#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/612478

วันอาทิตย์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.15 น.
สัมภาษณ์พิเศษ : เปิดวิสัยทัศน์ ‘พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม’ผบช.ภ.3 ‘เข้าถึงประชาชน’ปัจจัยหนุนภารกิจตำรวจ
“ตำรวจภูธรภาค 3” รับผิดชอบพื้นที่ “8 จังหวัดอีสานล่าง” ประกอบด้วย นครราชสีมา ชัยภูมิ ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์และศรีสะเกษ ซึ่งด้วยความที่เป็นพื้นที่ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้านถึง 5 จังหวัด คือ อำนาจเจริญติดกับ สปป.ลาว สุรินทร์ บุรีรัมย์และศรีสะเกษ ติดกับกัมพูชา ส่วนอุบลราชธานี มีพรมแดนติดกับทั้ง 2 ประเทศ จึงเป็นอีกจุดสำคัญที่มีการเคลื่อนย้ายทั้งผู้คนและสินค้าต่างๆ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ กองบรรณาธิการ “นสพ.แนวหน้า”มีโอกาสได้พูดคุยกับ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่เพิ่งมารับตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 หมาดๆ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 ถึงนโยบายป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม สร้างความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่
นโยบายที่ท่านมอบหมายเมื่อมารับตำแหน่งในครั้งนี้? : ตำรวจภูธรภาค 3 มีวิสัยทัศน์ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และสะท้อนปัญหาของประชาชน ประกอบด้วย 1.รักษาความปลอดภัยทั้งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึงความเป็นอยู่สารทุกข์สุกดิบของประชาชนให้รู้สึกปลอดภัย 2.บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ที่ผ่านมาตำรวจถูกร้องเรียนเช่น สอบสวนไม่มีองค์ความรู้ ไม่เป็นธรรม เข้าข้างคนนั้นคนนี้ ซึ่งตรงนี้เราก็มาขัดมาเกลากัน
พนักงานสอบสวนทั้งหมดให้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งการสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐาน อำนวยความยุติธรรม ต้องทำให้กับประชาชนทุกเรื่องที่เขาเดือดร้อน และอำนวยความยุติธรรมเป็นไปตามกฎหมาย 3.นำสมัยด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นนโยบายของตำรวจอยู่แล้ว ผบ.ตร. ท่านเน้นว่ายุคปัจจุบันต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ดูแลรักษาความปลอดภัยที่เกี่ยวกับชีวิตประชาชน เราก็จะคิดเรื่องการรวมกล้องวงจรปิด แสวงหาความร่วมมือกับภาคประชาชน ซึ่งประชาชนเขาก็ติดกล้องกันอยู่ เราก็จะขอความร่วมมือให้เขาดึงสัญญาณมาอยู่กับเรา ฉะนั้นเราก็จะสามารถวางแผนป้องกันอาชญากรรม เหตุเกิดก็สามารถไล่ติดตามคนร้ายได้
งบประมาณตรงนี้ไม่เท่าไร กล้องเราไม่ต้องซื้อ เขามีหมดอยู่แล้ว เพียงแต่รวมมาอยู่กับเรา ซึ่งเราก็จัดระบบกล้อง จากการศึกษาเบื้องต้นที่สอบถามมาก็ใช้งบประมาณไม่เยอะ กล้องนี่คือกล้องประชาชน กล้องร้านค้า กล้องหน่วยราชการต่างๆ แต่เราอยากให้เชื่อมต่อมาอยู่กับศูนย์ของเรา ตั้งศูนย์ขึ้นมาแล้วก็มีเซิร์ฟเวอร์รวมกล้อง สามารถนั่งดูมอนิเตอร์ดูที่ห้องเราได้ ค่าใช้จ่ายไม่น่าเท่าไร เดี๋ยวนี้เขาใช้ระบบไว-ไฟหมด ไม่ต้องเดินสาย ถ้าสมัยก่อนเดินสาย เดี๋ยวนี้สัญญาณลอยมาซึ่งประหยัดกว่าถูกกว่า
