#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/595095

เปิดใจแรงงานไทยในเกาหลีใต้ ‘ถูกหรือผิดกฎหมาย’ล้วนมีฝัน-ชีวิตต้องสู้
วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.
“เพราะความจนมันน่ากลัว” จึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนจากประเทศที่มีระดับการพัฒนาน้อยกว่าจะดั้นด้นดิ้นรนไปทำงานในประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูงกว่าเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและครอบครัว ในขณะที่ประเทศเหล่านั้นคนท้องถิ่นซึ่งส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาสูงมักเลือกไม่ทำงานประเภท “3D” ได้แก่อันตราย (Dangerous) สกปรก (Dirty) และยากลำบาก (Difficult) ดังจะเห็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานก่อสร้าง ประมง ลูกจ้างภาคเกษตร โรงงานคัดแยกขยะ และอีกหลายงานที่คนไทยไม่ทำ
ในทางกลับกัน หลายประเทศก็เป็นความหวังของคนไทยบางกลุ่มที่จะเข้าไปทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว หนึ่งในนั้นคือ เกาหลีใต้ ที่มีความพยายามหาทางเข้าไปทำงานทั้งแบบถูกและผิดกฎหมาย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “เจาะลึกชีวิตแรงงานไทยในเกาหลี” โดยมีตัวแทนแรงงานไทยทั้งที่เข้าไปทำงานอย่างถูกและไม่ถูกกฎหมายมาบอกเล่าเรื่องราว
จักรพงษ์ โอดเปี้ย หนุ่มไทยวัย 25 ปี ไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างถูกกฎหมายผ่านระบบ EPS (Employment Permit System) เล่าว่า ผู้ที่จะสมัครในระบบนี้จะเลือกทดสอบงานได้ 1 ใน 3 อย่างคือ เกษตรกรรม อุตสาหกรรมและก่อสร้าง โดยจะได้วีซ่าประเภท E9 (หมายถึงวีซ่าทำงานประเภทไร้ทักษะ) ซึ่งในจำนวนนี้ ผู้ที่ได้วีซ่า E9 ภาคอุตสาหกรรม สามารถย้ายไปทำงานภาคเกษตรหรือก่อสร้างในภายหลังได้ ในขณะที่ผู้ได้วีซ่า E9 ภาคเกษตรหรือก่อสร้าง ไม่สามารถย้ายไปภาคอุตสาหกรรมได้ ดังนั้นหากทำได้อยากให้เลือกภาคอุตสาหกรรมไว้ก่อนดีกว่า
ส่วนสัญญาจ้างทำงานนั้นในตอนแรกจะเป็นสัญญาแบบปีต่อปี เมื่อทำงานครบ 3 ปีแล้วจะต่อสัญญาได้อีก1 ปี 10 เดือน แล้วจะต้องเดินทางจากเกาหลีใต้กลับไปอยู่ประเทศไทยสักระยะหนึ่งก่อนแล้วค่อยกลับมาใหม่ ซึ่งก็จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1.หากไม่เคยย้ายสถานที่ทำงาน เมื่อครบรอบแรก 4 ปี 10 เดือน แล้วกลับไปพักที่เมืองไทย3 เดือน เมื่อกลับมาทำงานที่เดิมในเกาหลีใต้แล้วทำจบครบรอบ 2 อีก 4 ปี10 เดือน ครั้งนี้จะได้กลับไปพักที่เมืองไทยเพียง 1 เดือนเท่านั้น
