#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/622909

วันเสาร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.
“การย้ายถิ่น” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติของมนุษย์ ทั้งเพื่อหลบหนีภัยอันตราย เช่น การลี้ภัยจากความเสี่ยงถูกประหัตประหารหรือทำร้ายซึ่งเกิดจากอคติทางเชื้อชาติ ศาสนา เพศสีผิว ฯลฯ และเพื่อแสวงหาโอกาส เช่น หนีความลำบากยากจนไปหางานทำที่รายได้ดีกว่าบ้านเกิด แต่เมื่อเกิดความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ มีการแบ่งเส้นเขตแดนและกำหนดกฎเกณฑ์การเข้า-ออก การย้ายถิ่นจึงเกิดข้อจำกัดขึ้น ถึงกระนั้น หากแรงจูงใจมีมากพอ คนก็พร้อมจะฝ่าฝืนกฎเหล่านั้น ดังจะเห็นข่าวผู้อพยพและผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอยู่ในหลายพื้นที่ของโลก
ดังเรื่องวุ่นๆ ที่เกิดขึ้นในทวีปยุโรปในช่วงไม่กี่เดือนล่าสุด หลังผู้อพยพจากภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือแห่เดินทางเข้าไปในประเทศ เบลารุส โดยหวังว่าจะใช้เป็นทางผ่านไปยัง สหภาพยุโรป (EU-อียู) แต่กลายเป็นว่า โปแลนด์ ประเทศหน้าด่านของกลุ่ม EU ซึ่งติดกับเบลารุส ประกาศปิดพรมแดน แต่เบลารุสก็ไม่ได้มีนโยบายรับผู้อพยพ คนเหล่านี้จึงตกอยู่ในสภาพ “กลับไม่ได้..ไปไม่ถึง” ติดค้างอยู่ระหว่างชายแดนของทั้ง 2 ชาติ
เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2564 ที่ผ่านมา ศูนย์ยุโรปศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาเรื่อง “ถอดบทเรียนเบลารุสและซีเรีย : วิกฤตผู้อพยพกับการเมืองโลก” ที่ รร.มณเฑียรสุรวงศ์ กรุงเทพฯ โดย รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ อาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปูพื้นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเบลารุส ประเทศอดีตสหภาพโซเวียตที่พยายามดำรงอยู่ให้ได้ท่ามกลางอิทธิพลทั้งจาก EU กับ สหรัฐอเมริกา จากค่ายโลกตะวันตก และ รัสเซีย พี่ใหญ่แห่งอดีตค่ายโซเวียตที่มีพรมแดนติดกับเบลารุสทางตะวันออก
หลังสหภาพโซเวียตล่มสลายลงในปี 2534 เบลารุสได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างโดดเด่นหากเทียบกับประเทศในกลุ่มอดีตค่ายโซเวียตด้วยกัน ทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ในยุคแรกๆ มีความพยายามเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีที่ส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน และอิงกับโลกตะวันตกมากขึ้น ผลคือเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัญหาเงินเฟ้อ และนั่นทำให้เบลารุสเริ่มเปลี่ยนมาให้น้ำหนักกับแนวทางเศรษฐกิจที่รัฐมีบทบาทชี้นำ
ปัญหาเศรษฐกิจของเบลารุสในครั้งนั้น ยังเป็นก้าวแรกของ อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนกา (Alexander Lukashenko-อ่านแบบภาษาเบลารุส) ในการก้าวขึ้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศ การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2537 ลูกาเชนกาได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย โดยนโยบายสำคัญคือเพิ่มบทบาทรัฐวิสาหกิจในขณะที่ภาคเอกชนมีบทบาทน้อยลง ยุคสมัยแรกๆของเบลารุสภายใต้การนำของประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ลูกาเชนกา อัตราการว่างงานมีน้อย ประชาชนได้รับสวัสดิการรัฐด้านสุขภาพ ได้รับการส่งเสริมด้านการศึกษา
