“เช็กเสียงก่อนโหวต” ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯและ 5 รมต. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481897

“เช็กเสียงก่อนโหวต” ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯและ 5 รมต.

04 ก.ย. 2564

การอภิปรายไม่ไว้วางใจดำเนินมาถึงวันชี้ชะตา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ 5 รมต. จะได้ไปต่อหรือพอแค่นี้ มา “เช็กเสียงก่อนโหวต” กันก่อน ใครจะอยู่ใครจะไป โอกาสรอดหรือร่วง

วันนี้ ( 4 ก.ย. )เป็นวันลงมติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและ 5  รัฐมนตรี ดังนั้น “คมชัดลึก” ขอ “เช็กเสียงก่อนโหวต” มาตรวจสอบจำนวนเสียงรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีจำนวนเท่าไหร่ ห่างกันมากน้อยแค่ไหน และหวังผลได้แค่ไหนกับการซักฟอกครั้งนี้ “ลุงตู่จะได้อยู่ต่อ” หรือ “พอแค่นี้” 

การลงมติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ สำหรับรัฐมนตรีที่ถูกฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีทั้งสิ้น 6 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และรมต.จาก 3 พรรครัฐบาล คือพลังประชารัฐ ภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รมว.เกษตรและสหกรณ์ 

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

สำหรับเสียงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะทำให้รัฐมนตรี ต้องพ้นจากตำแหน่งนั้น 

มาตรา  151 รัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า “มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

และมาตรา 170 รัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ 

( 3 ) สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ

ส.ส.เท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้มีจำนวน 482 คน (จากจำนวนเต็ม 500 คน) กึ่งหนึ่งก็คือ 241 คน

ดังนั้นรัฐมนตรีคนใด ถูกลงมติ “ไม่ไว้วางใจ” มากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 242 เสียงขึ้นไป รัฐมนตรีคนนั้น ก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งทันที

เสียงรัฐบาลvs.ฝ่ายค้าน

มาถึงตรงนี้ต้องมา “เช็กเสียงรัฐบาล” และ “ฝ่ายค้าน” ว่าแต่ละฝ่ายมีมากน้อยกว่ากันเท่าไหร่ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

จำนวน ส.ส.ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้  482 คน แยกเป็น

– ฝ่ายรัฐบาล 276 คน

– ฝ่ายค้าน 206 คน

 รัฐบาล 276 เสียง ประกอบด้วย

–  พลังประชารัฐ 119 เสียง

– ภูมิใจไทย 61  เสียง 

– ประชาธิปัตย์  48 เสียง

– ชาติไทยพัฒนา 12  เสียง

– เศรษฐกิจใหม่ 5 เสียง

– รวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง

– พลังท้องถิ่นไท 5  เสียง

– ชาติพัฒนา 4  เสียง

– รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง

-ก้าวไกล(แนวโน้มงูเห่า )  5 เสียง 

-กลุ่ม 9 พรรคเล็ก  9 เสียง 

“ฝ่ายรัฐบาล” นำโดย พรรคพลังประชารัฐ (119 เสียง )  ภูมิใจไทย (61 เสียง ) ประชาธิปัตย์ ( 48 เสียง ) ชาติไทยพัฒนา (12 เสียง ) รวมพลังประชาชาติไทย ( 5เสียง ) ชาติพัฒนา (4เสียง ) พลังท้องถิ่นไท ( 5เสียง) รักษ์ผืนป่าประเทศไทย   ( 2 เสียง ) เสริมด้วยเสียงของ ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่ย้ายขั้วมา ( 5เสียง ) และกลุ่มพรรคเล็ก 9 เสียง

ขณะที่ ส.ส.จากพรรคก้าวไกล อีก 5 คน ซึ่ง 4 คน เคยโหวตเห็นชอบให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ผ่านมา และล่าสุดโหวต งบฯ ปี 65 วาระ 3 ก็มีส.ส. จากพรรคก้าวไกล 5 คนโหวตเห็นชอบกับรัฐบาล และอีกเสียงจากนายอนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาชาติ ทำให้รัฐบาลมีอย่างน้อย 276 เสียง โดยยังไม่นับ “งูเห่าฝากเลี้ยง”

ฟาก “ฝ่ายค้าน” พรรคเพื่อไทย (134 เสียง) ก้าวไกล (48 เสียง) เสรีรวมไทย (10 เสียง) ประชาชาติ (6 เสียง ) เพื่อชาติ (5 เสียง ) พลังปวงชนไทย (1 เสียง ) บวกเพิ่มอีก 2  เสียง จากนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ พรรคเศรษฐกิจใหม่ และ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ พรรคไทยศรีวิไลย์ รวมแล้ว 206 เสียง

อย่างไรก็ตาม  เมื่อวันที่ 3 ก.ย.64  นายวิรัช  รัตนเศรษฐ ประธานกรรมการในคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือ “วิปรัฐบาล”  เปิดเผยว่า  ส.ส.พรรคพลังประชารัฐติดเชื้อโควิด-19  จำนวน 1 รายและส.ส. จากพรรคภูมิใจไทยติดเชื้อ 1 ราย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากวันนี้มีผู้ติดเชื้อ 15,000 ราย ถึง 20,000 รายต่อวัน ซึ่งคะแนนตอนนี้อยู่ที่ 269 เสียง พร้อมกับระบุว่าตอนนี้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว

เมื่อพิจารณาจากการล็อบบี้เคลียร์ใจกันภายในพรรคพลังประชารัฐ อันเป็นผลสืบเนื่องจาก”ใครบางคนคิดการใหญ่” จนมีการขอโทษขอโพยและสงบศึกแล้ว กอปรกับ จำนวนเสียงฝ่ายค้านที่มีจึงต้องอยู่ในความสงบตามไปด้วย

โอกาสที่จะล้มรัฐบาลจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้น่าปิดประตู สิ่งที่ฝ่ายค้านทำได้เหมือนศึกซักฟอกสองครั้งที่ผ่านมา คือ การใช้เวทีตามกติกาประชาธิปไตย  เขย่าเสถียรภาพและความชอบธรรมของรัฐบาลไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันที่พลพรรคมีโอกาสหวนคืนสู่อำนาจ 

Leave a comment