กับ 2.หากเคยย้ายสถานที่ทำงาน เมื่อทำงานจนครบอายุวีซ่าคือ 4 ปี 10 เดือนแล้วกลับไปพักที่เมืองไทยจะต้องรอทดสอบเพิ่มเติมและรอเวลาเพื่อกลับไปทำงานในรอบต่อไป แต่ก็ยังเร็วกว่าคนที่เพิ่งทดสอบใหม่เป็นครั้งแรก ส่วนจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจมาทำงานในเกาหลีใต้นั้น ต้องย้อนไปเมื่ออายุได้ 18 ปี ยังเรียนไม่จบชั้น ม.6 ได้รับการชักชวนจากพ่อให้ไปลองสมัครสอบทำงานในระบบ EPS จึงตัดสินใจไปสมัคร ซึ่งก็ต้องไปเรียนภาษาเกาหลี
เพิ่มเติม แต่สำหรับคนที่มั่นใจว่าทำข้อสอบได้เพราะใช้ภาษาเกาหลีได้ดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
ปัจจัยสำคัญที่เลือกไปทำงานต่างแดนนั้นมาจากสภาพเศรษฐกิจของครอบครัว “เพราะเป็นลูกชาวนาจึงมีหนี้สินเยอะ” ส่วนค่าใช้จ่ายจิปาถะตั้งแต่ค่าสมัครสอบ ค่าเรียนภาษาเกาหลี (หากจำเป็นต้องเรียน) ค่าตรวจโรค ค่าตั๋วเครื่องบิน ตลอดจนเงินตั้งต้นในการอยู่อาศัยระยะแรกเริ่มทำงานในเกาหลีใต้ จะอยู่ที่อย่างน้อยประมาณ 5 หมื่นบาทขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารบางแห่งในไทยอนุญาตให้แรงงานที่ได้รับสัญญาว่าจ้างแน่นอนแล้ว ใช้สัญญาว่าจ้างนั้นเป็นหลักฐานยื่นขอกู้เงินได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม “โชค” ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ตัดสินว่าใครจะได้ไปทำงานที่แดนกิมจิหรือไม่ จักรพงษ์ อธิบายประเด็นนี้ว่า แม้จะสอบผ่านในวันเดียวกัน แต่หากนายจ้างที่เกาหลีใต้ไม่เลือกก็จะต้องรอต่อไป และหากรอจนครบ 2 ปี ก็จะต้องกลับมาเริ่มกระบวนการสอบใหม่ตั้งแต่ต้นเพราะผลสอบมีอายุครั้งละ 2 ปี ทำให้มีตั้งแต่คนที่ได้วีซ่าแล้วได้เดินทางทันที หรือบางคนรอกัน 1 ปี หรือบางคนรอไปถึง 2 ปีจนผลสอบหมดอายุก็ยังไม่ได้ไปทำงาน นอกจากนี้ ก็ต้องยอมรับด้วยว่าการมาทำงานในระบบ E9 นี้ต้องเจอกับงานหนักเป็นธรรมดา
“อย่างแรกเลยคือที่เกาหลีใต้เขาเอาเรามาทำงานก็เพราะว่าประชากรเขาน้อยแล้วเขาก็เข้าสู่สังคมสูงวัย แล้วก็ปัญหาเกาหลีใต้ที่เขาเอาเราเข้ามาก็เพราะวัยรุ่นของเขาก็อยากทำงานที่เกี่ยวกับออฟฟิศเสียมากกว่า สิ่งที่เขาขาดก็คือแรงงานเกษตร แรงงานก่อสร้าง หรือว่าแรงงานอุตสาหกรรมที่มาส่วนของฝ่ายผลิตอะไรอย่างนี้ ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องยอมรับว่าเรามาทำงานในส่วนที่เราไม่มี Skill (ทักษะ) เพราะ E9 ไม่ว่าคุณจะจบปริญญาตรี โท เอก แต่ถ้าคุณสอบมาใน E9 คุณก็เป็นแค่แรงงาน Low Skill (ทักษะต่ำ) ไม่มี Skill ก็จะเหมือนๆ กัน
