#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/632002

วันอาทิตย์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2565, 07.15 น.
“คนไทยพลัดถิ่น หมายความว่า ผู้ซึ่งมีเชื้อสายไทยที่ต้องกลายเป็นคนในบังคับของประเทศอื่น โดยเหตุอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยในอดีตซึ่งปัจจุบันผู้นั้นมิได้ถือสัญชาติของประเทศอื่น และได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีวิถีชีวิตเป็นคนไทย โดยได้รับการสํารวจจัดทําทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไข ที่คณะรัฐมนตรีกําหนด หรือเป็นผู้ซึ่งมีลักษณะอื่นทํานองเดียวกันตามที่กําหนดในกฎกระทรวง”
คำนิยามของ “คนไทยพลัดถิ่น”ตามกฎหมาย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 5)พ.ศ.2555 ซึ่งออกมาเพื่อแก้ปัญหาคนเชื้อสายไทยที่ตกค้างอยู่ในประเทศอื่นอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมที่ไทยหรือสยามจำเป็นต้องสละดินแดนบางส่วนให้กับมหาอำนาจชาติตะวันตกในขณะนั้นเพื่อรักษาแผ่นดินส่วนใหญ่ไว้ และแม้จะผ่านพ้นยุคอาณานิคมไปแล้ว ประเทศที่สืบสิทธิในการปกครองดินแดนเหล่านั้น ก็มิได้ยอมรับและให้สิทธิต่างๆ เต็มขั้นอย่างที่คนเป็นพลเมืองควรได้รับ ทำให้คนเหล่านี้ต้องการย้ายถิ่นกลับสู่แผ่นดินไทยในฐานะพลเมืองไทย
ในการแถลงข่าวของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2565 ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เล่าถึงการลงพื้นที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ และจ.ระนอง ระหว่างวันที่ 19-21 ม.ค. 2565 เพื่อรับฟังสถานการณ์และหารือถึงการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ว่า คนไทยพลัดถิ่นในพื้นที่ดังกล่าว อยู่ใน 3 เมือง คือมะริด ทวาย และตะนาวศรี ซึ่งไทยเสียให้กับอังกฤษในช่วงที่อังกฤษยึดเมียนมาหรือพม่าเป็นอาณานิคม
จากนั้นเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงในเมียนมาช่วงปี 2540 ที่ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก จึงเป็นแรงกดดันให้คนไทยเหล่านี้ต้องย้ายมายังแผ่นดินไทย แต่เมื่อมาแล้วก็ไม่มีสถานะบุคคล จึงไม่ได้รับสิทธิต่างๆ และเป็นที่มาของการออกกฎหมาย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 5)พ.ศ.2555 เพื่อพิสูจน์และรับรองคนไทยพลัดถิ่น แต่แม้จะผ่านมาร่วม 10 ปี นับจากวันที่กฎหมายประกาศใช้ คือวันที่ 14 มี.ค. 2555 การแก้ปัญหายังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
“กสม. 3 คน คือคุณปรีดา (ปรีดา คงแป้น) อาจารย์สุชาติ (ผศ.สุชาติ เศรษฐมาลินี) และดิฉัน ได้ลงไปติดตามสถานะบุคคลของคนไทยพลัดถิ่นว่าเขามีปัญหาอุปสรรคอะไร ทำไมถึงไม่สามารถเข้าถึง ถึงแม้จะมีกฎหมายรองรับแล้วเขาก็ยังไม่สามารถได้รับการรับรองสถานะบุคคล ทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานอะไรต่างๆ ได้ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนไทย” ปิติกาญจน์ ระบุ
