#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/671306
วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 20:20 น.

ล่าสุดอิสราเอลเป็นประเทศแรกในโลกที่เดินหน้าฉีดวัคซีนป้องกันโควิดเข็มที่ 4 ท่ามกลางการระบาดของโอมิครอน
การมาของโอมิครอน (Omicron) ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะยุโรปซึ่งโอมิครอนกลายเป็นสายพันธุ์หลักแทนที่เดลตา เร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือเข็ม 3 ซ้ำยังย่นระยะเวลาระหว่างเข็ม 2 กับเข็ม 3 ให้สั้นลงเหลือ 3 เดือนบ้าง 4.5 เดือนบ้าง
ตอนนี้ความจำเป็นของเข็ม 3 เพื่อรับมือโอมิครอนเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจาก Pfizer หรือ Moderna หรือการศึกษาวิจัยในอังกฤษและอิสราเอล ที่บอกว่าทำให้ระดับภูมิคุ้มกันจาก 2 เข็มแรกที่ค่อยๆ ลดลงไปแล้วเมื่อเวลาผ่านไปดีดกลับขึ้นมาอีกครั้ง และสู้โอมิครอนได้
คำถามคือ หลังจากนี้เราจะต้องฉีดเข็มกระตุ้นกันอีกกี่เข็ม มีเข็ม 3 แล้วจะมี 4 หรือ 5 ตามมาไหม หรือจะต้องฉีดกันทุกปีเหมือนวัคซีนไข้หวัดใหญ่
ขณะนี้ฝั่งผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าชาวโลกจำเป็นต้องฉีดเข็ม 4 ในระยะสั้นหรือระยะกลางนี้หรือไม่ เพราะมีหลายปัจจัยให้พิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์โอมิครอน และการพัฒนาของการแพร่ระบาดว่าจะคุมได้มากน้อยเท่าใด
แต่ถึงอย่างนั้นอิสราเอลก็ไม่รอช้า หลังจากมีผู้เสียชีวิตจาก โอมิครอน 1 รายรัฐบาลก็สั่งเดินหน้าฉีดเข็ม 4 แก่ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงทันที
ส่วนฝั่งผู้ผลิตยาอย่าง อัลเบิร์ต บัวร์ลา ซีอีโอของ Pfizer บอกว่า เข็ม 4 จำเป็น และอาจจะต้องฉีดกันเร็วกว่า 12 เดือนตามที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ เพราะโอมิครอนหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดว่าเราอาจต้องฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 กันทุกปี
สัปดาห์ที่แล้ว แอนโธนี ฟาวซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและที่ปรึกษาด้านการรับมือ Covid-19 ของทำเนียบขาวระบุว่า เขายังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าอาจต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นกันทุกปีในอนาคต แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าจำเป็นหรือไม่
ย้อนไปเมื่อเดือน เม.ย. ก่อนที่จะพบโอมิครอน ซีอีโอของ Pfizer ก็พูดในทำนองนี้ โดยบอกว่า “มีวัคซีนอย่างโปลิโอที่ฉีดเข็มเดียวก็เพียงพอ และมีวีคซีนอย่างไข้หวัดใหญ่ที่ต้องฉีดทุกปี และไวรัส Covid-19 มีความคล้ายกับไวรัสไข้หวัดใหญ่มากกว่าไวรัสโปลิโอ”
และดูเหมือนว่า Moderna ก็มุ่งไปในแนวทางฉีดกระตุ้นทุกปีเช่นกัน เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ Moderma ประกาศว่ากำลังร่วมมือกับ Novavax พัฒนาวัคซีนเข็มเดียวที่รวมเอาวัคซีน Covid-19 เข็มกระตุ้นและวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไว้ด้วยกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทดลองทางคลินิก
หากมองในมุมของธุรกิจ บริษัทยาคงไม่ลงทุนทำอะไรที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคต ดังนั้นเราไม่น่าจะหนีการฉีดวัคซีน Covid-19 ทุกปีไปได้
เมื่อพูดถึงการฉีดวัคซีน ดูเหมือนผู้คนในฝั่งเอเชียจะพูดง่ายกว่าชาวตะวันตก ชาวเอเชียต่อให้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกันหนักหน่วงแค่ไหน แต่เมื่อรัฐบาลประกาศมาตรการอะไรออกมา ชาวเอเชียมีแนวโน้มจะปฏิบัติตามมากกว่าชาวตะวันตก
จริงอยู่ว่าที่ญี่ปุ่นในช่วงแรกๆ อัตราการฉีดวัคซีนช้ามากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศร่ำรวยอื่นๆ เพราะชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังลังเลที่จะฉีดวัคซีน (ประเด็นนี้อยู่คู่กับญี่ปุ่นมานานแล้วไม่ว่าจะวัคซีนอะไรก็ตาม) แต่หลังจากมั่นใจแล้ว อัตราการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นพุ่งพรวดขึ้นมาอยู่ในกลุ่มประเทศที่ประชาชนฉีดวัคซีนครบโดสสูงที่สุดประเทศหนึ่ง
