การแก้ปัญหาโลกร้อนจะทำให้น้ำมันแพงข้ามทศวรรษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667123

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 20:21 น.การแก้ปัญหาโลกร้อนจะทำให้น้ำมันแพงข้ามทศวรรษความต้องการที่เพิ่มขึ้นมากก่อนจะถึงวันที่ประเทศต่างๆ เลิกใช้น้ำมันตามเป้าหมาย Net zero บวกกับการพัฒนาพลังงานทางเลือกที่ยังไม่ก้าวหน้าพอ (และยังแพง)

เวลานี้เป็นช่วง “น้ำมันขึ้น” ให้รีบตัก คนที่รีบตักไม่ใช่คนเติม แต่เป็นที่ขายให้เราเติม นั่นคือบรรดาประเทศ ผู้ผลิตน้ำมันทั้งหลาย

หลังจากที่ราคาซบเซามานานหลายปี แถมยังมาเจอการระบาดใหญ่ที่ทำให้เศรษฐกิจชะงัก ดีมานด์หายวับ พอนานาประเทศเริ่มเปิดประตูและไขลานเศรษฐกิจ ดีมานด์ก็กลับมา

ดีมานด์มันประเดประดังเข้ามาตอนที่ซัพพลายมีจำกัดอันเนื่องจากกำลังการผลิตไม่ได้เพิ่ม (เพราะไม่รู้จะเพิ่มไปทำไม) ทำให้ราคามันพุ่งขึ้นมา 

นี่คือกลไกปกติของราคาน้ำมัน และทุกประเทศต้องเตรียมใจไว้ด้วย ผู้ผลิตรอจังหวะนี้มานานหลายปีแล้ว 

ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายเล็กๆ พอเจอแรงกดดันก็บอกว่าเห็นด้วยกับการเพิ่มกำลังการผลิต เช่น คูเวต

แต่รายเบิ้มๆ เช่น ซาอุดีอาระเบียและรัสเซียยังเงียบกริบ นั่นเพราะเป็นพวกที่ได้ประโยชน์โพดผลจากน้ำมันแพงมากว่าใคร อย่างบริษัทน้ำมันซาอุฯ Aramco นั้นกำไรพุ่งถึง 158%

รัสเซียไม่ใช่แค่รอโกยเงินจากการคืนชีพของตลาดพลังงานแต่ยังใช้มันต่อรองทางการเมืองด้วย ที่ชัดที่สุดรัสเซียใช้ก๊าซธรรมชาติ (ที่มีมากที่สุดในโลก) ต่อรองกับประเทศต่างๆ ที่ต้องการก๊าซอย่างหนักในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะยุโรปตะวันตกที่ทำตัวเป็นศัตรูกับรัสเซีย รัสเซียก็เลยใช้ก๊าซเป็นตัวประกันเสียเลย

ล่าสุดตอนนี้ยุโรปตะวันตกต่อรองกับรัสเซียได้แล้ว ราคาก๊าซจึงปรับลดลงมา แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายแน่นอนที่รัสเซียใช้ก๊าซเป็นอาวุธ

น้ำมันก็เช่นกัน มันกลายเป็นประเด็นการเมืองเมื่อไบเดนบอกแบบกำกวมและลังเลต่อท่าทีของซาอุฯ และรัสเซียที่ไม่ยอมเพิ่มกำลังการผลิต ต่อคำถามว่าจะทำอย่างไรหากสองประเทศนี้ไม่เพิ่มการผลิต ไบเดนบอกว่า “ผมกำลังพิจารณาจะลงมือ ซึ่งผมลังเลที่จะบอกก่อนที่ผมจะต้องทำ”

เดาว่าไบเดนคงจะเกรงใจมหามิตรคือซาอุฯ ขณะเดียวกันก็สั่งรัสเซียไม่ได้

ไบเดนมีเหตุผลที่ต้องการน้ำมันที่ถูกลง เพราะเศรษฐกิจพร้อมที่จะเติบโตอีกครั้ง หากสหรัฐเจอน้ำมันแพงเข้า มันจะสั่นคลอนเศรษฐกิจในทันที ประเทศที่เจอเข้าจังๆ ในตอนนี้คือจีน รัฐบาลต้องปล่อยน้ำมันดีเซลในคลังออกมาเพื่อประคองภาวะขาดแคลนแล้ว ซึ่งช่วยให้ราคาปรับลดลง แน่ล่ะ มันเป็นสถานการณ์ชั่วคราว 

สิ่งที่เราต้องกังวลไม่ใช่แค่น้ำมันแพงเท่านั้น แต่รวมถึงสถานการณ์ในอนาคตที่น้ำมันแพงจะปะทะเข้ากับพลังงานทางเลือกราคาแพง

ช่วงที่น้ำมันโลกแพงขึ้นมา ประชาคมโลกจัดการประชุม COP26 พอดี หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการต่อรองของประเทศต่างๆ ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เป้าหมายที่ประเทศปล่อยก๊าซตัวเอ้ๆ ตั้งไว้คือต้องลดการปล่อยก๊าซลง “อย่างมาก” ภายในปี 2030 และหากเป็นไปได้จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2060

การลด “อย่างมาก” ของแต่ละประเทศก็ไม่เท่ากัน แต่เราเริ่มจะเห็นว่าบางประเทศประกาศจะลดให้ได้ 50% ภายในปี 2030

เรื่องนี้มีความอย่างไรกับราคาน้ำมัน?

