#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/604644

วันอาทิตย์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2564, 07.05 น.
“ครูสามเส้า คือ ครูในโรงเรียน เรียกว่าเป็นครูวิชาการ ต้องกล้าคิดนอกกรอบ มีพื้นฐานเรื่องโครงงานฐานวิจัยก่อน มีหลักสูตรฐานสมรรถนะ และมีหลักสูตรภูมิสังคม และมีเครื่องมือที่ดีมากๆ คือ ระบบ PLC (Professional Learning Community-ชุมชนการเรียนรู้) การตั้งคำถาม ให้กำลังใจเด็กเป็นคาแร็กเตอร์สำคัญของครูในระบบการศึกษาแล้วอยู่ในโรงเรียน ครูชุมชน เชื่อมโยงทำให้เกิดคุณภาพ เกิดความมั่นคง จากการได้เรียนรู้ทุนทางสังคม ระบบเครือญาติ ระบบทรัพยากร เรื่องศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม
คือปัจจัยที่เอื้อหนุนการหล่อหลอมและการทำให้เด็กเติบโตขึ้นในชุมชนอย่างรู้เท่าทัน ต่อมาคือ ครูชีวิต จะเป็นคนที่ถ่ายทอดวิชาทำมาหากิน การกรีดยาง การทำประมง การเลี้ยงไก่ ปลากัด สิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นคือเกิดความเป็นสตูล Active Citizen เด็กในจังหวัดสตูล สามารถไต่ไปสู่ศักยภาพการค้นพบรู้จักตัวเองมีอัตลักษณ์ที่เป็นความหวังของคนจังหวัดสตูล ที่เมื่อเวลาเขาจบการศึกษาหรือย้ายออกจากถิ่นฐาน เขาจะไม่ดูแคลนอาชีพของพ่อแม่ เป็นข้อค้นพบสำคัญเรื่องหนึ่ง”
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางนโยบายและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคมกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) อธิบายถึงแนวคิด “ครูสามเส้า”ซึ่งเป็นข้อค้นพบใน “จังหวัดสตูล” หนึ่งใน 3 จังหวัดนวัตกรรมการศึกษา (ศรีสะเกษ ระยอง สตูล) ในการเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ล็อกดาวน์ไม่ล็อกการเรียนรู้” โดยมีคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสารและการมีส่วนร่วม ในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ร่วมกับสำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็นผู้จัดงานขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้
ซึ่งครูสามเส้าในความหมายที่สตูลค้นพบขึ้นมา เป็นก้าวเล็กๆ แต่มีอำนาจในเรื่องการพังทลายห้องเรียน เรื่องของการเรียนรู้ เข้าไปสู่เรื่องชุมชน สำคัญที่สุดคือ “เปลี่ยนกรอบคิดของครู เปลี่ยนกรอบระบบราชการก้าวไปสู่ระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้างมากขึ้นแล้วทลายกำแพงต่างๆ ได้” เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ทั้งนี้ นวัตกรรมใดๆ ก็ตามถ้าใช้เกิน 3 ปีจะไม่ถือเป็นนวัตกรรม แต่หากมีการต่อยอดก็จะเดินต่อได้
“ผอ.โรงเรียนอนุบาลสตูล พยายามใช้เรื่องนาฬิกาชีวิตต่อยอดจากโครงงานฐานวิจัย แล้วสามารถเอาชนะปัญหาข้อจำกัดเรื่องโควิดได้ เห็นศักยภาพ เห็นความร่วมมือการเปลี่ยนแปลงของพ่อแม่ผู้ปกครองมันบวกยกกำลังสองของสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันโรงเรียนบ้านเขาจีน จะพบปัญหาที่เครียดสามเส้าเครียดทั้งเด็ก เครียดทั้งพ่อแม่ เครียดทั้งครู แต่แค่ใบงานใบเดียวที่เป็นใบงานบูรณาการ เขาสามารถเอาชนะปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับเรื่องของการเรียนรู้ พูดง่ายๆ PLC ที่คุยกันทำให้เกิดใบงานบูรณาการแล้วแก้ไขปัญหาได้” ศ.ดร.สมพงษ์ ระบุ
รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี ประธานคณะอนุกรรมการด้านส่งเสริมการบริหารวิชาการ ในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา กล่าวว่า ได้เห็นพลังของกระบวนการแก้ปัญหาและกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อโรงเรียนเริ่มคิดหาทางใหม่เพื่อแก้ปัญหา “ขั้นแรกคือหาข้อมูลก่อน” ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้ก็ได้ดำเนินการเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากหาข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียน เกี่ยวกับผู้ปกครอง เกี่ยวกับอุปกรณ์ รวมทั้งข้อมูลของครูด้วย