ศาสตราจารย์ เคนจิ ชิบุยะ จาก Tokyo Foundation for Policy Research มองว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นต่างจากสหรัฐหรือยุโรปคือ วัคซีนไม่ถูกทำให้เป็นเรื่องการเมือง
“ที่นี่เราไม่ทำให้เป็นเรื่องการเมือง มันไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของเสรีภาพหรือสิทธิส่วนบุคคล ประชาชนไม่เชื่อในเรื่องทฤษฎีสมคบคิดใดๆ ก็ตาม”
ขณะที่ชาวตะวันตกมักจะตั้งคำถามกับทุกเรื่องจนบางทีก็ถามมากไป หรือยึดมั่นในเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนตัวมากเกิน จนบางครั้งกลายเป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโรคระบาดที่เป็นเรื่องของคนส่วนรวมมากกว่าเสรีภาพส่วนบุคคล
ในสหรัฐโดยเฉพาะในรัฐสีแดงฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน ชาวอเมริกันหลายคนยอมตกงาน แต่หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมฉีดวัคซีน
ที่เมืองคองคอร์ดรัฐนิวแฮมเชียร์ เป็นเรื่องน่าแปลกใจมากที่คนที่เข้าร่วมการประท้วงต่อต้านวัคซีนยังสวมเครื่องแบบในห้องผ่าตัดอยู่เลย ทั้งที่น่าจะเชื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากกว่า อาทิ ลีอาห์ คุชแมน เธอพร้อมที่จะเสียหน้าที่การงานหากถูกบังคับให้ฉีดวัคซีน
เธอบอกกับ BBC ว่า “ความเชื่อของฉันเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ฉันเชื่อว่าผู้ที่สร้างฉันมาได้มอบภูมิคุ้มกันที่จะปกป้องฉัน แต่หากฉันป่วย นั่นคือการกระทำของพระเจ้า ฉันจะไม่รับยาที่ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันเด็ดขาด”
คุชแมนบอกอีกว่า วัคซีน Covid-19 ยังอยู่ในช่วงการทดลอง (แม้ว่า Pfizer จะได้รับการอนุมัติเต็มรูปแบบจากองค์การอาหารและยา (FDA) แล้ว ซึ่งหมายความว่า FDA เห็นแล้วว่ามีข้อมูลเพียงพอที่จะบ่งชี้ว่ามีประสิทธิภาพและปลอดภัย) และยืนยันว่าไม่ว่ายังไงก็จะไม่ฉีดวัคซีน
ทว่า สกอต โคลบี ซีอีโอโรงพยาบาล Upper Connecticut Valley ยอมรับว่าต้องเสียบุคลากรไปหลายคนจากการบังคับฉีดวัคซีน แต่ยังเชื่อว่าทางโรงพยาบาลตัดสินใจถูกต้องแล้ว และมองว่ามีประเด็นนอกเหนือจากเรื่องความเชื่อทางศาสนาหรือการแพทย์
“มันไม่ใช่แค่โควิด มีวัคซีนอื่นที่บุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องฉีดอย่างวัคซีนไวรัสตับอักเสบ หรือวัคซีนป้องกันคางทูม หัด และหัดเยอรมัน ดังนั้นถ้าจะพูดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองก็คงไม่ใช่” โคบลบีเผยกับ BBC
กลับมาที่คุชแมนซึ่งเป็นตัวแทนประจำรัฐของพรรครีพับลิกันด้วย เธอยืนยันว่าจุดยืนของเธอเป็นเรื่องเกี่ยวกับเสรีภาพด้วย “รัฐบาลไบเดนพุ่งเป้ามาที่สิทธิสูงสุดในตัวเรา ถึงเราจะบุคลากรทางการแพทย์ เราก็ยังต้องการสิทธิ์ในการเลือกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา”
แม้แต่อีกตัวเลือกหนึ่งอย่างการตรวจหาเชื้ออย่างสม่ำเสมอก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้สำหรับชาวอเมริกันที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน
คาซีม เอาต์ลอว์ จากเมืองวอลลิงฟอร์ดในรัฐคอนเนตทิคัต ครูดีเด่นเมื่อปีที่แล้วต้องตกงานเพราะไม่ยอมฉีดวัคซีน เพราะรู้สึกว่าคำสั่งนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำตามได้
“ผมไม่ใช่ส่วนผสมใดๆ ที่มาจากการสังเคราะห์มาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์ อาหารเสริม หรืออาหาร ดังนั้นการฉีดวัคซีนเป็นเรื่องที่ขัดกับวิถีชีวิตผม” เอาต์ลอว์เผยกับ BBC
อดีตครูรายนี้ได้รับข้อเสนอให้ตรวจหาเชื้อรายสัปดาห์แทนการฉีดวัคซีนเหมือนกับครูคนอื่น แต่เจ้าตัวมองว่าการตรวจหาเชื้อนี้เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นและไม่สะดวก
“วิธีที่จิตวิญญาณของเราพูดกับเรา เสียงเล็กๆ นั้นที่บอกเราว่าอะไรถูกอะไรผิด เสียงนั้นกำลังบอกผมว่าผมต้องตัดสินใจเรื่องนี้เดี๋ยวนี้”
แต่ในขณะที่ชาวอเมริกันยังถกเถียงกันเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลกับสาธารณสุข ตัวเลขฟ้องว่า Covid-19 คร่าชีวิตชาวอเมริกันรวมเกือบ 1 ล้านคนแล้ว
Photo by DANIEL MUNOZ / AFP