เพราะฉะนั้นในสถานที่ทำงานถามว่าหนักไหม? สำหรับผมมันหนักนะอย่างโรงงานผมเป็นโรงงานเหล็กก็จะต้องมีการยกเหล็กขึ้นมาประกอบนั่นนี่ ซึ่งแต่ละลังก็ 30-40 กิโลกรัมได้เลย แล้วต้องยกตลอดเวลาซึ่งโรงงานผมก็จะเน้นเอาคนอายุน้อย อย่างบางโรงงานเน้นอายุ 28-29 ปีแต่โรงงานผมเน้นอายุน้อยเพราะทำงานแบบนี้ แต่บางโรงงานอาจเอาอายุเยอะหน่อย อย่างก่อสร้างสัก28-29 ปี ที่มีประสบการณ์มาแล้ว” จักรพงษ์ กล่าว
ส่วนที่พักนั้นก็จะแตกต่างกันไป ตั้งแต่นอนในบ้านตู้คอนเทนเนอร์ พักอยู่ชั้นบนของโรงงาน ไปจนถึงมีห้องพักให้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นอยู่กับสถานที่ทำงานหรือนายจ้าง จักรพงษ์ ระบุว่า ในส่วนของตนนั้น รายได้พื้นฐานเดือนละประมาณ 1 ล้านวอน เมื่อหักค่าน้ำ-ไฟ และค่าที่พักประมาณ 5 หมื่นวอนต่อเดือน ก็ยังถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงอีกทั้งที่ทำงานยังเลี้ยงอาหารมื้อกลางวันกับมื้อเย็นอีก ทำให้เสียค่าอาหารเพียงมื้อเช้าเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเพิ่งมีกฎหมายออกมาจำกัดชั่วโมงทำงานล่วงเวลา (OT) ทำให้รายได้เสริมในส่วนนี้ลดลง
สำหรับเวลาอื่นๆ นอกจากการทำงาน ก็ได้เข้าไปเที่ยวในเมืองบ้างโดยนายจ้างไม่ได้ว่าอะไร ขอให้ไม่กระทบต่อการทำงานก็พอ ซึ่งต้องยอมรับว่า “ขนส่งมวลชนเกาหลีใต้นั้นสะดวกสบายมาก” จักรพงษ์ เปรียบเทียบกับบ้านเกิดของตนคือ จ.บุรีรัมย์ จะมีรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ เพียงวันละ 2 เวลาเท่านั้น ในขณะที่การเดินทางจากเขตนอกเมืองของเกาหลีใต้เข้าไปยังกรุงโซล สามารถไปได้หลายทางทั้งรถประจำทางสายธรรมดาแล้วต่อรถไฟฟ้า และสายด่วนที่วิ่งเข้ากรุงโซลโดยตรง อีกทั้งรถประจำทางมีทั้งสายที่วิ่งบนถนนสายหลัก และสายที่วิ่งถนนสายรองผ่านตรอกซอกซอย
“ใช้ชีวิตในเกาหลีใต้ไม่ต้องซื้อรถเลยก็ได้ เลยประหยัดเงินซื้อรถไปได้ แล้วการเดินทางก็ไม่ได้แพงมากค่ารถเมล์เริ่มต้นแค่ 30-40 บาท แต่ถ้าขึ้นรถเมล์แล้วไปต่อรถไฟฟ้า มันจะลดลงมาจากเมื่อก่อนที่ขึ้นรถไฟฟ้าก็จะเท่าๆ กับรถเมล์ แต่ถ้าลงจากรถเมล์แล้วไปขึ้นรถไฟฟ้าเราก็จะได้รับส่วนลดลงมา มันก็ทำให้การเดินทางในเกาหลีใต้นั้นถูก แล้วสถานที่ท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ก็สวย ก็ตามที่เห็นในซีรี่ส์(ละคร)” จักรพงษ์ เล่าถึงการเดินทางในแดนกิมจิ
ขณะที่ “เตย” สาวไทยวัย 27 ปีไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างไม่ถูกกฎหมายหรือ “ผีน้อย” เล่าว่า ตอนอยู่เมืองไทยมีอาชีพเป็นพนักงานประจำร้านขายยาและไม่เคยคิดถึงการไปทำงานที่เกาหลีใต้มาก่อนเพราะรายได้ก็พอใช้อยู่แต่เมื่อได้รู้จักกับนายหน้า ได้รับการชักชวนบวกกับชื่นชอบผู้ชายเกาหลีอยู่แล้ว แม้จะได้รับคำเตือนอย่างเป็นห่วงจากแม่ เพราะเป็นการไปทำงานแบบผิดกฎหมาย แต่เมื่อคิดถึงอีกเหตุผลหนึ่ง คือ “อยากส่งน้องเรียนให้จบมหาวิทยาลัยเพราะตนเองไม่ได้เรียน”จึงตัดสินใจเดินทาง
