#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/674333
วันที่ 30 ม.ค. 2565 เวลา 09:56 น.
บางประทศเริ่มรายงานถึงความน่ากังวลเกี่ยวกับสายพันธุ์ย่อยนี้มากขึ้น และโพสต์ทูเดย์ได้จับตามาระยะหนึ่งแล้ว มันจะเป็นภัยคุกคามไหม่หรือไม่?
1. คือสายพันธุ์ย่อยของ BA.2 พบแพร่หลายในสแกนดิเนเวีย แอฟริกาใต้ และสิงคโปร์ และกำลังมีสัญญาณการเติบโตในเยอรมนีและสหราชอาณาจักร รวมถึงในสหรัฐ รวมแล้วพบใน 40 ประเทศ
2. สายพันธุ์ย่อยนี้สามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์โอไมครอนเดิม 1.5 เท่า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า BA.1 ตามรายงานของ Statens Serum Institut ซึ่งดำเนินการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อในเดนมาร์ก
3. ณ วันที่ 24 มกราคม หน่วยงานด้านสุขภาพของเดนมาร์กไม่พบความแตกต่างระหว่าง BA.1 และ BA.2 ในอัตราการรักษาตัวในโรงพยาบาลหรืออัตราความรุนแรง และข้อมูลเบื้องต้นจากอินเดียชี้ไปในทิศทางเดียวกัน
4. ในเดนมาร์ก ข้อมูลเบื้องต้นแสดงอัตราการแหกวัคซีน (breakthrough คือฉีดวัคซีนแล้วยังติดเชื้อ) ในผู้ที่เคยฉีดวัคซีนหรือเคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน มีอัตราใกล้เคียงกับอัตราแหกวัคซีนและการติดเชื้อซ้ำที่พบใน BA.1
5. เช่นเดียวกับ สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UKHSA) ระบุว่า สายพันธุ์ย่อยใหม่ดูเหมือนจะไม่ลดประสิทธิภาพของวัคซีนต่อการติดเชื้อ
- ททท.คาดตรุษจีนปีนี้ไม่คึกคักทำรายได้แค่ 1.9 พันล้าน
- ความรุนแรงของโควิดลดลงตลอดตั้งแต่เริ่มระบาดในช่วง2ปีที่ผ่านมา
6. UKHSA ระบุว่า วัคซีนบูสเตอร์มีประสิทธิภาพ 70% ในการป้องกันการเจ็บป่วยจาก BA.2 สองสัปดาห์หลังจากได้รับการฉีด เทียบกับประสิทธิผล 63% สำหรับสายพันธุ์โอมิครอนดั้งเดิม หรือ BA.1
7. โฆษกของสำนักงานควบคุมโรคของสหรัฐ (CDC) คือ Kristen Nordlund กล่าว “ปัจจุบันไม่มีหลักฐานว่าเชื้อสาย BA.2 นั้นรุนแรงกว่าเชื้อสาย BA.1”
8. องค์การอนามัยโลก (WHO) ไม่ได้ระบุว่า BA.2 เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของ WHO ได้เตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสายพันธุ์ใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อโอมิครอนแพร่กระจายไปทั่วโลกในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อน
Photo by Fabrice COFFRINI / AFP