#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/637476

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.
“ไม่ใช่ครั้งแรก (และคงไม่เป็นครั้งสุดท้าย)” สำหรับ “ความสูญเสียบนท้องถนนเมืองไทย” แม้อุบัติเหตุบางกรณีจะกลายเป็นข่าวใหญ่ได้รับความสนใจจากสังคมวงกว้าง แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของจำนวนผู้เสียชีวิตหลักหมื่นคนต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาดูจะเหมือนกับเป็น “ไฟไหม้ฟาง” เมื่อเวลาผ่านไป กระแสเริ่มซาลง พฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของคนไทยก็กลับไปสู่ความเสี่ยงเหมือนเดิม
เมื่อเร็วๆ นี้ แพทยสภา จัดงานบรรยายพิเศษ“หมอชวนรู้ ครั้งที่ 1 เรื่อง อุบัติเหตุจราจร แก้ไขได้อย่างไรในมุมมองทางการแพทย์” ณ ห้องประชุมเจตพงษ์ ชั้น 14 อาคารมหิตลาธิเบศร กระทรวงสาธารณสุข อ.เมือง จ.นนทบุรี โดย นพ.อำนวย กาจีนะ นายกสมาคมเวชศาสตร์การจราจร กล่าวว่า ในทางสากลเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนจะให้ความสำคัญ 4 กลุ่มหลักที่ต้องตระหนักความสมดุลของคุณภาพที่เท่าเทียม คือ ผู้ใช้รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ จักรยาน และคนเดินเท้า
ซึ่งหลายประเทศเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญว่านโยบายประเทศให้ความสำคัญความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนอย่างไร ถึงแม้ 3 กลุ่มแรก (ผู้ใช้รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ จักรยาน) ดีอย่างไร ถ้าหากกลุ่มผู้ใช้ถนน (คนเดินเท้า) ยังถูกมองข้าม ยังไม่มีนโยบาย และมีระบบดูแลความปลอดภัย แสดงว่าความสมดุลด้านคุณภาพของผู้ใช้ถนนทั้ง 4 ประเภทยังไม่อยู่ในลักษณะที่สมดุลพอ
“เรื่องนี้ต้องมองผ่านมาตรการที่หลากหลาย คงไม่ใช่เรื่องกฎหมายอย่างเดียว หลายส่วนได้มีการพูดถึงเช่นกัน จึงจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดกฎหมายคนเดินเท้า เพื่อใช้เป็นกรอบให้กับผู้ดูแลกฎหมายในแต่ละระดับ และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้คนเดินเท้า เนื่องจากคนเดินเท้าเป็นกลุ่มสำคัญแต่ยังมีความชัดเจนน้อยมากในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติในเรื่องการพัฒนาสร้างเสริมความปลอดภัย นอกจากนี้ท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำดูแลถนนหนทาง ออกแบบถนนให้เหมาะสมกับการจัดการของท้องถิ่น” นพ.อำนวย กล่าว
ขณะที่ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า ข่าวเหตุการณ์อุบัติเหตุบนทางม้าลาย จะเห็นได้ว่าเกิดขึ้นได้ทุกวัน ลักษณะพาดหัวข่าวจะไม่เหมือนเดิม แต่สิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงคือ “มองไม่เห็นว่าเป็นทางม้าลาย” ซึ่งในแต่ละปีได้มีการสูญเสียจากการข้ามทางม้าลาย ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องหาแนวทางแก้ไขอาจจะด้วยกฎหมายเพื่อลดความเสี่ยง
“ในแต่ละปีก่อนเกิดสถานการณ์โควิดมีคนตายจากอุบัติเหตุดังกล่าวประมาณ 2 หมื่นกว่าคน แต่มาช่วงโควิดปีที่ผ่านมาลดลงเหลือ 1.7 หมื่นคน เฉลี่ยวันละ 48-49 คน จำนวนนี้ร้อยละ 6-8 หรือประมาณ 800-1,200 รายเป็นคนเดินถนน และ 1 ใน 4 เป็นการเดินข้ามถนน ทั้งทางม้าลายและไม่ข้ามทางม้าลาย หรือเฉลี่ยปีละ 300-400 คน แต่ที่มองข้ามไม่ได้คืออีกร้อยละ 5 หรือประมาณหนึ่งหมื่นคน ได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนพิการ” นพ.ธนะพงศ์ ระบุ
ผู้จัดการ ศวปถ. กล่าวต่อไปว่า ปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขคือ 1.ทำอย่างไรให้ทางม้าลายถูกเห็นชัดเจน เช่น ด้วยสัญญาณหรือป้ายหรือไฟ นอกจากนี้ทางม้าลายหลายช่องจราจรทำให้การข้ามมีจุดบอดบดบังสายตา 2.คนขับมาเร็วไม่ชะลอ ที่มักชนส่วนใหญ่เป็นมอเตอร์ไซค์ และ 3.คนเดินไว้ใจทางม้าลายเกินไป คิดว่าคงหยุด แต่รถไม่หยุด บางกรณีถูกดึงสมาธิ เช่น ดูโทรศัพท์มือถือหรือหยอกล้อ แต่กรณีแบบนี้มีไม่มากนัก
