ทิศทางพัฒนา สายตา พลเดช “ฟื้นฟูทุนทางสังคม จากสถานการณ์วิกฤตโควิด” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491594

08 พ.ย. 2564 |08:00 น.

การฟื้นฟูทางสังคมในวิกฤตโควิด ควรทำอย่างไร “พลเดช ปิ่นประทีป ซึ่งทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมท้องถิ่น เสนอแนะต่อรัฐบาลให้นำบทเรียนรู้จากโครงการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม มาปรับใช้ ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อน พลเดช ปิ่นประทีป

บทเรียนของกองทุนSIF หลังวิกฤตเศรษฐกิจ 

เพื่อเป็นการฟื้นฟูทุนทางสังคม แก้ไขปัญหาผลกระทบของประชาชนและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในระยะยาว  รัฐบาลในยุคนั้น (ชวน หลีกภัย 2) ได้ตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (Social Investment Fund)ขึ้น  โดยใช้เงินกู้จาก IMF ภายใต้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดของธนาคารโลก ทั้งนี้มอบให้ธนาคารออมสินซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ใช่ราชการ แต่เป็นกึ่งรัฐกึ่งธุรกิจ(รัฐวิสาหกิจ) ให้เป็นหน่วยดูแลรับผิดชอบ

สำนักงานกองทุนฯซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติงานเฉพาะกิจ ได้สนับสนุนเงินให้เปล่าแก่โครงการที่ตอบสนองความต้องการชุมชนและเพื่อชุมชน โดยองค์กรท้องถิ่นและชุมชนเป็นผู้ริเริ่มเสนอโครงการโดยตรง  มีกระบวนการพัฒนาศักยภาพผู้นำและคุณภาพโครงการไปด้วยกันแบบครบวงจร  

ทิศทางพัฒนา สายตา พลเดช “ฟื้นฟูทุนทางสังคม จากสถานการณ์วิกฤตโควิด”ทิศทางพัฒนา สายตา พลเดช “ฟื้นฟูทุนทางสังคม จากสถานการณ์วิกฤตโควิด”

ผลการดำเนินงานในระหว่างพฤศจิกายน 2541 – มกราคม 2546  รวม 49 เดือน กองทุน SIF ได้ให้การสนับสนุนโครงการแก่องค์กรชุมชนต่างๆ รวม 7,874 โครงการ ในวงเงิน 4,401 ล้านบาท มีจำนวนผู้รับประโยชน์จากโครงการรวมทั้งสิ้น 13.0 ล้านคน

สำหรับผลกระทบระยะยาวในเวลาต่อมา จากการดำเนินโครงการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคมในครั้งนั้นพบว่าโครงการของชุมชนเหล่านี้ได้ก่อเกิดเป็นขบวนการชุมชนเข้มแข็งอยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ กล่าวคือเป็นจุดเริ่มและต้นกำเนิดขององค์กรชุมชนและองค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ มากกว่า 24 ประเภท มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 300,000 องค์กร

ดังนั้น ในบทความนี้ จึงมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลให้นำบทเรียนรู้จากโครงการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF – Social Investment Fund) ที่เคยดำเนินการอย่างได้ผลดีในยุควิฤติ “ต้มยำกุ้ง” มาปรับใช้ในการฟื้นฟูสังคมในยุคโควิด

การฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจฐานรากจากวิกฤติ COVID-19

รัฐบาลควรออกนโยบายจัดตั้ง “โครงการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจฐานรากจากวิกฤติ COVID-19”  โดยมุ่งขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมจากพลังทางสังคมและชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดระบบดูแลผู้รับผลกระทบทางสังคมจากวิกฤติครั้งนี้

ทิศทางพัฒนา สายตา พลเดช “ฟื้นฟูทุนทางสังคม จากสถานการณ์วิกฤตโควิด”ทิศทางพัฒนา สายตา พลเดช “ฟื้นฟูทุนทางสังคม จากสถานการณ์วิกฤตโควิด”

ลักษณะของโครงการหรือสถานภาพ ควรเป็นโครงการพิเศษเฉพาะกิจของรัฐบาล  มีระยะเวลาดำเนินการ  ๓ ปี (หรือไม่เกิน ๔๐ เดือน)  กรอบงบประมาณไม่เกิน  ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท (ร้อยละ ๑๐ ของแผนงานฟื้นฟูฯ ตาม พรก.กู้เงินโควิดรอบสอง)  โดยเมื่อเสร็จภารกิจหรือหมดเวลาตามกำหนดแล้ว ให้ยุบตัวลงเพื่อไม่เป็นภาระทางงบประมาณในระยะยาว 