และ 4.เข้าถึงประชาชน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ พจนานุกรมเขียนไว้ชัดเจนว่าการเข้าถึงหมายถึงการรู้ซึ้งถึงจิตใจของเขา ก็คือประชาชน ว่ามีความต้องการอะไร ตำรวจต้องลงพื้นที่ไปพบปะประชาชน ไปถามสารทุกข์สุกดิบว่าเขาต้องการอะไร ชุมชนตรงนี้มีแหล่งมั่วสุมยาเสพติด ชุมชนตรงนี้มีที่เปลี่ยวอยากให้ตำรวจมาดูแล ตรงไหนมีอาชญากรรมเยอะ ตรงนี้ตำรวจต้องรู้ ซึ่งที่ผ่านมาการลงพื้นที่ของตำรวจน้อยไป ฉะนั้นตำรวจที่ว่างเวรแล้วต้องลงไปพบปะประชาชน ไปพบปะเยี่ยมเยือน ไปแก้ปัญหา
โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด ปีนี้เราจะเน้นผู้ป่วยหรือผู้ติดยาเอามาบำบัด มาช่วยเหลือให้เขากลับสู่สังคม ที่สามารถไปประกอบอาชีพได้ ไม่ต้องไปเสพยาแล้วต้องใช้เงินแล้วก็ไปก่ออาชญากรรม ไปสร้างปัญหาทำความผิด แล้วสุดท้ายก็สร้างปัญหากับสังคมและครอบครัว เราก็พยายามจะลงไปหาผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้คัดกรองคนที่มีปัญหาเสพยาเสพติดออกมา แล้วเราก็เข้าสู่กระบวนการ ซึ่งเราก็แสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานราชการทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เอามาสู่การบำบัด
ดูเหมือนท่านจะให้ความสำคัญอย่างมากกับบทบาทของตำรวจในการเข้าถึงประชาชน : ประชาชนต้องไม่หวาดกลัวภัย หรือลดความหวาดกลัวภัยลง ฉะนั้นตำรวจต้องเข้าถึงประชาชนให้รู้สึกอบอุ่น เดินตรงนี้ปลอดภัย ตำรวจต้องเข้าไปถึงประชาชน ให้รู้ซาบซึ้งจากจิตใจว่าประชาชนต้องการอะไร ซึ่งแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ความต้องการไม่เหมือนกัน แต่ปัจจุบันตำรวจลงไปหาประชาชนน้อยไปหน่อยเท่าที่หาข้อมูลมา ก็ขอให้ตำรวจภูธรภาค 3 ลงไปดู
ลงไปหาประชาชน ไปหาผู้ใหญ่บ้าน ไปหากำนัน ครอบครัวไหนที่เขาอยู่ไกล ไปดูสารทุกข์สุกดิบเขาเป็นอย่างไร เขาเดือดร้อนอะไรบ้าง มีใครรังแกเขาไหม มีใครปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยเกินราคาไหม มีใครมาหลอกขายของทางออนไลน์ไหม อย่างนี้ไปให้คำแนะนำเขา ผมแนะนำให้ตำรวจลงไปถึงประชาชน ดังนั้นฝากตำรวจภูธรภาค 3 ให้ความร่วมมือ แล้วเราเชื่อว่าประชาชนจะมาอยู่กับเรา เมื่อประชาชนอยู่กับเรางานของตำรวจก็ประสบความสำเร็จและสังคมก็จะสงบสุข เศรษฐกิจก็จะเดิน
“ปัจจุบันนี้ตำรวจออกเวรแล้วออกเลย..จบ! ไม่ได้ออกไปเยี่ยมประชาชน จะไปทำงานก็คือตอนเข้าเวร นอกจากนั้นก็จะกลับไปอยู่บ้าน ซึ่งต่างกับสมัยก่อน สมัยก่อนออกเวร พักผ่อน ตื่นนอน นอนเต็มอิ่ม ก็เดินเยี่ยมประชาชน ใครมีปัญหาสารทุกข์สุกดิบเข้าช่วยเหลือ สมัยก่อนเขาเจอตำรวจคนไหน บอกมีเรื่องตรงนี้ให้มาช่วยหน่อย ปัจจุบันนี้ไม่มี บอกว่าไม่ได้เข้าเวร ไปหาคนโน้น