ส่วนที่ไม่เลือกสอบตามโครงการ EPS เพราะได้ยินมาว่าใช้เวลานานและนิยมเรียกผู้ชายไปทำงานมากกว่าผู้หญิง ซึ่งการได้ไปทำงานจะเร็วกว่า เฉลี่ย 3-4 เดือน หลังประสานกับนายหน้าก็ได้เดินทางแล้ว โดยอาศัยอ้างว่าเดินทางไปท่องเที่ยวแล้วหลบหนีเมื่อไปถึงแล้ว และยอมรับว่าไม่มีความรู้ภาษาเกาหลีมาก่อน ต้องมาเรียนรู้เองเมื่อเริ่มทำงานแล้ว ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเมื่อ 6 ปีก่อนจะอยู่ที่ประมาณ 5-6 หมื่นบาท
“พอตอนที่ได้รอบบินครั้งแรกพอมาถึงเกาหลีเราไม่มีความกังวลและไม่มีความรู้เรื่องอะไรอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าที่เราผ่านเข้าไปช่องนั้นคือ ตม. (ตรวจคนเข้ามือง) ก็ไม่ได้มีความตื่นเต้นอยู่แล้ว เรารู้สึกแค่ว่าคนที่จะตรวจเรา ที่ต้องสแกนม่านตา เขาก็มองเรานะตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ด้วยตอนนั้นเรารู้สึกว่าไม่รู้ตรงนั้นมันคืออะไร ไม่รู้ว่าคือ ตม. ที่จะต้องผ่านเข้าไปนะ เราไม่รู้เลย เรียกว่าไม่มีอาการตื่นเต้นหรืออะไรเลย รู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่ได้เข้าไป
แต่พอเข้าไปแล้ว นายหน้าที่เขาผ่านบอกกระจายๆ กัน แล้วก็ไม่ต้องรอกันเพราะว่ากรุ๊ปทัวร์ที่มาด้วยกันประมาณ 6 คน ก็คือเขาจะไม่ให้รอสมาชิก ถ้าผ่านแล้วก็คือเดินไปเลยไม่ต้องรอ ไม่ต้องหันซ้ายหันขวา มุ่งหน้าไปอย่างเดียวอย่าหันกลับมา ถ้าหันกลับมากลัว ตม. จะเรียก เราจะไม่ผ่าน ในตอนที่ผ่านไปแล้วจะมีนายหน้าที่เป็นคนไทยที่อยู่เกาหลีมารอรับเรา พาเราลงลิฟต์ไปชั้นใต้ดินแล้วก็พาขี่รถออกไป ในรถก็รถเก๋งคันเล็กๆ 5-6 คน เป็นปลากระป๋องมาก แล้วเขาก็พาไปบ้านพักที่จัดเตรียมให้เรา” เตย ระบุ
เมื่อไปถึงเกาหลีใต้แล้ว สิ่งที่ต้องยอมรับคือความจริงไม่เหมือนกับภาพที่วาดไว้จากละครซีรี่ส์ ตั้งแต่บ้านที่ถูกเตรียมไว้ให้อยู่อาศัยก็ไม่ใช่อพาร์ตเมนท์สไตล์กรุงโซล แต่เป็นบ้านแบบเกาหลียุคโบราณ แถมห้องน้ำยังเป็นส้วมหลุมอีกต่างหาก และบรรยากาศโดยรอบก็เป็นแนวชนบท และต้องทำใจว่าแม้แต่งานที่ตกลงกันไว้ก็อาจถูกเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ก่อนมาบอกว่าจะได้ไปทำงานในพื้นที่หนึ่ง แต่เมื่อมาจริงอาจถูกส่งไปที่อื่นหากจุดนั้นมีคนอื่นได้งานแล้ว ทั้งนี้มีแรงงานหนีออกจากงานเดิมบ้าง หากนายจ้างใช้งานหนักเกินไปหรือไม่จ่ายค่าจ้างตามที่ตกลงกันไว้
