#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/609367

วันเสาร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.14 น.
“… การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นนักบวช หรือเป็นฆราวาส แต่ขึ้นอยู่กับจิตสำนึก ว่ารู้หรือไม่ ว่าอะไรคือสมบัติของความเป็นมนุษย์ อะไรคือสมบัติของการเป็นยักษ์ เป็นมาร เป็นเดรัจฉาน ถ้ารู้แล้วและปฏิบัติตามได้ ก็ถือว่าได้เป็นมนุษย์แล้ว อย่างพระโสดาบัน ซึ่งเป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้น เป็นผู้ที่เห็นแล้วในเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ ในเรื่องนรก เรื่องสวรรค์ เรื่องกรรม ท่านจึงไม่สงสัยในเรื่องของกรรมเลยแม้แต่นิดเดียว ท่านเห็นแล้วว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านจึงตั้งมั่นอยู่ในศีล ๕ ได้อย่างสมบูรณ์ คือเป็นมนุษย์ตลอดเวลา ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม จะไม่ละเมิดศีล ๕ โดยเด็ดขาด ด้วยอานิสงส์ของการมีดวงตาเห็นธรรม คือเห็นหลักกรรม เห็นว่าการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จึงทำให้ท่านรักษาศีล ๕ เป็นนิสัย เป็นธรรมชาติของจิต คือจะสมาทานหรือไม่สมาทานก็ตาม จะมาวัดในวันพระหรือไม่มาวัดในวันพระก็ตาม จะเป็นฆราวาสหรือเป็นบรรพชิตนักบวชก็ตาม จะดำรงอยู่ในศีล ๕ นี้ อย่างแน่วแน่มั่นคง ไม่ละเมิดเลย
ถึงแม้ชีวิตก็สามารถสละได้เพื่อรักษาธรรม คือศีลทั้ง ๕ ข้อนี้ไว้ ด้วยอานิสงส์แห่งการปฏิบัตินี้ จึงทำให้ท่านไม่ต้องไปเกิดในอบายอีกต่อไป ถึงแม้ในอดีตจะเคยทำบาปทำกรรมมา มากมายก่ายกองนับไม่ถ้วน แต่เมื่อได้บรรลุธรรม มีดวงตาเห็นธรรมแล้ว จะมีปัญญาที่สามารถยับยั้งจิตไม่ให้ไปสู่ที่ต่ำได้ ไม่ให้ไปสู่การไปเกิดในที่ต่ำได้ด้วยอำนาจของปัญญา ด้วยอำนาจของธรรมะที่ได้เห็นนั่นเอง
ภพชาติของท่านก็จะมีเหลือไม่เกินอีก ๗ ชาติเป็นอย่างมาก คือถ้าชาตินี้ยังไม่ได้บรรลุธรรมที่สูงขึ้นไปกว่านี้ ก็จะกลับมาเกิดไม่เกิน ๗ ชาติ และแต่ละชาตินั้นก็จะเกิดในสุคติ คือไม่กลับไปเกิดในอบายเป็นเด็ดขาด นี่แหละคืออานิสงส์ของผู้ที่เข้าหาพระศาสนา เข้าหาวัดหาวา ศึกษาปฏิบัติธรรม ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ดังที่ท่านทั้งหลายได้มาปฏิบัติกัน ตามสมควรแก่กำลังแห่งสติ ปัญญา ศรัทธา…”
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)