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจของเบลารุสเริ่มเกิดภาวะอิ่มตัว โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ไม่ค่อยปรับตัวเพราะอยู่ได้โดยไม่ต้องแข่งขัน ส่งผลให้ประชาชนเริ่มเป็นทุกข์กับปัญหาปากท้องขณะเดียวกัน หลังปี 2553 เป็นต้นมา เกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนที่เชื่อมั่นในลูกาเชนกา กับคนที่เห็นว่าเบลารุสถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง โดยฝ่ายหลังนี้ก็มีทั้งที่อิงตะวันตกและอิงรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ยุคนี้ ลูกาเชนกา ได้กลายเป็นผู้นำแบบ “อำนาจนิยม” ไปแล้ว คู่แข่งในการเลือกตั้งยุคหลังๆหากไม่ถูกจับกุมคุมขังก็ต้องถูกกดดันให้ลี้ภัยไปต่างแดน
“ช่วงต้นทศวรรษ 2000 (ปี 2543-2552) เศรษฐกิจรัสเซียบูมมาก GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวม) สูงมาก กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่เรื่องของพลังงานที่ทำให้รัสเซียโต แล้วในเวลาเดียวกันเบลารุสก็พ่วงไปกับรัสเซียด้วย เพราะตัวเองเป็น Transit (ทางส่งผ่าน) ท่อเข้าไปยุโรป ตรงนี้ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่เบลารุสเติบโตมั่งคั่ง แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกมันเริ่มตกต่ำ ตรงนี้ก็เกิดปัญหาตามมาเศรษฐกิจก็แย่ตามไปด้วย อีกประการหนึ่งคือเบลารุสก็มีหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น จากประมาณ 8.4% ในปี 2005 (2548) ขึ้นไปอยู่ที่ 47.8% ในปี 2018 (2561)
และหนี้ส่วนใหญ่ที่มีก็มีต่อรัสเซียด้วยเช่นกัน การแก้ปัญหาตรงนี้ก็สร้างความไม่พอใจ ตัวอย่างหนึ่งที่สร้างความไม่พอใจให้กับคนเบลารุสมากๆ คือการขึ้นอายุเกษียณ มันน่าจะดี!แต่มันแปลว่า Pension (บำเหน็จบำนาญ) ของผู้เกษียณอายุต้องชะลอออกไป เพราะรัฐถังแตกไม่มีเงิน รัสเซียก็เหมือนกัน ขยายเวลาเกษียณอายุของคนออกไป ของเบลารุสผู้หญิงจากอายุ 55 เป็น 58 ผู้ชายจาก 60 เป็น 63 และในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย” รศ.ดร.จิตติภัทร ระบุ
รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าวต่อไปว่า ภาพที่หลายคนมองเบลารุสคือเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับรัสเซีย แต่จริงๆ แล้ว เบลารุสดำเนินนโยบายแบบ Hedging หรือมีการต่อรองผลประโยชน์กับทั้งรัสเซียและโลกตะวันตก ขณะที่อัตลักษณ์ของชาตินั้นก็ไม่ได้ชัดเจนนักว่าจะไปทางใด เห็นได้จากแนวคิดทั้งอิงตะวันตกและอิงรัสเซียไม่ใช่กระแสหลักในสังคมเบลารุส ส่วน ลูกาเชนกาที่ครองอำนาจยาวนานก็ไม่ได้ทำจุดนี้ให้ชัดเจน
อนึ่ง ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดในวันที่9 ส.ค. 2563 ลูกาเชนกา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก นอกจากคู่แข่งรายสำคัญจะถูกจัดการให้พ้นทางแล้ว ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ยังลงแข่งได้ซึ่งเป็นภรรยาของหนึ่งในอดีตคู่แข่งของ ลูกาเชนกา ที่ถูกกดดันจนต้องไปลี้ภัยในต่างประเทศ ควรจะเป็นผู้ชนะเลือกตั้งในครั้งนี้ นำไปสู่การชุมนุมประท้วงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ซึ่ง ลูกาเชนกา ก็สั่งใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง ทำให้ EU ใช้มาตรการคว่ำบาตรเบลารุส ส่วนเบลารุสก็ตอบโต้ด้วยการปล่อยผู้อพยพผ่านเข้าไปใน EU หวังต่อรองให้ยุติการคว่ำบาตร
