#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/620483

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
ผมใช้เวลาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (26-29 พ.ย.) เดินทางไปยัง “จังหวัดเชียงใหม่” เพื่อแลกเปลี่ยนความเคลื่อนไหวกับทีมอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในฐานะทีมงานของโครงการ “จังหวัดโมเดล” ซึ่งได้พยายามสร้างทัศนคติใหม่ต่อเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายใน อ.สันทราย และ อ.พร้าว สำหรับกระบวนการทำ “เกษตรมูลค่าสูง” ด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อ “พลิกฟื้น” คุณภาพชีวิตของชาวบ้าน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องจมอยู่กับหนี้อันเกิดจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม รวมไปถึงการพึ่งพิงนโยบายจากทางภาครัฐ ในการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรที่ขาดความต่อเนื่อง และยั่งยืนสถาพร ให้กลับมาเป็น “เกษตรกรพรีเมียม” ที่ไม่รอคอยความช่วยเหลือจากใคร และไม่ขออะไรจากทางภาครัฐ แต่จะลุกขึ้นมาลงมือทำด้วยตนเอง เอาเหงื่อแลกรายได้ เอาความเหนื่อยแลกอนาคต และเอาความอดทนสร้างหนทางที่งดงามให้กับลูกหลานในวันข้างหน้า
ด้วยความตั้งใจดังกล่าวนี้เอง ทีมงานอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รวมไปถึงการสนับสนุนจากคณะผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ของทางหน่วยงานภาครัฐ และจังหวัด จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนรูปแบบการพัฒนาเช่นนี้ ให้กลายเป็นที่ยอมรับจากเกษตรกรในพื้นที่ จนกลายเป็นความเชื่อมั่นสำหรับการเข้ามาเป็น “เกษตรกรพรีเมียม” ของชาวบ้านในจังหวัดเชียงใหม่อย่างเต็มใจ และพร้อมเพรียง ดังนั้น ความสำเร็จของโครงการนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเกษตร และเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเชียงใหม่ ให้ยกระดับไปในทางที่มั่นคง ทั้งเรื่องของรายได้ คุณภาพชีวิต และสุขภาพ
แน่นอนว่า “การพาทำ” ยังเป็นสิ่งที่ผมพยายามกำชับกับทีมงาน “จังหวัดโมเดล” ทุกคน เพราะผมเชื่อว่า
การเปลี่ยนทัศนคติของชาวบ้านให้เชื่อมั่นต่อการเป็น “เกษตรกรพรีเมี่ยม” หรือการทำ “เกษตรมูลค่าสูง” นั้น ทีมงานอาจารย์ในแขนงต่างๆ ที่มาเป็น “พี่เลี้ยง” ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และกระบวนการทางนวัตกรรมต่างๆ ต้องร่วมกันทำไปพร้อมๆ กับชาวบ้าน เหนื่อยด้วยกัน เหงื่อออกด้วยกัน แลกเปลี่ยนความรู้ และทัศนคติในการประกอบอาชีพซึ่งกันและกัน ตรงนี้เองที่จะทำให้ทีมงานอาจารย์ “รู้ปัญหา” ของชาวบ้านอย่างครบถ้วน และชาวบ้านเองก็ได้ “รู้หัวใจ” ของทีมอาจารย์ว่าเอาจริงเอาจังแค่ไหน จะฝากความหวังเอาไว้ได้หรือไม่ และอย่างไร ซึ่งความสัมพันธ์อันเกิดจาก “การพาทำ” นี้เอง จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของงาน และความเชื่อมั่นของชาวบ้านต่อการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตทางการเกษตรของตัวเอง และชุมชน
“เชียงใหม่โมเดล” สำหรับผมเป็นงานยาก เพราะเกษตรกรอยู่กับการทำเกษตรแบบเดิมมาอย่างยาวนาน
แม้บางรายจะทราบดีว่า ถ้าทำแบบเดิม ก็มีแต่จะเสียเปรียบรายใหญ่ รายได้หดหาย ต้นทุนเพิ่มขึ้น และท้ายที่สุด ก็นำไปสู่การเป็นหนี้ แต่การเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองสำหรับพวกเขานั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะการเปลี่ยนแปลงย่อมมีต้นทุนของความเสี่ยงเกิดขึ้น นี่เองที่ทำให้เกษตรกรขาดความมั่นใจ ในการลุกขึ้นมาจัดการกับการประกอบอาชีพของตนเอง
การทำงานของทีมอาจารย์จึงต้องครอบคลุมทั้งทางด้านการผลิต การเก็บรักษา การสร้างมูลค่า และการหาตลาดรองรับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่กลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย ว่าจะได้รับการสนับสนุนในทุกกระบวนการ และจะจับมือพากันทำไม่ทิ้งไปไหนจนกว่าทุกอย่างสามารถไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้