“เมื่อมีข้อมูลแล้วก็ต้องมาร่วมกันคิด” ร่วมกันหาทางออก “พลังของการร่วมคิดทำให้เกิด แนวทางใหม่ๆ” แล้วก็เกิดเป็นความร่วมมือร่วมใจในการลงมือทำ ซึ่งจะพบว่าจากการลงมือทำนี้ แม้จะมีทั้งส่วนที่ได้และไม่ได้ผล แต่ก็ทำให้เกิดวงจรต่อเนื่อง หาข้อมูลใหม่ คิดใหม่ สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ ดังนั้นกระบวนการตรงนี้เป็นประโยชน์มาก สำหรับโรงเรียนอื่นๆ ที่กำลังดำเนินการพัฒนาหรือกำลังเผชิญปัญหาใกล้เคียงกัน จะได้เห็นพลังของความร่วมมือร่วมใจในการคิดและการทำงานร่วมกัน พลังของความรู้และกระบวนการที่เป็นวงจรที่มีการปรับแล้วก็พัฒนาไปเรื่อยๆ เป็นปัจจัยที่จะนำสู่ความสำเร็จ
“กระบวนการที่ครูได้ทำ คือกระบวนการสร้างสมรรถนะครูครูได้พัฒนาสมรรถนะให้เกิดขึ้นในตัวเอง โดยการเผชิญกับปัญหาแล้วก็นำเอาความรู้ ทักษะ เจตคติต่างๆ เอามาใช้ในการแก้ปัญหา และโดยการร่วมมือกัน มันก็ส่งผล โรงเรียนจะเป็นคลังขององค์ความรู้ใหม่ๆ และเป็นองค์ความรู้ที่มาจากฐานของครูไทย ของโรงเรียนไทย และบนบริบทของเด็กไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่ายิ่งสำหรับการศึกษาของประเทศ” รศ.ดร.ทิศนากล่าว
สิริกร มณีรินทร์ ประธานกรรมการอำนวยการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฐานสมรรถนะ กล่าวว่า ตัวอย่างจากพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทั้ง 3 จังหวัดตอกย้ำให้เห็นว่า “ขอเพียงเปิดโอกาสให้โรงเรียนได้คิดได้ทำ การปฏิรูปการศึกษาก็จะเกิดขึ้น” บทเรียนจาก 3 พื้นที่นวัตกรรม จะเห็นว่า สมรรถนะคืออะไร ก็คือ การทำให้ผู้เรียนทำเป็น มีพฤติกรรม มีเจตคติที่เหมาะสม มีความคิดริเริ่ม มากกว่าจะกำหนดว่าเขาจะเรียนเนื้อหาอะไร แล้วต้องจำไปสอบ การเรียนรู้ก็มีความหมายมากขึ้น
ในยุคโควิด ผู้ที่ไม่เข้าใจจะบอกว่าโรงเรียนอยู่ในสถานการณ์โควิด เด็กไปโรงเรียนไม่ได้ แต่วันนี้บทเรียนพิสูจน์ว่า จิตวิญญาณครูมีอยู่จริง แล้วเขาก็สู้กับโควิดได้ โควิดทำให้ครูแปรวิกฤติเป็นโอกาสให้พัฒนาเด็กเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตัวเองได้ ที่เรียกว่า Self-Directed Learner “หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นผู้ช่วยให้เกิดการออกแบบการเรียนรู้” ตัวอย่างที่สตูลจะเห็นว่า PLC เกิดขึ้นที่บ้าน ไม่ใช่เกิดขึ้นที่โรงเรียน แต่ครูเป็นผู้ช่วยทำร่วมกันกับพ่อแม่ ให้เด็กเป็นผู้จัดการเรียนรู้ให้ตัวเองได้ และชุมชนก็เข้ามาช่วย
“จุดเด่นของหลักสูตรฐานสมรรถนะ วันนี้พิสูจน์ว่าถ้ายึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง มองว่าเขาถนัดอะไร ศักยภาพมีอะไร แล้วก็สนใจอะไร ข้อจำกัดนั้นก็จะแปรเป็นข้อเด่นได้ หลักสูตรมีความยืดหยุ่น ปลดล็อกสิ่งที่รัฐตรึงครูในอดีตในหลักสูตร 51 ก็คือปลดล็อกตัวชี้วัดมากมาย แล้วให้ครูทำ 3 เรื่องที่ต่อเนื่อง คือ สอนความรู้ ฝึกทักษะให้เด็กได้ทำจริง และพัฒนาทัศนคติ อารมณ์และอุปนิสัย เด็กเขาก็จะจัดการชีวิตของเขาได้
แล้วก็ PLC ที่โรงเรียนก็ให้เห็นว่าที่บูรณาการข้ามศาสตร์เป็นยังไง ก็คือด้วยความร่วมมือของครูในโรงเรียน แล้วประเมินก็ประเมินผลที่สมรรถนะของเด็ก วันนี้สมรรถนะของเรามี 6 ด้านแต่ก็ไม่ได้หหมายความว่าทุกโรงเรียนจะต้องใช้ทั้ง 6 ด้าน สามารถวิเคราะห์และนำไปใช้ตามบริบทโรงเรียนนั้นๆ” สิริกร กล่าว
ท่ามกลางวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ในอีกมุมหนึ่งยังทำให้เกิดการ Up skill อย่างถ้วนทั่ว ที่สำคัญคือ Digital skill ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ครู ผู้ปกครอง ชุมชน แล้วผู้อำนวยการก็นำพาโรงเรียนสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้โดยมุ่งที่เด็กอย่างแท้จริง..ดังนั้นวันนี้ “ขอเพียงส่วนกลางปลดล็อก” เปิดโอกาสให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาที่โรงเรียนและที่เด็ก ประเทศก็จะไปต่อได้!!
SCOOP@NAEWNA.COM