ในช่วงเวลานับจากนี้ถึงปี 2030 หรือ 2060 มันเป็นโอกาสช่วงสุดท้ายของการใช้พลังงานฟอสซิล ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน หลังจากนี้แล้วทั่วโลกจะลดการใช้มันหรืออาจจะเลิกใช้ไปเลย

หมายความว่าอิทธิพลของประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะไร้ความหมายไปในทันที

พวกเขามองเห็นอนาคตนี้แล้ว ทำให้ซาอุดีอาระเบียประกาศ “ดิสรัปต์” ตัวเองด้วยการทุ่มทุนพัฒนาพลังงานทางเลือก

ด้วยภาวะโลกร้อนที่คับขันมากขึ้น อาจทำให้ต้องเร่งเป้าขึ้นมาเร็วกว่าปี 2030 หรือ 2060 ด้วยซ้ำ ดังนั้น นี่เป็นโค้งสุดท้ายของทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้น้ำมันในกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ๆ

ประเทศอุตสาหกรรมจะเร่งพัฒนาเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเป็นบ้าเป็นหลังในช่วงเวลาทองนี้ และความต้องการพลังงานจะเพิ่มขึ้น หมายถึงราคาจะเพิ่มขึ้นไปด้วย

เราจะเห็นตัวอย่างจากจีนที่กระหายพลังงานจนไม่พอใช้ ขณะเดียวกันจีนก็ติดกับดักตัวเองที่สัญญากับชาวโลกว่าจะลดการใช้พลังงานฟอสซิล ผลก็คือจีนต้องกลืนน้ำลายตัวเอง เพราะการลดการใช้พลังงานทำให้เศรษฐกิจสะดุด และการรีรอที่จะใช้พลังงานฟอสซิลทำให้ลังเลที่จะนำเข้า ผลก็คือไม่พอใช้

สถานการณ์แบบจีนอาจจะไม่เกิดกับประเทศอื่นเป๊ะๆ แต่จะมีอะไรคล้ายๆ กัน สิ่งที่ตามมาคือความต้องการน้ำมันสูงขึ้นมา จนเกิด Peak oil หรือ จุดผลิตน้ำมันสูงสุด ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าก่อนที่กำลังการผลิตจะปรับลดลงมา

แต่เดิมนั้นภาวะ Peak oil มักจะโยงกับภาวะ Oil depletion หรือน้ำมันหมดเกลี้ยงโลก แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่เพราะน้ำมันหมด แต่เพราะโลกถูกบังคับให้เลิกใช้น้ำมัน

เรื่องนี้มีการพูดถึงกันบ้างแล้วว่าเพราะนโยบายแก้ปัญหาโลกร้อนบีบคั้น จะทำให้ความต้องการน้ำมันถูกเร่งขึ้นมา จากนั้นเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่พลังงานทางเลือกเข้ามาแทนที่ได้ ราคาน้ำมันจะถดถอยลง และกำลังการผลิตจะลดลง เนื่องจากมันเริ่มหมดความสำคัญ

เวลานั้นจะอยู่ในช่วงระหว่างปี 2035 แต่อาจจะไม่ถึง 2045 เพราะจากการประเมินสถานการณ์จำลองของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ในภาพทัศน์ NetZero2050 Scenario ระบุว่า ภายในปี 2045 เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกจะแพร่หลาย และจะมี “การระงับการขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในใหม่ภายในปี 2035 และยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินและน้ำมันที่ยังคงไม่ปรับแนวทางการผลิตลงทั้งหมดภายในปี 2040”

“รถยนต์ส่วนใหญ่บนท้องถนนจะใช้ไฟฟ้าหรือเซลล์เชื้อเพลิง เครื่องบินจะพึ่งพาเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูงและเชื้อเพลิงสังเคราะห์เป็นส่วนใหญ่ และโรงงานอุตสาหกรรมหลายร้อยแห่งจะใช้การดักจับคาร์บอนหรือไฮโดรเจนทั่วโลก”