สำหรับคนไทยพลัดถิ่นบนแผ่นดินเมียนมา นอกจากจ.ประจวบคีรีขันธ์ และจ.ระนอง ที่ กสม. ได้ลงพื้นที่แล้วยังมีในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี และ จ.ชุมพร อีกทั้งยังมีคนไทยพลัดถิ่นในพื้นที่ จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีอาณาเขตติดกับ จ.ตราด ของไทย โดย ปิติกาญจน์กล่าวว่า การรับรองสถานะบุคคลของคนไทยพลัดถิ่น ผู้ดำเนินการคือ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แต่ในความเป็นจริงพบปัญหาขาดแคลนบุคลากร เพราะปลัดอำเภอซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงมีภารกิจหลายด้าน ทำให้เกิดความล่าช้า โดยภายใน 1 วัน อาจดำเนินการได้เพียง 1 คนเท่านั้น
เช่น ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีผู้ยื่นเรื่องแล้วจำนวน 1,320 คน อยู่ระหว่างขอยื่นเรื่องอีก 1,700 คน เพื่อขอพิสูจน์สัญชาติและความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ส่วนที่ จ.ระนอง มีผู้ยื่นเรื่องแล้วจำนวน 2,900 คน และยังไม่ได้ยื่นอีก 1,400 คน โดยตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลจาก กระทรวงมหาดไทย แต่ในความเป็นจริง เชื่อว่ายังมีผู้ตกสำรวจอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่ง กสม. ห่วงใยเรื่องนี้ โดยหลังจากการหารือร่วมกับทางจังหวัดและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้มีการตั้งเป้าหมายร่วมกันว่า ภายใน 2 ปีข้างหน้า ควรจะสามารถดำเนินเรื่องให้แล้วเสร็จอย่างน้อยร้อยละ 50 ของจำนวนข้างต้น
“มีคุณป้าท่านหนึ่งเขาอยู่ที่บางสะพาน อันนี้ยื่นเรื่องมาเป็นสิบปีแล้ว มีลูก 5 คน ลูกจะต้องได้สถานะบุคคลตามพ่อแม่ คุณป้านี่เป็นคนไทยพลัดถิ่นแน่นอน เพราะมีคุณอาอีกคนหนึ่งอายุ 88 ปี ที่เหลืออีกคนเดียว นอกนั้นเขาจะไม่มีหลักฐานอะไรใดๆ มายืนยันว่าเขาเป็นคนไทยพลัดถิ่น เพราะว่ามีญาติพี่น้องอยู่ในพื้นที่ประจวบฯ อันนี้ทางจังหวัด โดยเฉพาะทางอำเภอบางสะพานน้อย กรุณามาก
พอหลังจากที่เราลงพื้นที่คุณป้าก็มีโอกาสได้ไปทำ Family Tree (ผังวงศ์ตระกูล) ทำรายละเอียดต่างๆ เพื่อจะรอพิสูจน์เรื่องของสถานะบุคคล แล้วก็ได้สิทธิ์ นอกจากนั้นเราก็ยังพบว่า การที่คนไทยพลัดถิ่นเขาไม่มีสถานะบุคคล เข้าไม่ถึงสิทธิ์อะไรต่างๆ ด้วย รวมถึงเรื่องของวัคซีน แต่เราก็ไปช่วยประสานการคุ้มครองให้เขาได้รับเรื่องของวัคซีนด้วย อย่างนี้เป็นต้น” ปิติกาญจน์ กล่าว
ในช่วงท้าย ปิติกาญจน์ ยังตอบข้อสงสัยจากสื่อมวลชน ว่าเมื่อเมียนมาได้รับเอกราชจากอังกฤษ และได้สืบสิทธิการปกครองเมืองมะริด ทวาย และตะนาวศรี สถานะบุคคลของคนไทยพลัดถิ่นที่อยู่ใน 3 เมืองนั้นเป็นอย่างไร ว่า รัฐบาลเมียนมาระบุให้คนเหล่านั้นเป็นคนสัญชาติไทย แต่เมื่อต้องลี้ภัยความรุนแรงเข้ามาอยู่บนแผ่นดินไทยกลับไม่มีสถานะบุคคล จึงเกิดการรณรงค์สร้างความเข้าใจในสังคมไทย ว่าคนไทยพลัดถิ่นก็เป็นคนไทยเช่นกัน “คนไทยพลัดถิ่นมองประเทศไทยเป็นแผ่นดินแม่”จนนำมาสู่การออกกฎหมายเปิดช่องให้พิสูจน์และรับรองสถานะบุคคลดังกล่าว
นอกจากการทำงานในระดับพื้นที่แล้ว หลังจากนี้กสม. จะมีการหารือร่วมกับอธิบดีกรมการปกครอง รวมถึงทำการศึกษาในภาพรวมว่ายังมีคนไทยพลัดถิ่นตกค้างอีกจำนวนเท่าใด เพื่อจะนำไปสู่ข้อเสนอแนะทั้งเชิงนโยบาย มาตรการ และข้อกฎหมายต่อไป!!!
SCOOP@NAEWNA.COM