#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/596632

แรงงานอาหารทะเล โควิดและผลกระทบ
วันอาทิตย์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
เมื่อเร็วๆ นี้ ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและยั่งยืนซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิทธิแรงงานและความยั่งยืนทางทะเล 14 องค์กร เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “ชีวิตไม่มั่นคงและโรคระบาด : บทสำรวจปัญหาค่าจ้างและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย” สำรวจแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย 4 กลุ่ม ได้แก่ ประมง ประมงต่อเนื่องโรงงานแปรรูปอาหารทะเล และฟาร์มกุ้งในพื้นที่ 8 จังหวัดของประเทศไทย
พบข้อสังเกต 1.การคิดค่าจ้างแบบรายวัน อาจทำไม่มีเงินพอใช้ตลอดครบเดือน ค่าแรงขั้นต่ำคิดเป็นรายเดือนในพื้นที่ที่งานวิจัยนี้ทำการศึกษาต่ำสุดอยู่ที่ 9,390 บาทต่อเดือนที่ จ.ปัตตานี และสูงสุด 10,050 บาทต่อเดือนที่ จ.ระยอง แต่ผลการสำรวจพบว่าแรงงานมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 58 มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว โดยเฉพาะในกลุ่มประมงต่อเนื่องและแปรรูปอาหารทะเล ซึ่งมีรายได้เฉลี่ย 7,839 และ 8,423 บาทต่อเดือน
จักรชัย โฉมทองดี ผู้จัดการด้านนโยบายและรณรงค์ องค์การอ็อกแฟม กล่าวว่า การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำแบบรายวันไม่ได้ประกันรายได้ขั้นต่ำต่อเดือน ส่งผลให้เกิดช่องว่าง ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงต่อตัวแรงงาน เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำเพียงพอสำหรับการดำรงชีพตนเองในหนึ่งวันเท่านั้น เมื่อเดือนๆ หนึ่งค่าจ้างที่ได้กลับเพียงพอที่จะมีชีวิตแค่ยี่สิบกว่าวัน ความเสี่ยงทั้งต่อตัวแรงงานและสังคมรอบข้างจึงตามมา ทั้งการลดทอนทางสุขภาพ การอยู่อย่างแออัด ฯลฯ
“เมื่อเกิดโควิด-19 สถานการณ์จึงวิกฤตและยากที่จะควบคุม ทั้งนี้แรงงานไม่ว่าสัญชาติใดก็มีความเสี่ยงทั้งนั้น แต่ในทางปฏิบัติ โดยทั่วไปแล้วแรงงานข้ามชาติจะสามารถมีในจ้างได้คนเดียว เมื่อรายได้ไม่พอจึงไม่สามารถไปหางานเสริมจากนายจ้างอื่นเช่นแรงงานไทยได้ จึงถือเป็นความรับผิดชอบสำคัญของทั้งนายจ้างและภาครัฐที่จะประกันรายได้ขั้นต่ำเป็นรายเดือนให้กับแรงงาน”จักรชัย กล่าว
2.เป็นแรงงานในระบบแต่เข้าไม่ถึงมาตรการเยียวยา แม้กฎหมายไทยจะคุ้มครองสิทธิแรงงานทุกคนโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ แต่ในสถานการณ์โควิด-19 พบว่า
นโยบายเยียวยาแรงงานผ่านระบบประกันสังคม กลับไม่รวมถึงแรงงานข้ามชาติด้วยโดย ปภพ เสียมหาญ ผู้อำนวยการโครงการจากมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา แสดงความเป็นห่วงว่า การที่แรงงานและนายจ้างสมทบเงินเข้าระบบทุกเดือน แต่กลับไม่ได้รับการเยียวยา หลายคนจึงหันหลังให้ระบบ นำไปสู่ช่องว่างในการคุ้มครองแรงงาน ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้มาจากกฎหมายแต่เป็นนโยบายที่กำหนดขึ้น
3.รูปแบบการทำงานมีความเสี่ยงโดยสภาพ แต่หากติดเชื้อซ้ำก็อาจไม่มีสิทธิ์วันลา แรงงานจำนวนมากติดเชื้อหลายครั้ง เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมในการทำงานไม่เอื้ออำนวยให้เว้นระยะห่างระหว่างกันได้ เช่น ในสายพานการผลิตในโรงงานไม่สามารถทิ้งระยะห่างได้ทำให้บางคนรักษาตัวกลับมาทำงานแล้วก็ติดเชื้ออีก ซึ่ง สุธาสินี แก้วเหล็กไหลผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ กล่าวว่า เมื่อติดเชื้อโควิด-19 จะถือว่าเป็นคนป่วย และแรงงานก็ต้องลาป่วย
“กฎหมายกำหนดให้วันลาป่วยแบบได้ค่าจ้าง 30 วัน การกักตัวหรือรักษารอบหนึ่งก็จะใช้เวลาประมาณ 14 วัน หมายความว่าใครที่ติดเชื้อมากกว่า 2 รอบ ก็อาจจะไม่มีวันลาป่วยแบบได้ค่าจ้างเหลือพอแล้ว ต้องลาแบบไม่ได้ค่าจ้างแล้วไปขอชดเชย 50% จากประกันสังคมแทน ซึ่งก็เป็นจำนวนเงินที่ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัวอีก” สุธาสินี ระบุ
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาอื่นๆ เช่น การใช้สัญญาปากเปล่า ไม่มีสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร การให้ทำงานไม่เป็นเวลา ไปจนถึงการจ้างทำของ ซึ่งนายจ้างจะจ่ายตามน้ำหนักหรือปริมาณที่แรงงานผลิตหรือแปรรูป รวมถึงงานแบบเดียวกันแบบแรงงานชายกับแรงงานหญิงได้ค่าจ้างไม่เท่ากัน โดยแรงงานหญิงมีรายได้น้อยกว่าแรงงานชายประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน หรือราวร้อยละ 30
บทสรุปจากผลการศึกษานี้เสนอแนะให้รัฐเปลี่ยนนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำจากรายวันเป็นรายเดือน ซึ่งไม่เฉพาะแต่แรงงานในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแต่หมายถึงแรงงานทุกคน เพื่อให้มีหลักประกันเบื้องต้น สามารถรองรับความเสี่ยงในภาวะวิกฤตได้มากขึ้น ขณะที่ภาคเอกชนที่มีศักยภาพ ควรปรับปรุงธุรกิจเพื่อให้แรงงานทุกคนได้รับค่าจ้างอย่างน้อยที่สุดไม่น้อยไปกว่าค่าแรงขั้นต่ำคิดเป็นรายเดือน นอกจากนี้ ทั้งรัฐและเอกชนควรอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวกับโควิด-19 ตั้งแต่การตรวจคัดกรอง การกักตัวและรักษา ไปจนถึงการเยียวยากับแรงงาน
การปรับเปลี่ยนนโยบายดังกล่าวนอกเหนือจากเหตุผลด้านมนุษยธรรมแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อด้านเศรษฐกิจด้วย เพราะไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ของโลก สร้างรายได้เข้าประเทศกว่าปีละ 200,000 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันผู้บริโภคและผู้นำเข้าอาหารทะเลในต่างประเทศให้ความสำคัญกับสิทธิแรงงานในประเทศต้นทางมากขึ้นหากอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถทำตามมาตรฐานเหล่านี้ได้ ข้อจำกัดทางการค้าก็จะมีมากขึ้นในอนาคต!!!