แต่ก่อนจะถึงวันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างแรกเราจะพบกับภาวะน้ำมันถึงจุดพีค และเราจะต้องลงทุนมหาศาลกับพลังงานหมุนจนเวียน IEA ประเมินว่าการลงทุนพลังงานทางเลือกจะต้องเพิ่มอีก 3 เท่ามาอยู่ที่ 4 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030

พวกเขาเชื่อว่าการปฏิวัติพลังงานจะสร้างงานใหม่นับล้าน ช่วยยกระดับเศรษฐกิจโลก และทำให้คนทั่วโลกทุกชนชั้นเข้าถึงพลังงานสะอาด

นั่นเป็นความเชื่อ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงๆ นั้นอีกเรื่อง แม้แต่ฟาติฮ์ บิรอล (Fatih Birol) กรรมการบริหาร IEA ก็ยอมรับว่าเรายังลงทุนพลังงานทางเลือกไม่พอ และมันจะเกิดความโกลาหลในอนาคต

หากดูแนวโน้มผลการประชุม COP26 และท่าทีไม่ค่อยจะจริงจังกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศใหญ่ (เพราะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน) ไปถึงเป้าของ IEA คงจะยาก

แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีเป้า สถานการณ์บีบบังคับของภาวะโลกร้อนจะทำให้โลกต้องปฏิวัติพลังงานอยู่ดี เพียงแต่ก่อนจะถึงการปฏิวัติ น้ำมันจะไต่ถึงจุดพีคไปเรื่อยๆ แน่นอน มันจะแพงขึ้นเรื่อยๆ

IEA ประเมินว่าความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกอาจสูงสุดภายในปี 2025 หากคำมั่นสัญญาด้านสภาพอากาศของโลกได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่ (ซึ่งคาดว่าคงจะเป็นไปได้ยาก)

แต่ถึงจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามที่สัญญาไว้ แต่ความต้องการน้ำมันจะยังคงอยู่ที่สามในสี่ของระดับปัจจุบันภายในปี 2050 นั่นหมายความว่าจะไม่ถึงเป้าที่จะปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ภายในปี 2050

การใช้น้ำมันจะลดลงประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวันในประเทศที่สัญญาจะปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ระหว่างปี 2020-2030 แต่มันจะเพิ่มขึ้น 8 ล้านบาร์เรลต่อวันในประเทศอื่นๆ ที่ยังไม่สัญญาจะทำเช่นนั้นหรือตั้งเป้าไว้นานกว่านั้น

ในขณะที่ IEA ประเมินว่ากำลังการผลิตน้ำมันจะลดลงเพราะนโยบาย Net zero แต่ยังบอกด้วยว่านักลงทุนไม่ควรให้ทุนสนับสนุนโครงการน้ำมันใหม่ๆ หลังจากปี 2021 เพื่อลดการปล่อยมลพิษ

แต่การทำเช่นนั้นจะทำให้น้ำมันไม่พอกับความต้องการ ข้อมูลของ IEA ก็ชี้ว่าความต้องการชะลอลงแค่บางส่วน ทำให้ OPEC บอกว่าถ้าทำตาม IEA แนะราคาน้ำมันโลกจะผันผวน และตอกกลับว่า IEA กำลังพูดขัดแย้งกันเอง

ตรงข้ามกับ IEA ทาง OPEC คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ (การพยากรณ์นี้ออกมาในเดือนพฤษภาคม 2021 ซึ่งปรากฎว่าเป็นจริงในเดือนตุลาคม 2021) นอกจากจะฟื้นในปีนี้แล้วมันยังจะลากยาวไปจนถึงทศวรรษที่ 2030

แม้จะมีความเห็นต่างกัน แต่ถ้าเรานำเอาสถานการณ์จำลองและการพยากรณ์ของทั้งสององค์การมารวมกัน เราจะเห็นแนวโน้มที่ความต้องการน้ำมันจะเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับกำลังการผลิตที่ขมวดตัวลง (เพราะถึงจะไม่ลงทุนโครงการใหม่ๆ แต่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะต้องดิสรัปต์ตัวเองไปสู่พลังงานทางเลือกอยู่ดี)

ไม่ต้องถามว่าเป็นไปได้แค่ไหน ลองดูเสียงบ่นจากประเทศเล็กๆ ที่เข้าร่วมประชุม COP26 ซึ่งบอกว่าทียังลงมือแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ถึงไหน เพราะยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานล็อบบี้อย่างหนัก พูดตรงๆ ก็ใช้เงินฟาดหัวนักการเมืองให้หาทางต่อรองให้ใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินให้นานที่สุด

ผลก็คือเราจะใช้น้ำมันแพงกันไปแบบยาวๆ อย่างน้อยก็ในช่วงนี้จนถึงทศวรรษหน้า

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

Leave a comment