เตย ยอมรับว่าเคยเปลี่ยนงานมาแล้ว 2 แห่ง แห่งแรกเป็นโรงเลี้ยงเป็ดที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรงมากจนไม่สามารถทนได้ แห่งที่สองเป็นโรงงานที่ถูกใช้ให้ทำงานกะดึกตลอด ซึ่งต้องทำ 12 ชั่วโมงต่อวัน จนร่างกายเริ่มแย่ลง แต่ก็ไม่ใช่การหนีเสียทีเดียวเพราะมีการบอกขอลาออก แล้วก็ไปหางานใหม่ในละแวกเดียวกัน ซึ่งแหล่งงานที่ทำนั้นก็ไม่ได้อยู่ในเขตเมืองใหญ่แต่ไกลออกไปรอบนอกจนมองเห็นท้องทุ่ง
ขณะที่ในส่วนของรายได้และสภาพการทำงาน ปัจจุบันทำอยู่โรงงานพลาสติก เวลาทำงานพื้นฐาน 8 ชั่วโมง ฐานเงินเดือน 1.4 ล้านวอนต่อเดือน ทำงานล่วงเวลาได้ค่า OT ชั่วโมงละ 8,350 วอน แต่ OT นั้นมีไม่แน่นอน ช่วงไหนที่มีให้ทำมากก็มีเงินเหลือส่งกลับบ้านมาก เพราะต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นค่าอาหารประจำวันด้วยเนื่องจากที่ทำงานไม่ได้เลี้ยงอาหาร
ส่วนการใช้ชีวิตอื่นๆ นอกเวลางานยอมรับว่าการเดินทางต้องทำอย่างระมัดระวัง “หูตาต้องไว-อย่าทำตัวให้มีพิรุธ” เช่น พยายามสังเกตว่าบริเวณนั้นมีเจ้าหน้าที่ ตม. หรือไม่ หรือไม่ไป
ในสถานที่ที่อาจมีความเสี่ยง โดยมีเพจเฟซบุ๊คบางเพจที่คอยแจ้งข่าวว่าทางการเกาหลีใต้จะเข้าตรวจที่นั่นที่นี่ในวันใดบ้าง แล้วแรงงานนอกระบบก็จะคอยติดตามข่าวสารเพื่อหลีกเลี่ยง
“เคยเจอ ตม. 2 ครั้งตลอดเวลาที่อยู่เกาหลีมา เราไม่รู้ว่ามี ตม. เข้าโรงงาน แต่ด้วยความที่คนไทยอยู่กันเยอะ ก็จะบอกว่า ตม. มา ซึ่งรถ ตม.ก็ไม่ได้อยู่ในโรงงาน เขาไม่ได้เข้าโรงงานเรา แต่ด้วยพี่น้องเรามีสายตาที่กว้างไกล เขาจะเห็นรถตั้งแต่ไกลๆ แล้วเขาจะบอกว่า ตม. มา ทุกคนรู้ว่าเราทำงาน เราต้องหนี เราก็รีบวิ่งออกมาจากโรงงาน ซึ่งในตอนนั้นมันมีหลายโรงมาก พอวิ่งมาเจอกันรวมตัวกัน 20 กว่าคนในการวิ่งออกมาบางคนก็ล้มบางคนก็เจ็บ ย้อนกลับไปตอนนั้นรู้สึกสงสารตัวเองมาก บางคนก็วิ่งขึ้นเขา ต้องหลบอยู่บนเขา” เตย กล่าว
ถึงกระนั้น เตย ก็เจอเรื่องแปลกๆคือถูกเจ้าหน้าที่ ตม. พบขณะกำลังเดินกลับที่พัก แต่ก็ไม่ได้ถูกจับกุมดำเนินคดีเพียงแต่ถูกสอบปากคำว่าเป็นคนสัญชาติอะไร ทำงานที่ใด มีวีซ่าหรือไม่ และเมื่อได้ข้อมูลแล้วก็ปล่อยตัวออกมาอีกหลายวันต่อมาก็มี ตม. เข้าตรวจโรงงานที่ตนทำงาน แต่เป็นการเข้าตรวจในตอนกลางวัน ทำให้พบแต่แรงงานที่เข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น
จากชีวิตของคนไทยที่ทำงานในต่างแดนทั้ง 2 คน แม้จะแตกต่างกันที่คนหนึ่งไปอย่างถูกกฎหมายแต่อีกคนนั้นไปอย่างผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือทั้งคู่เป็นคนวัยหนุ่ม-สาว อันเป็นวัยแห่งความฝันและการสร้างเนื้อสร้างตัว ซึ่ง จักรพงษ์ ยอมรับว่า ไม่ได้อยากจะมาเกาหลีใต้ตั้งแต่ต้น และเคยบอกพ่อว่าถ้าวีซ่าไม่ออกจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่ไม่นานหลังจากนั้นวีซ่าก็ออกแล้วก็ได้มาทำงานที่นี่ แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะทิ้งการเรียน
