#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/623070

วันเสาร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.09 น.
การบวชพระหรือบวชชีนี้เป็นการก้าวเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ สู่ร่มโพธิ์ร่มไทร สู่มรรคผลนิพพาน ที่พระบรมศาสดาได้ทรงดำเนิน และเผยแผ่ให้แก่สัตว์โลก ผู้ได้สะสมบุญบารมีมาพอเพียง ถ้าไม่ได้สะสมมาพอเพียง ถึงแม้อยากจะบวชก็จะไม่สามารถบวชได้ ผู้บวชได้จึงถือว่ามีบุญมีวาสนามีบารมีมาก จึงควรให้ความสำคัญต่อการบวช ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของนักบวช
ตอนที่เป็นฆราวาสหน้าที่หลักก็คือ การให้ทานกับการรักษาศีล ๕ พอบวชแล้วหน้าที่หลักก็คือศีล ๘ และภาวนา ทานก็ให้หมดแล้ว ในบรรดาวัตถุข้าวของเงินทองบุคคลต่างๆ จึงไม่ควรกังวลกับการให้ทาน นอกจากว่ามีเหลือกินเหลือใช้ ไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพก็ให้ได้ แต่หน้าที่หลักของนักบวชอยู่ที่การรักษาศีล ๘ และการภาวนา ทำจิตใจให้สงบและเจริญปัญญา ให้รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรมทั้งหลาย ว่าไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา นี่คือหน้าที่หลักของนักบวช อยู่ตรงนี้
งานของนักบวชที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้ เรียกว่ากรรมฐาน เวลาบวชพระอุปัชฌาย์ต้องสอนกรรมฐาน ๕ คืออาการ ๕ ส่วนของร่างกายที่เห็นด้วยตา ได้แก่ผมขนเล็บฟันหนัง ที่มีอยู่ในร่างกายของทุกคน แต่ไม่ได้ทรงให้พิจารณาเพียง ๕ อาการนี้เท่านั้น แต่ทรงให้พิจารณาทั้ง ๓๒ อาการเลย เพียงแต่ว่าในเบื้องต้นทรงให้สอนแบบสั้นๆไปก่อน เริ่มต้นที่ผมขนเล็บฟันหนัง
ต่อไปก็ให้พิจารณาเข้าไปข้างในใต้ผิวหนัง เช่นเนื้อ เอ็น กระดูก ตับ ไต ปอด หัวใจ ลำไส้ อาหารใหม่ อาหารเก่า และพวกน้ำต่างๆ เช่นน้ำเลือดน้ำหนองเป็นต้น เพราะอาการ ๓๒ เป็นความจริงของร่างกาย ไม่สวยไม่งาม ที่สัตว์โลกมักจะมองไม่เห็นกัน ที่ทำให้ติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดในกามภพ ก็คือความหลงติดอยู่ในรูปของร่างกายนี้เอง ว่าสวยว่างาม
นักบวชผู้ปรารถนาการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จึงต้องพิจารณาร่างกายให้เห็นว่าเป็นปฏิกูล มีสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ถูกขับถ่ายออกมาตามทวารต่างๆ เป็นอสุภะ ไม่สวยงาม น่าขยะแขยง มีผิวหนังปกปิดหุ้มห่อไว้ จึงทำให้มองไม่เห็น สัตว์โลกจึงมองเห็นว่าสวยงามน่ารักน่ายินดี จึงเกิดความกำหนัดยินดี เกิดราคะเกิดตัณหาขึ้นมา ทำให้ต้องดิ้นรนแสวงหาร่างกายมาเสพ มาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว ถ้าไม่ได้เจริญกรรมฐานพิจารณาอาการ ๓๒ นี้ ก็จะหลงติดไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด หน้าที่หลักของนักบวช คือการพิจารณาอาการ ๓๒ ของร่างกาย ให้เห็นว่าไม่สวยงามสกปรก มีสิ่งปฏิกูลขับออกมาตามทวารต่างๆตลอดเวลา นี่คืองานหลัก เป็นปัญญา เป็นวิปัสสนา เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง
ก่อนที่จะพิจารณาก็ให้ทำจิตใจให้สงบก่อน ด้วยหลักของสมถภาวนา จะใช้การสวดมนต์ไปก็ได้ จะนั่งหลับตาบริกรรมพุทโธๆไปก็ได้ หรือจะพิจารณาอาการ ๓๒ ไปก็ได้ เบื้องต้นก็กำหนดชื่อไปก่อน ท่องไปในใจ ผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูกปอดหัวใจตับลำไส้ฯลฯ ใช้เป็นอารมณ์ของสมถะคือความสงบได้ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ทำอะไร เราสามารถเจริญกรรมฐาน ๓๒ ได้อย่างต่อเนื่อง อย่าส่งจิตไปคิดเรื่องอื่น ให้อยู่กับกรรมฐาน ๓๒ นี้ อยู่กับพุทโธๆก็ได้ อยู่กับไตรลักษณ์ คืออนิจจังทุกขังอนัตตาก็ได้
หรืออยู่กับดินน้ำลมไฟก็ได้ เพราะร่างกายก็มาจากดินน้ำลมไฟ ในที่สุดก็จะต้องกลับคืนสู่ดินน้ำลมไฟ ถ้าคิดพิจารณาอย่างนี้จะสงบเย็นสบาย จะเกิดปัญญา จะปลงจะปล่อยวาง จะดับกิเลสดับตัณหาได้ นี่คือเหตุที่พระบรมศาสดา ได้ทรงมอบให้พระอุปัชฌาย์ทุกรูปสั่งสอนกรรมฐาน ๕ ให้แก่กุลบุตรผู้ออกบวช ผู้ปรารถนาการหลุดพ้นจากความทุกข์
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003