ควรมอบหมายให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงการคลังเป็นหน่วยกำกับดูแลโครงการนี้  โดยมีสำนักงานบูรณาการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและแก้ความยากจน (หน่วยงานระดับกอง ภายในสำนักงานสภาพัฒนาฯ ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมาแล้วโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.๒๕๖๓ ) เป็นกลไกดำเนินการ 

ภาคีความร่วมมือ

ควรจัดให้มีองค์กรภาคี“ร่วมปฏิบัติการ”ที่หลากหลายเข้ามาทำงานด้วยกันแบบสานพลัง ทั้งภาครัฐ องค์การมหาชน  ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม อาทิ  


–    สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)  สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน)

 
–    กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย  กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม  


–    มูลนิธิพัฒนาไท  มูลนิธิพัฒนาประชาสังคม  สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์  มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา บริษัทประชารัฐรักสามัคคี(วิสาหกิจเพื่อสังคม)  


–    เครือข่ายสภาประชาสังคมไทย เครือข่ายประชาสังคมจังหวัด เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน เครือข่ายชุมชนคุณธรรม เครือข่ายสภาวัฒนธรรม เครือข่ายธนาคารคลังสมอง 

หลักการทำงาน

การทำงานของโครงการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจฐานรากฯ มีหลักการ ๗ ประการ ได้แก่  


๑. หลักบูรณาการการลงทุนทางสังคมและการเสริมสร้างระบบตาข่ายนิรภัยสังคม


๒. หลักการสร้างผู้ประกอบการและวิสาหกิจระดับชุมชนท้องถิ่น  พัฒนาคน และองค์กรชุมชนตามศักยภาพ


๓. หลักการแบ่งปันทรัพยากร เอื้อเฟื้อเกื้อกูล เสริมสร้างเครือข่ายสวัสดิการชุมชนครอบคลุมทุกพื้นที่


๔. หลักการพึ่งตนเอง สร้างความเข้มแข็งมั่นคงของชุมชน โดยองค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนา


๕. หลักการความร่วมมือหลายฝ่าย (พหุภาคี) แลกเปลี่ยนเรียนรู้และปรับตัวเท่าทันสถานการณ์


๖. หลักการบูรณาการฐานทุนชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีที่เหมาะสม


๗. หลักการความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ และนโยบายของรัฐบาล

ทิศทางพัฒนา สายตา พลเดช “ฟื้นฟูทุนทางสังคม จากสถานการณ์วิกฤตโควิด”ทิศทางพัฒนา สายตา พลเดช “ฟื้นฟูทุนทางสังคม จากสถานการณ์วิกฤตโควิด”
 

ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ

คาดว่าจะมีโครงการขององค์กรชุมชน ท้องถิ่นและภาคประชาสังคมที่ได้รับการสนับสนุนประมาณ 30,000 โครงการ  มีประชาชนและชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากวิฤติโควิด-19 ได้รับประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน 

นอกจากนั้น จะเกิดระบบตาข่ายนิรภัยทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการของชาวบ้านขึ้นมาดูแลตนเองและดูแลกันเอง โดยต่อยอดมาจากเครือข่ายองค์กรชุมชนเข้มแข็ง องค์กรสาธารณะประโยชน์และองค์กรภาคประชาสังคมที่มีอยู่แล้วในทุกจังหวัดทั่วประเทศ อันเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล

ในระยะยาว สังคมไทยจะมีฐานทุนทางสังคมและพลังทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคม(Resilience)และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อันเป็นเป้าหมายสำคัญในยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศในหลายด้าน.
 
…………………………..

Key message

•    บทเรียนกองทุนSIFยุควิกฤติต้มยำกุ้ง ระยะเวลา 49 เดือน สนับสนุนชุมชน  7,874 โครงการ  4,401 ล้านบาท มีผู้รับประโยชน์ 13.0 ล้านคน  ก่อเกิดเป็นขบวนการองค์กรชุมชนเข้มแข็ง 24 ประเภท 300,000 องค์กรในปัจจุบัน

•    รัฐบาลควรทำ“โครงการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจฐานรากจากวิกฤติ COVID-19”  มุ่งขับเคลื่อนพลังชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดระบบดูแลผู้รับผลกระทบทางสังคมจากวิกฤติโควิด-19

•    ให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)และกระทรวงการคลังเป็นหน่วยกำกับดูแล โดยสำนักงานบูรณาการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและแก้ความยากจนเป็นกลไกดำเนินการ 

•    เปิดให้องค์กรภาคีที่หลากหลายเข้ามาทำงานแบบสานพลัง ทั้งภาครัฐ องค์การมหาชน  ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม. 

Leave a comment