เพราะเมื่อเริ่มปรับตัวเข้ากับการทำงานที่เกาหลีใต้ได้แล้ว ก็พยายามหาช่องทางเรียนมหาวิทยาลัยในรูปแบบที่สามารถเรียนและสอบทางออนไลน์ได้แต่สุดท้ายก็ต้องเลิกล้มความตั้งใจ เพราะแม้จะมีหลักสูตรเรียนออนไลน์แต่ก็ต้องกลับไปสอบที่ประเทศไทย เฉลี่ย 1 ปี 4 ครั้ง แบ่งเป็น 2 เทอม กลางภาคและปลายภาค ซึ่งตนเองคงไม่สามารถขอลากลับได้ทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องทิ้งการเรียนแต่ก็หันมาสนใจการทำธุรกิจแทน โดยศึกษาจากทั้งการอ่านหนังสือและการฟังหนังสือเสียง โดยเฉพาะอย่างหลังนั้นสะดวกกว่าเพราะสามารถฟังระหว่างทำงานได้ด้วย
“ถามว่าอยากอยู่เกาหลีตลอดชีวิตไหม ก็ไม่นะ ทุกวันนี้ผมก็ยังคิดอยู่ว่าจะกลับเมืองไทย เพียงแต่จะกลับอย่างไรให้มันกระทบกับชีวิตน้อยที่สุด เพราะอยู่ที่นี่เรามีเงินเดือน 5-7 หมื่น (บาท) ส่งกลับบ้านให้พ่อแม่ใช้ แต่ถ้าอยู่ดีๆ เราตัดสินใจกลับมันก็ไม่ได้ เพราะแต่ก่อนเราเคยมีเงินใช้ แต่ถ้าเรากลับไปต้องไปเริ่มทำงานเดือนละ 9 พัน มันก็ไม่ใช่ แล้วถ้าเราจะเริ่มทำธุรกิจตอนนี้ หลายๆ อย่างมันก็ไม่ตอบโจทย์ ทั้งนโยบายรัฐบาลเอย ทั้งโควิดเอย ก็กลายเป็นว่าตอนนี้ผมยังมองตัวเองไม่ออก แต่ที่แน่ๆ ผมก็มองๆ การลงทุนในหุ้น ในการลงทุนอะไรแบบนี้ ก็เริ่มลงทุนแล้ว แต่ทุกอย่างก็อยู่ในช่วงล้มๆลุกๆ ไปเรื่อยๆ เพราะผมก็โดนมาเยอะ”จักรพงษ์ กล่าว
ส่วน เตย ยอมรับว่า แม้จะวางแผนชีวิตไว้แต่แผนก็พร้อมจะเปลี่ยนได้ตลอด เช่น ตอนแรกตั้งใจว่าน้องเรียนจบจะกลับเมืองไทย แต่พอน้องเรียนจบจริงๆ กลับเจอสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ไม่สามารถหางานทำได้ ตนเองจึงต้องอยู่ทำงานที่เกาหลีใต้ต่อไปเพื่อช่วยเหลือน้อง และยังมองไม่ออกว่าถ้ากลับแล้วจะไปทำอะไรที่ประเทศไทย ดังนั้นวันนี้ขออยู่ที่เกาหลีใต้ ทำงานเก็บเงินไปก่อนรอโอกาสและจังหวะที่จะกลับไปสร้างธุรกิจเล็กๆ ที่จะสามารถอยู่กับครอบครัวได้ที่ประเทศไทยได้
“ไม่อยากที่จะกลับมาทำงานต่างประเทศซึ่งไกลครอบครัว อยู่ที่นี่มา 7 ปี ไม่ได้เจอแม่ ไม่ได้เจอครอบครัวเราเลย เรารู้สึกคิดถึง อยากสัมผัส อยากกอดอะไรอย่างนี้มากกว่า การที่คุย (โทรศัพท์หรือ Video Call) มันไม่เหมือนที่เจอกันคือตอนนี้อนาคตก็แค่อยากจะมีธุรกิจเล็กๆ ครอบครัว แล้วอยากจะอยู่เกาหลีไปอีกสักพักหนึ่ง รอให้สถานการณ์ที่ประเทศไทยหรืออะไรหลายๆ อย่าง เรากลับไปแล้วเราสามารถทำธุรกิจได้” เตย กล่าวในท้ายที่สุด