เพรียบพร้อมระบุ
พ.ต.ท.(หญิง) เพรียบพร้อม เล่าต่อไปว่า ในเวลานั้นการสื่อสารกับชาวเฮติจะใช้วิธีประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงตามพื้นที่ต่างๆ เช่น ตลาด รถโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ แต่เข้าถึง จากเดิมที่ชาวเฮติมักขับถ่ายปัสสาวะ-อุจจาระตรงไหนก็ได้แม้แต่ข้างถนนทำให้สุขอนามัยไม่ดีเป็นสาเหตุการระบาดของอหิวาตกโรคก็นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อนึ่ง ความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลก็ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในด้านอื่นๆ เช่น หญิงตั้งครรภ์ไม่นิยมไปคลอดบุตรที่โรงพยาบาลแต่ตลอดเองที่บ้าน ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของแม่และทารกค่อนข้างสูง
ขณะที่ ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงท่าทีของผู้มีอำนาจ เช่น โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ มักโจมตีสื่อที่ตนเองไม่ชอบว่าเป็นผู้เผยแพร่ข่าวปลอม หรือบทบาทหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่แก้ไข (Debunk) เมื่อเกิดข่าวปลอม ข่าวที่ถูกแก้ออกมาอาจไม่ถูกมองว่าจริงหรือเท็จ แต่เป็นข้อมูลอีกชุด (Version of Information) ที่ทำให้ผู้มีอำนาจได้ประโยชน์
“Disinformation (การบิดเบือน) คาบเกี่ยวอยู่บนความจริงและไม่จริง-เท็จและไม่เท็จ มันก็ขึ้นอยู่กับ Version of Truth (ชุดของความจริง) หรือ Version of Information (ชุดของข้อมูล) ถูกนำมาสนับสนุน Claim (อ้าง) ว่าอะไรจริง-ไม่จริง มันมาจากใคร มันอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวความจริง มันอยู่ที่ว่าใครพูด ใครเสียงใหญ่หรือใครทำให้คนเชื่อถือได้มากกว่ากัน” ศ.ดร.พิรงรอง กล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างภาพ “rabbit–duck illusion” ขึ้นมาประกอบ โดยเป็นภาพที่ศิลปินวาดให้มองเห็นได้ทั้งภาพเป็ดและภาพกระต่าย
อีกด้านหนึ่ง พิชญ์วดี กิตติปัญญางาม ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร Arkki ประเทศไทย กล่าวถึงการประเมินความรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งวัดจาก 3 ปัจจัยคือ 1.เสรีภาพสื่อ (Media Freedom) เช่น หากประเทศมีเสรีภาพสื่อสูงแล้วผู้คนไม่หลงเชื่อข่าวปลอมแสดงว่ามีความรู้เท่าทันสื่อสูง 2.คุณภาพการศึกษา (Education Quality) เช่น การสอบที่เป็นสากลอย่าง PISA จะมีวิชาการอ่านเพื่อทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์ ซึ่งพบว่า คนที่สามารถอ่านอะไรยาวๆ ได้ จะมีภูมิต้านทานต่อข่าวปลอมสูงกว่าคนที่อ่านเพียงไม่กี่บรรทัดแล้วสรุป
และ 3.ความไว้วางใจกันของผู้คน (Trust in People) ซึ่งแต่ละสังคมจะแตกต่างกัน เช่น ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย อาทิ สวีเดน ฟินแลนด์ ประชาชนค่อนข้างเชื่อมั่นในศูนย์ข่าวของรัฐ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าประเทศเหล่านี้สร้างขึ้นมาบนความไว้วางใจซึ่งกันและกันแม้กระทั่งครูยังไม่มีระบบประเมินผลการสอน หรือการทุจริต (Corruption) ก็เป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อความไว้วางใจ โดยประเทศที่มีปัญหาการทุจริตต่ำคะแนนความรู้เท่าทันสื่อก็จะสูง หรือสังคมที่ไม่เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อมั่นในสื่อมวลชน คะแนนความรู้เท่าทันสื่อก็จะน้อย
“ความสัมพันธ์ระหว่าง Corruption (การทุจริต) กับ Media Literacy (ความรู้เท่าทันสื่อ) สัมพันธ์กันอย่างนี้เลย ประเทศที่ Corruption น้อยที่สุด คือ Clean (สะอาด) มากๆ ฟินแลนด์อยู่อันดับต้นๆเลยมี Trust (ความไว้วางใจ) เยอะ ทำให้ Media Literacy เขาออกมาสูงด้วยเช่นกัน” พิชญ์วดียกตัวอย่าง