แต่สมัยก่อนไม่ใช่ ใครก็ได้ที่รู้ว่าเป็นตำรวจ ชาวบ้านบอกคนนั้นก็ไปช่วยแก้ปัญหา ถ้าแก้ไม่ได้ก็เรียนผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปทุกระดับเพื่อเข้ามาแก้ปัญหา ปัจจุบันไม่ใช่ ปัจจุบันส่วนใหญ่บอกไม่ได้เข้าเวร ต้องไปแจ้งคนเข้าเวร ซึ่งอารมณ์มันต่างกัน ตรงนี้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างประชาชน ว่าพอคุณเป็นตำรวจคุณเป็น 24 ชั่วโมง คุณเข้าเวร-ไม่เข้าเวร แล้วมันจะทันไหม มัวไปตามคนเข้าเวรมาพอดีเหตุก็เกิดแล้ว”
– พูดถึงการเข้าถึงประชาชนที่ผ่านมามีประเด็นหนึ่งคือประชาชนจะรู้สึกกังวลใจทุกครั้งที่มีผู้ต้องขังพ้นโทษออกจากเรือนจำกลับเข้าสู่ชุมชน กลัวว่าจะกลับมาก่ออาชญากรรมสร้างความเดือดร้อนกับคนในชุมชนอีกตรงนี้ทางตำรวจมีแนวทางอย่างไรในการลดความเสี่ยง? : หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ต้องโทษ เขาก็จะมีการสอนประกอบอาชีพมา เราไปก็ไปให้กำลังใจ ไปดูเขา แล้วเราก็ใช้คำพูดเป็นขวัญกำลังใจ แล้วก็เกลี้ยกล่อมว่าอย่าไปทำผิดอีกเลย มันไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ไปดูเขาตลอดแล้วก็ชักชวน
บางรายก็มีบอกว่ามีอาชีพก็บอกหน่อยนะหางานให้ เราก็มี เขาก็มีบอกเรา ตำรวจก็ช่วยแก้ปัญหาให้ เพราะตรงนี้จะได้ไม่ไปเป็นภาระแก่สังคม แล้วก็วนกลับมาหาตำรวจ พอเป็นภาระสังคมสุดท้ายก็เป็นหน้าที่ตำรวจที่ต้องจัดการ เราก็แนะนำอาชีพ ถ้ารู้จักโรงงานไหนเขาเปิด แนะนำได้ก็จะให้แนะนำเข้าไปทำงาน ซึ่งตรงนี้เราช่วยเขาอยู่แล้ว ก็ไปคุยกับญาติ พี่น้อง ให้ความคิดเห็น แนะนำให้ข้อมูลญาติ พี่น้องเขาด้วย
อะไรคือจุดแข็งของตำรวจภูธรภาค 3 ที่ท่านเห็น? : ส่วนใหญ่เป็นตำรวจบ้านเกิด ตำรวจท้องถิ่น ผมไปตรวจ สภ. (สถานีตำรวจภูธร) ที่ไหนส่วนใหญ่ก็มีบ้าน เป็นคนท้องถิ่นตรงนั้นอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าการให้ความร่วมมือเป็นไปได้สูง ทำได้แน่นอน เพียงแต่เราต้องสร้างแนวคิดให้เขาเห็นว่าเราจะต้องทำอะไรให้กับประชาชนบ้าง ประชาชนเขาถึงจะดีกับเรา เขาถึงจะชอบเรา แล้วเราก็จะเป็นเนื้อเดียวกัน ตำรวจถ้าไม่เป็นเนื้อเดียวกับประชาชนก็อยู่ไม่ได้
ในพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 สถานการณ์อาชญากรรมเป็นอย่างไรบ้าง? : สถิติไม่ค่อยเยอะ น้อยอยู่อันดับล่างๆ ของประเทศเลย ยาเสพติดพื้นที่การระบาดมีทั่วๆ ไปแต่ไม่ถึงขั้นเป็นสีแดง มีสีแดงไม่กี่พื้นที่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเส้นทางลำเลียงผ่านยาเสพติดจากอีสานตอนบนลงมาอีสานตอนล่างเพื่อเข้าสู่กรุงเทพฯ หรืออาจจะลงไปทางภาคใต้ ซึ่งแหล่งผลิตไม่ได้อยู่ทางอีสานตอนล่าง แต่เป็นเส้นทางลำเลียง
เรื่องแรงงานต่างชาติมีแต่น้อย เพราะช่องผ่านเรามันน้อย ปัญหาแรงงานไม่ค่อยมี ตอนนี้ก็กำลังเข้าไปดูเรื่องค้ามนุษย์ซึ่งเป็นนโยบายหลัก ซึ่งเราก็เทียร์ (Tier) 1 2 3 อยู่ ทางรัฐบาลก็เร่งรัดมา ผมไปถึงผมก็สั่งการรองผู้บัญชาการที่ผมมอบหมายหน้าที่ให้ลงไปดูเรื่องของการค้ามนุษย์ เรื่องค้าของเถื่อนหรือค้าแรงงาน เราก็ประสานกับฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ซึ่งช่องทางส่วนใหญ่มีไม่กี่ช่องทาง นอกนั้นเป็นช่องทางธรรมชาติมาทางเรือเราก็สามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่งที่จะผ่านทางธรรมชาติ ซึ่งเราก็จะมีการจับอยู่เนืองๆ