“ผู้อพยพในครั้งนี้มันเหมือนเกมอำนาจในการต่อรองของเบลารุสแล้วก็อาจจะรวมไปถึงรัสเซียด้วย กับสหภาพยุโรป ถึงแม้สุดท้ายเกมนี้เบลารุสอาจจะแพ้ แต่สิ่งหนึ่งที่ลูกาเชนกาชนะคือการที่ Survivor (อยู่รอด) ของระบอบการเมืองกับเผด็จการของลูกาเชนกา แต่มันก็มาพร้อมกับ Cost (ราคา) หรือค่าใช้จ่ายที่สูงมากในการที่จะต้องพึ่งพิงกับรัสเซียที่สูงมากขึ้น แล้วก็เรื่องอำนาจต่อรองกับ EU ซึ่งลูกาเชนกาคิดว่าการใช้ผู้อพยพลี้ภัย จะทำให้ EU ซึ่งอาจจะเรียกว่าพูดง่ายๆ คือหน้าบาง ยังไงก็ต้องรับผู้อพยพลี้ภัย แต่มันไม่ใช่แบบนั้น” รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าว
ขณะที่ ภาณุภัทร จิตเที่ยง อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การที่ผู้อพยพจำนวนมากแห่กันเข้าไปในเบลารุสนั้นไม่ใช่เรื่องปกติ เนื่องจากที่ผ่านมา เส้นทางอพยพไปยุโรปที่นิยมใช้กันคือจากตะวันออกกลางผ่านประเทศตุรกี หรือจากตะวันออกกลางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าไปในประเทศกรีซหรืออิตาลี แต่ในกรณีของเบลารุส พบการดำเนินการประสานกันระหว่าง
1.บริษัททัวร์ มีการโฆษณาว่าหากเดินทางไปเบลารุสจะมีโอกาสสูงในการได้เข้าไปในประเทศกลุ่ม EU 2.สายการบินมีเที่ยวบินจากตะวันออกกลาง เช่น กรุงแบกแดด ประเทศอิรักไปยังเบลารุส อีกทั้งยังโฆษณาด้วยว่าเมื่อไปถึงแล้วจะได้พักโรงแรมหรู มีรถรับ-ส่งจากสนามบินถึงโรงแรม และจากโรงแรมไปยังชายแดน แล้วจะมีคนมารับข้ามเข้าไปใน EU เพื่อพาไปทำงาน และ 3.วีซ่า มีการออกวีซ่าท่องเที่ยวให้กับผู้ที่ต้องการใช้เบลารุสเป็นทางผ่านเข้าไปในเขต EU โดยค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทางจะอยู่ที่ราว 6,000-20,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 198,000-660,000 บาทต่อหัว
“อันนี้เป็นเรื่องเล่าของคนหนึ่งคนที่ผมจะเอามาเป็นตัวอย่างในการนำเสนอ ผู้ชายคนนี้เป็นชาวเคิร์ด มีความหวังต้องการจะไปยุโรปอยู่แล้วเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น แล้วการไปไม่ใช่แค่เรื่องลี้ภัยการประหัตประหารอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องอัตราการว่างงานสูงขึ้นจากโควิดในประเทศตัวเองด้วย และที่สำคัญกว่านั้น ยุโรปมีโอกาสอีกอย่างที่สำคัญคือการศึกษา เพราะการศึกษามันคือ Mobility (การเคลื่อนย้าย) สำหรับคนในการมีชีวิตที่ดีขึ้น อันนี้คือ Motivation (แรงจูงใจ) ของคน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาก็เริ่มหาแล้ว จะไปที่ไหน? ถ้าจะไปเส้นทางปกติเดิมก็จะลำบาก เราจะเห็นนั่งเรือไป เห็นเรือล่มต่างๆ นานา จนกระทั่งวันดีคืนดีมีโฆษณาจากสายการบินหนึ่งในทีวี แล้วก็บอกว่าถ้าไปจะมีค่าต้นทุนจากแบกแดดไปลิทัวเนียประมาณ 10,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 330,000 บาท)แล้วบริษัททัวร์เป็นคนจัดทุกอย่างให้หมดเลย ทั้งเครื่องบินทั้งได้อยู่ในโรงแรม พอเห็นภาพนี้ ผู้ชายคนนี้ก็รู้ว่าการเดินทางในเส้นทางนี้อาจจะเหมาะสมมากกว่า เพราะฉะนั้นการเดินทางในเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ถูกเลือกใช้สำหรับเขาในการย้ายถิ่น”ภาณุภัทร ยกตัวอย่าง
ในตอนแรกได้กล่าวถึงภูมิหลังของประเทศเบลารุส รวมถึงเส้นทางใหม่ของผู้อพยพซึ่งดูเหมือนมีการส่งเสริมให้เกิดขึ้น ส่วนในตอนต่อไป จะกล่าวถึงท่าทีของสหภาพยุโรป (EU) ที่ด้านหนึ่งเป็นที่รับรู้ในสายตาชาวโลกว่าเป็นประชาคมที่ยึดมั่นในค่านิยม “ประชาธิปไตย-เสรีนิยม-สิทธิมนุษยชน”แต่อีกด้านหนึ่ง นโยบายว่าด้วยผู้อพยพได้นำไปสู่การโต้แย้งเมื่อ EU ไปส่งเสริมค่านิยมดังกล่าวในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก
(โปรดติดตามต่อในฉบับวันอาทิตย์ที่ 19 ธ.ค. 2564)
SCOOP@NAEWNA.COM
