#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/675795
วันที่ 16 ก.พ. 2565 เวลา 14:06 น.
หญิงรายหนึ่งกลายเป็นบุคคลที่ 3 ของโลกที่หายจากเอชไอวีหลังรักษาด้วยวิธีใหม่ปลูกถ่ายเลือดจากสายสะดือ
The New York Times รายงานว่าทีมนักวิทยาศาสตร์ประกาศว่า หญิงที่มีเชื้อชาติผสมรายหนึ่งกลายเป็นผู้ที่ปลอดเชื้อเอชไอวีเป็นคนที่ 3 ของโลก หลังจากใช้วิธีการปลูกถ่ายเลือดจากสายสะดือซึ่งเป็นวิธีใหม่ อันเป็นการเปิดโอกาสในการรักษาผู้คนที่มีหลากหลายเชื้อชาติมากกว่าที่เคยเป็นมา
เลือดจากสายสะดือใช้ได้อย่างกว้างขวางกว่าสเต็มเซลล์ของผู้ใหญ่ที่ใช้ในการปลูกถ่ายไขกระดูกที่รักษาผู้ป่วยเอชไอวี 2 รายก่อนหน้านี้จนปลอดเชื้อ ทั้งยังไม่จำเป็นต้องมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกันกับร่างกายผู้รับ
ผู้ป่วยหญิงรายนี้ซึ่งป่วยเป็นลูคีเมียด้วยได้รับเลือดจากสายสะดือเพื่อรักษามะเร็ง ซึ่งมาจากผู้บริจาคที่เข้าคู่กันเพียงบางส่วน แทนที่จะใช้วิธีการทั่วไปในการหาผู้บริจาคไขกระดูกที่มีเชื้อชาติและชาติพันธุ์ที่คล้ายคลึงกันกับผู้ป่วย
เธอยังได้รับเลือดจากญาติสนิทเพื่อให้ร่างกายของเธอมีภูมิคุ้มกันชั่วคราวในขณะที่ทำการปลูกถ่ายเลือดจากสายสะดือ
นักวิจัยนำเสนอรายละเอียดบางส่วนของเคสใหม่นี้ในที่ประชุมยาต้านไวรัสและโรคติดเชื้อฉวยโอกาสในเมืองเดนเวอร์ของสหรัฐ
นักวิจัยเผยว่า เพศและเชื้อชาติของผู้ป่วยหญิงรายนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาวิธีรักษาเอชไอวี
การติดเชื้อเอชไอวีในผู้หญิงแตกต่างจากการติดเชื้อในผู้ชาย ทว่าแม้จะมีผู้หญิงติดเชื้อมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อทั้งโลก แต่มีผู้หญิงเพียง 11% เท่านั้นที่เข้าร่วมการทดลองรักษา
ยาต้านเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพสามารถควบคุมเชื้อเอชไอวีได้ แต่การรักษาคือกุญแจไปสู่การสิ้นสุดของโรคที่ระบาดมานานหลายทศวรรษ โดยทั้งโลกมีผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับเอชไอวีเกือบ 38 ล้านคน ในจำนวนนี้ 73% กำลังรักษาตัว
การปลูกถ่ายไขกระดูกไม่ใช่ตัวเลือกที่เป็นไปได้สำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ เนื่องจากมีความเสี่ยงและเป็นการผ่าตัดใหญ่ จึงมักจะใช้กับผู้ป่วยมะเร็งที่ใช้วิธีอื่นไม่ได้ผล
ก่อนหน้านี้มีผู้ป่วยเพียง 2 คนที่ได้รับการรักษาจนปลอดเชื้อเอชไอวี คนแรกคือ ทิโมธี เรย์ บราวน์ หรือที่ถูกเรียกว่า ผู้ป่วยเบอร์ลิน เขาปลอดเชื้อไวรัสอยู่ 12 ปีก่อนจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2020
ต่อมาปี 2019 อดัม คัสติเยโฮ ได้รับการรักษาจนปลอดเชื้ออีกรายหนึ่ง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเคสของบราวน์ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ
ผู้ป่วยชายทั้งสองคนได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกจากผู้บริจาคที่มีการกลายพันธุ์ของยีนที่สกัดกั้นการติดเชื้อเอชไอวี โดยการกลายพันธุ์นี้พบได้ในผู้บริจาคเพียง 20,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายยุโรปเหนือ
การปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นการเปลี่ยนภูมิคุ้มกันของร่างกายทั้งหมด ของผู้ป่วยชายทั้งสองจึงเจอกับผลข้างเคียงอย่างรุนแรง รวมทั้งอาการสเต็มเซลล์ใหม่ต่อต้านร่างกายผู้ป่วย
บราวน์เกือบเสียชีวิตหลังปลูกถ่ายไขกระดูก ส่วนของคัสติเยโฮนำหนักเขาหายไปเกือบ 70 ปอนด์ หรือ 31.7 กิโลกรัม รวมทั้งสูญเสียการได้ยิน และติดเชื้อหลายครั้ง
ตรงกันข้าม ซูจิงเหม่ย แพทย์เจ้าของไข้จาก Weill Cornell Medicine เผยว่า ในกรณีของผู้ป่วยหญิงรายล่าสุด เธอออกจากโรงพยาบาลในวันที่ 17 หลังการปลูกถ่ายเลือดจากสายสะดือ และไม่มีอาการอาการสเต็มเซลล์ใหม่ต่อต้านร่างกายผู้ป่วย
ซูจิงเหม่ยให้เหตุผลว่าการรวมกันของเลือดจากสายสะดือและเซลล์ของญาติของเธออาจทำให้เธอรอดพ้นจากผลข้างเคียงที่โหดร้ายของการปลูกถ่ายไขกระดูกโดยทั่วไป
ผู้ป่วยหญิงรายนี้ซึ่งอายุเลยวัยกลางคนไปแล้วได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวีเมื่อเดือน ม.ย. 2013 การรับยาต้านเชื้อทำให้เชื้อไวรัสในตัวเธอต่ำ และในปี 2017 เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นลูคีเมียชนิดเฉียบพลัน
เดือน ส.ค.ปีเดียวกันเธอได้รับเลือดจากสายสะดือจากผู้บริจาคที่มีการกลายพันธุ์ที่สามารถสกัดไม่ให้เชื้อเอชไอวีเข้าสู่เซลล์ ทว่าต้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์เพื่อให้เนื้อเยื่อเซลล์เลือดจากสายสะดือติดกันถาวร ดังนั้นเธอจึงต้องรับสเต็มเซลล์เลือดที่ตรงกับเซลล์ของเธอบางส่วนจากญาติสายตรง
มาร์แชล เกลสบี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจาก Weill Cornell Medicine ในนิวยอร์กซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยเผยว่า เซลล์จากญาติของเธอช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันจนกว่าเซลล์เม็ดเลือดจากสายสะดือจะมีทำหน้าที่ได้เต็มที่ ทำให้การปลูกถ่ายมีอันตรายน้อยลง
ผู้ป่วยหญิงรายนี้ตัดสินใจหยุดรับยาต้านไวรัสหลังจากการปลูกถ่ายผ่านไปแล้ว 37 เดือน กว่า 14 เดือนให้หลังก็ตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือด และดูเหมือนว่าจะตรวจไม่พบแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวีด้วย
FOUNDATION-THAILAND/HIV REUTERS/Athit Perawongmetha