ในเวลานี้ที่รัฐบาลเริ่มวางโรดแมปเปิดประเทศและฟื้นฟูการท่องเที่ยวหลังหยุดชะงักมานานจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งหลายจังหวัดในความรับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 ก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนเป็นจำนวนมาก ตรงนี้ท่านได้เตรียมความพร้อมอย่างไร? : มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ ทั้งตำรวจ ทหาร กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ผ่านมาเราประสานกับทุกหน่วย ไม่ค่อยมีปัญหาอยู่แล้ว ถ้าเปิดมาเราสามารถรองรับได้ในเรื่องของความปลอดภัย คิดว่าระบบเทคโนโลยี อีก 1-2 เดือนข้างหน้า น่าจะเดินหน้าไปพอสมควร มั่นใจในเรื่องการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม นักท่องเที่ยวมีความปลอดภัยแน่นอน
ในสถานการณ์โควิด-19 ปัญหาหนึ่งที่ปรากฏเป็นข่าวบ่อยๆ คือการพนันทั้งออฟไลน์ คือการเปิดบ่อน และออนไลน์ คือเว็บไซต์รับแทงพนัน สถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 เป็นอย่างไรบ้าง? : บ่อนการพนันเราไม่ให้มีโดยเด็ดขาด เป็นนโยบายที่ลงมาแล้วเราก็กวาดล้างแต่ต้นแล้ว ไม่ให้มี ภาค 3 ไม่มีบ่อนการพนัน ซึ่งมีการร้องเรียนมา เราก็สั่งไปตรวจสอบ พอเข้าไปก็กลายเป็นโกดัง กำลังประสานกับคนร้องเรียนว่าใช่ตรงนี้หรือเปล่า เพราะที่ร้องมาภาพมันเหมือนกับเป็นบ่อน แต่เราไม่รู้ว่าเป็นหรือไม่เป็น
ส่วนพนันออนไลน์ ก็มีการสืบสวนจนได้เว็บไซต์ ก็มีการแจ้งความดำเนินคดี กำลังสืบสวนขยายผลอยู่ ก็ตามอยู่เพราะในพื้นที่ก็มีเหมือนกัน ก็รวบรวม อันไหนที่ภาค 3 ทำได้ก็ทำไปในเบื้องต้น เช่น เว็บนี้บ่อนนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเราแจ้งความแล้วสามารถสืบสาวได้ว่ากระทำผิด อันไหนดำเนินคดีได้เราก็ดำเนินคดี แต่ถ้ามันยุ่งยาก เป็นเครือข่ายสลับซับซ้อนเราก็จะส่งให้อีกหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการ
แรงกดดันอย่างหนึ่งในการทำงานของตำรวจคือการอยู่ในพื้นที่ที่ถูกระบุว่ามีผู้มีอิทธิพล ท่านมองเรื่องนี้อย่างไร? : เรื่องผู้มีอิทธิพลผมไม่ค่อยเป็นห่วง เพราะคนไทยทุกคนรวมถึงตัวผมต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายทุกฉบับ ถ้าทำตัวเหนือกฎหมายหรือทำผิดกฎหมายผมก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพราะผมเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย ฉะนั้นผู้มีอิทธิพลผมไม่หวั่น ถ้าทำผิดกฎหมายผมก็ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
อยากฝากอะไรถึงประชาชนบ้าง? : ขอให้พี่น้องประชาชนทางอีสานตอนล่าง พื้นที่ของตำรวจภูธรภาค 3 ให้ไว้วางใจตำรวจเรา มีปัญหาทุกข์ร้อนอะไรที่จะให้ตำรวจภูธรภาค 3เข้าไปช่วยแก้ไข แนะนำหรือทำอะไรในหน้าที่ของตำรวจ ขอให้บอกเรามา เราจะส่งตำรวจไปดูแลท่าน อันไหนเคสสำคัญระดับโรงพักแก้ปัญหาไม่ได้ เดี๋ยวผมจะลงไปดูเอง ผู้การลงไป รองผู้การลงไป หรือผู้บัญชาการจะลงไปด้วย ขอให้ท่านบอกมา ขอให้ไว้ใจกันข้าราชการตำรวจเงินเดือนได้จากภาษีประชาชน ฉะนั้นตรงนี้เรายืนยัน ตำรวจภูธรภาค 3 ทำงานให้กับประชาชนเต็มที่