ในส่วนของการผลิตนั้น ทีมอาจารย์ของแม่โจ้เลือกพืช 4 ชนิดที่เป็นพืชหลักของชาวบ้านในพื้นที่ ได้แก่ ลำไย มะม่วง ดอกดาวเรือง และผักสวนครัว แต่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการปลูก และกระบวรการผลิต อาทิ จากที่เคยเน้นปริมาณ ก็ปรับเป็นเน้นคุณภาพ จากที่เคยตกเกรด ก็เปลี่ยนให้มีมูลค่า หรือจากที่มีผลกระทบต่อร่างกายก็ทำให้ปลอดสารพิษ และตรงกับความต้องการของตลาดสมัยใหม่ เป็นต้น
ส่วนเรื่องของการเก็บรักษา และสร้างมูลค่า ก็นำเรื่องของการแปรรูปเข้ามาใช้ ทั้งการสกัดดอกดาวเรืองเป็นชา เอามะม่วงหรือลำไยตกเกรดมาอบแห้ง หรือการแนะนำกระบวนการส่ง หรือการสร้างบรรจุหีบห่อที่คงความสดของพืชผักสวนครัวต่างๆ รวมไปถึงการออกแบบที่ทันสมัย และสร้างความชัดเจนของสินค้าต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังสร้างระบบของการขนส่งสำหรับผลผลิตต่างๆ ที่ลดทอนต้นทุนที่ไม่จำเป็นให้ เป็นต้น
และที่สำคัญมากๆ คือ การทำให้สินค้าขายได้ ในราคาที่เหมาะสม ทีมงานเชียงใหม่โมเดล จึงมีแผนสำหรับการสนับสนุน “ตลาดชุมชน” ให้เกิดขึ้นมา เพื่อเป็นพื้นที่ให้เกษตรกร และลูกค้า สามารถมาเจอกันได้ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง นอกจากนั้น ก็จะมีการพัฒนาสถานที่ชุมชนตรงนั้น ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวควบคู่กันไป ด้วยการใช้ภูมิสถาปัตย์ ออกแบบให้ตลาด ชุมชน และจุดเที่ยวชมเมือง ผสานกันอย่างกลมกลืน รวมไปถึงการเปิดและส่งเสริม “ตลาดออนไลน์” ซึ่งในที่นี้ทีมงานของมหาวิทยาลัยแม่โจ้จะขับเคลื่อนโดยใช้ข้อมูล (DATA) เป็นตัวสร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ ผ่านเครื่องมือการตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์ในหลากหลายรูปแบบอาทิ การสร้างผู้มีอิทธิพลทางสังคม (Influencer) การผลิตเนื้อหาตามกระแส (Viral Video) เป็นต้น
ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ “เชียงใหม่โมเดล” เพื่อเปลี่ยนทัศนคติในการประกอบอาชีพของชาวบ้านให้กลายเป็น “เกษตรกรพรีเมี่ยม” แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เพิ่มเติมกับทีมงานของโครงการในการเดินทางไปครั้งนี้ (นอกเหนือไปจากการแลกเปลี่ยนทางเทคนิคในเรื่องของการปลูก และตั้งเป้าเกี่ยวกับการทำเกษตรสารสกัด) ก็คืออยากให้ทีมงานของอาจารย์ และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ได้ให้ความสำคัญต่อ “คุณค่าของผลิตภัณฑ์” ว่าลำไยที่นำมาขายนี้ทำไมคนต้องซื้อ และมีความแตกต่างจากลำไยของที่อื่นอย่างไร หรือชาดอกดาวเรืองซองนี้ ดื่มแล้วจะได้ประโยชน์อะไร ดีต่อสุขภาพตรงไหน ตรงนี้เป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะถ้าเราผลิตของออกมาแต่ไม่รู้ว่าคุณค่าคืออะไร หรือคุณค่าก็เหมือนกับของที่มีในตลาดทั่วๆ ไป มันก็ขายไม่ได้ แม้จะมีตลาดทั้งออฟไลน์ หรือออนไลน์ก็ตาม ผมจึงให้โจทย์กับทีมงานเชียงใหม่โมเดลไปว่า ต้องหาคุณค่าของผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรให้เจอ และต้องสร้างคุณค่าที่ชัดเจนกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตามท้องตลาดให้ได้ เพราะนี่คือหัวใจสำคัญของการทำการเกษตรแบบพรีเมี่ยมที่เรานำไปถ่ายทอดให้แก่ชาวบ้าน
ถึงตอนนี้ ผมยังหวังว่า แม้เราจะเริ่มต้นทำจากพื้นที่เล็กๆ แต่ถ้าพื้นที่เล็กๆ เหล่านี้ได้รับความสนใจจากชาวบ้าน
และกลายเป็นความสำเร็จที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างแท้จริง แนวทางของการไม่ขอ ไม่รอ ลุกขึ้นมาทำด้วยตัวเอง ด้วยองค์ความรู้ และนวัตกรรม ที่ผมเพียรทำ (ร่วมกับบุคลากรหลายๆ ท่าน) ต่อเนื่องกันมากว่า 10 ปีนั้น จะกลายเป็นแนวทางหลักของการพัฒนาการเกษตรไทย และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศได้ในที่สุด นี่เองที่ทำให้ผมต้องคอยกำชับเรื่องของความแม่นยำแก่ทีมอาจารย์ที่มาร่วมทำงานด้วยกันในทุกขั้นตอนครับ
กนก วงษ์ตระหง่าน