#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/611840

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
nn…ตลอดสุดสัปดาห์มีเรื่องราวมากมายเป็น “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” ในเรื่อง “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ของกลุ่มคนบางคนปม งดขบวนอัญเชิญ“พระเกี้ยว” พยายามโยงสถาบันกับระบบศักดินา จนทำให้ศิษย์เก่าจุฬาฯออกมาแสดงท่าทีกันอย่างมากมาย หนึ่งในนั้นก็มี “ครูหยุย”วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.)ได้โพสต์บนหน้าเฟซบุ๊คส่วนตัวเล่าเรื่องราว“ผมเป็นเด็กสุรินทร์ถิ่นเมืองช้าง เรียนหนังสือไม่เก่ง เพราะไม่ชอบเรียน เพราะสายตาสั้น ไม่สวมแว่น มองกระดานไม่เห็น เรียนด้วยการฟัง ทั้งยังเป็นคนซุกซน ชอบกีฬาและร้องเพลง แต่ก็เรียนจนจบมัธยมศึกษาปีที่ 5 ไปเรียนต่อวิทยาลัยครู 1 ปี จากนั้นหวนกลับมาสอบเอ็นทรานซ์เลือกคณะครุศาสตร์ (เอกพลศึกษา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลือกเพียงคณะเดียว เหตุเพราะอยากเป็นครูสอนกีฬา…ตอนไปส่องไฟหาชื่อตัวเองที่รอบสนามบอลจุฬาฯ(สนามจุ๊บ)เห็นชื่อ “วัลลภ ตังคณานุรักษ์” แทบไม่เชื่อสายตัวตัวเอง เวียนเบียดเสียดเข้าไปดูซ้ำสามสี่หน จึงแน่ใจว่าสอบได้…เมื่อเป็นนิสิตจุฬาฯ ผูกเนคไทมีตราพระเกี้ยว ยืดและรู้สึกโก้เก๋มาก ตามประสาเด็กบ้านนอกเข้าเรียนจุฬาฯได้…ผมเรียนบ้าง โดดบ้าง เล่นกีฬาบ้าง แต่หนักไปทางกิจกรรม ภายใต้บรรยากาศรุ่นพี่ เพื่อนและครูบาอาจารย์ ที่ส่งเสริม ผมปฏิเสธระบบโซตัส ไม่ขึ้นสแตนด์เชียร์..แต่ผมก็ศึกษาประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของจุฬาฯ ผมประทับใจในวิสัยทัศน์กว้างไกลของ ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 และต่อเนื่องมาถึงรัชกาลที่ 6 ที่ส่งเสริมระบบการศึกษาของชาติและต่อยอดถึงอุดมศึกษาแห่งแรก นั่นคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย..จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ไม่มีชนชั้นวรรณะ เหมือนกับทุกมหาวิทยาลัยที่ไม่มีชนชั้นวรรณะ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีสิทธิและมีเสรีภาพ เหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป…เพียงแต่ สิ่งที่ทุกคนมีได้ไม่เหมือนกันคือ เส้นทางเดินของชีวิต ที่ทุกคนต้องก้าวเดินไปข้างหน้า ด้วยตัวของตัวเอง” “ครูหยุย” ยังบอกด้วยว่า“สำหรับผม ผมจำได้ดีเสมอว่า จุฬาฯสอนให้ผมตระหนักว่า “เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน” ผมไม่ได้ท่องจำ แต่ผมซึมซับรับมาและมุ่งมั่นปฏิบัติมาโดยตลอด…”แม้วันเวลาจะผันผ่านไปนานสักกี่ปี…ไม่ลืมเลือน ยังเดินหน้าทำงานรับใช้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง…จนทุกวันนี้ ตราบที่ยังมีแรงก็ยังทำอย่างเต็มที่เต็มกำลัง…nn