วิจัยสหรัฐชี้เชื้อเดลตาทำประสิทธิภาพวัคซีนลดฮวบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661452

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 10:35 น.

วิจัยสหรัฐชี้เชื้อเดลตาทำประสิทธิภาพวัคซีนลดฮวบประสิทธิภาพของวัคซีนในกลุ่มบุคลากรด่านหน้าสหรัฐลดเหลือ 66% จาก 91% หลังเดลตาระบาดหนัก

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) เปิดเผยผลการวิจัยซึ่งชี้ว่าประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 ของวัคซีนในกลุ่มบุคลากรด่านหน้าในสหรัฐลดลงเหลือ 66% หลังจากที่สายพันธุ์เดลตาเริ่มแพร่ระบาดมากขึ้น จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 91% ก่อนที่สายพันธุ์เดลตาจะเริ่มแพร่ระบาดในประเทศ

งานวิจัยดังกล่าวได้ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคลากรด่านหน้าและเจ้าหน้าที่สาธารสุขมากกว่า 4,000 คนใน 6 รัฐ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 ถึงเดือนสิงหาคม 2021 ซึ่งพวกเขาจะได้รับการตรวจหาเชื้อทุกสัปดาห์

ทั้งนี้ ประมาณ 83% ของกลุ่มตัวอย่างได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว โดยประมาณ 2 ใน 3 ได้รับวัคซีนของ Pfizer และอีก 2% ได้รับวัคซีน Johnson & Johnson ส่วนที่เหลือได้รับวัคซีน Moderna

ในระยะแรกของการศึกษาช่วงวันที่ 14 ธันวาคม 2020 ถึง 10 เมษายน 2021 พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอยู่ที่ประมาณ 91%

แต่หลังจากนั้นจนถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2021 เมื่อสายพันธุ์เดลตาเริ่มระบาดหนักในสหรัฐกลับพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงเหลือ 66%

“ผลการวิจัยข้างต้นชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพในการป้องกันโรคของวัคซีนลดลงในระดับปานกลาง แต่วัคซีนยังคงสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ 2 ใน 3 ตอกย้ำความสำคัญและประโยชน์ของการฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง” นักวิจัยกล่าว

อย่างไรก็ตาม CDC เน้นย้ำว่าวัคซีนยังคงสามารถป้องกันโรคได้ แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไป และตัวเลขที่ได้จากการศึกษาอาจเกิดจากระยะเวลาในการทดลองที่ค่อนข้างสั้น และกลุ่มตัวอย่างจำนวนน้อย และมีหลักฐานยืนยันว่าวัคซีนยังคงสามารถป้องกันอาการป่วยหนักและการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้

งานวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยจากอิสราเอลและสหราชอาณาจักรก่อนหน้านี้ซึ่งระบุว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาลดทอนประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อเมื่อเวลาผ่านไป

ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐจะเริ่มพิจารณาผลการวิจัยทั้งหลายในสัปดาห์หน้าเพื่อวางแผนการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ชาวอเมริกัน ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 20 กันยายน

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

Leave a comment