ทั้งนี้ ความสูญเสียที่เกิดเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ แต่รากภูเขาน้ำแข็ง ฐานคิดที่ควรตั้งหลักให้ดี ดังนั้นจึงต้องหันกลับมาวางระบบแห่งความปลอดภัยเพื่อลดความสูญเสียเช่น จัดการความเร็ว จัดการตัวถนน จัดการตัวรถ ยานพาหนะ และจัดการตัวคนทั้งผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนน ต้องสะท้อนข้อมูลสู่สังคมอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปสู่การป้องกันเหตุและความสูญเสีย หนุนกระแสสังคมทำให้เกิดวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง และระยะยาว ออกกฎหมายจำกัดความเร็ว สร้างการเรียนรู้ในเด็กและเยาวชน
ด้าน นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้เชี่ยวชาญในคณะที่ปรึกษาขององค์การอนามัยโลก (WHO) ด้านการป้องกันการบาดเจ็บ ให้ความเห็นว่า ต้องผลักดันวัฒนธรรมการหยุดรถให้คนเดินข้ามตรงทางข้าม ขับขี่รถไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตชุมชนเมือง ตามข้อแนะนำในแผนโลกเพื่อความปลอดภัยทางถนนขององค์การอนามัยโลก 2021 บังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวดจริงจัง ปลูกฝังสร้างวินัยเด็กเยาวชน ประชาชนให้ข้ามถนนอย่างปลอดภัยข้ามถนนบนทางท้าลาย และหยุดรถให้คนเดินข้ามผ่านระบบการศึกษาและการรณรงค์ทุกช่องทาง และปรับเปลี่ยนทางข้ามทุกแห่งทั่วประเทศให้ได้ตามแบบมาตรฐานทางข้าม ไม่ใช่แค่ทางม้าลาย
ส่วนนักแสดงที่มีอีกบทบาทหนึ่งเป็นแพทย์ด้วยอย่าง “หมอเจี๊ยบ” พญ.ลลนา ก้องธรนินทร์ กล่าวว่า จะต้องยอมรับก่อนว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องของทางม้าลายมากยาวนานและไม่สามารถแก้ไขได้ อีกทั้งการแก้ไขปัญหาในสังคมไทยเปรียบเหมือน “วัวหายล้อมคอก” หมายถึงเมื่อเกิดปัญหาก็แก้ไขเฉพาะหน้า เช่น ทาสีทางม้าลายใหม่ เมื่อนานวันสีอาจจะลอกได้ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาปรับปรุงทางม้าลายให้เป็นหลักสากลที่ทำกัน นอกจากนี้เรื่องของกฎหมายจะต้องปรับปรุงให้เข้มข้นขึ้นและจริงจัง เนื่องจากบทลงโทษยังอ่อนจึงทำให้คนกล้าที่จะละเมิดกฎหมาย และรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย เพื่อช่วยชีวิตผู้ที่ใช้ท้องถนนให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ข้อมูลจาก “ThaiRAP” หรือ Thailand Road Assessment Programmeซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับองค์กร International Road Assessment Programme (iRAP) ที่มีภารกิจวิเคราะห์และประเมินผลถนนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยประเมินความเสี่ยงของผู้ใช้ทางทั้งหมด 4 กลุ่ม คือ คนเดินเท้า รถยนต์ มอเตอร์ไซค์และจักรยาน จัดอันดับจาก 1 ดาว คือ เสี่ยงมากที่สุด ไปถึง 5 ดาว คือ เสี่ยงน้อยที่สุด ได้เผยแพร่แนวคิด “วิถีแห่งระบบที่ปลอดภัย (Safe System Approach)” ไว้เมื่อวันที่31 ม.ค. 2565 ว่า ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ
1.ถนนที่ปลอดภัย การออกแบบเรขาคณิตถนน อุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย การจัดการอันตรายสองข้างทาง การบริหารจัดการการจราจร 2.ยานพาหนะที่ปลอดภัย การแบ่งประเภทของยานพาหนะ การติดตั้งและบังคับใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยในตัวรถ (เข็มขัดนิรภัย/หมวกกันน็อก/เบรกABS) 3.การใช้ความเร็วที่ปลอดภัย การจำกัดความเร็วในการขับขี่ การใช้ความเร็วเกินกำหนด การบังคับใช้กฎหมายควบคุมความเร็ว 4.ผู้ใช้รถใช้ถนนที่ปลอดภัย พฤติกรรมการขับขี่ ดื่ม
(เมา)แล้วขับ การสอบและมีใบขับขี่ การขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต ทักษะในการบังคับยานพาหนะ การเคารพกฎจราจร
หลักการมีแล้ว..เหลือเพียงขยับเขยื้อนให้มีผลเป็นรูปธรรม!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
