#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/637972

วันเสาร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.
“เมืองของเราตั้งแต่ปี 2500 จนถึงปัจจุบันเติบโตได้ด้วยราชการส่วนกลาง ผมต้องพูดแบบนี้ อาจจะขัดใจแต่ก็คือความจริง คนสร้างเมืองที่สำคัญคือกระทรวงคมนาคม มันผิดฝาผิดตัวไปหมด คือถนนไปถึงไหนเมืองก็เกิดขึ้นที่นั่น รองลงมาคือพวกมหาวิทยาลัย ไปที่ไหนเมืองก็เกิดขึ้นที่นั่น แต่การวางผังเมืองแบบตั้งอกตั้งใจมันไม่มี มันเป็นไปแบบ Urban Sprawl (กระจัดกระจาย)”
ส่วนหนึ่งจากคำกล่าวปาฐกถา เรื่อง “พลวัตของการพัฒนาเมืองกับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ประชาคมโลก” โดย ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “การขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองและกลไกการเติบโตใหม่ : สถาบันพัฒนาเมืองและนโยบายสาธารณะ” อันเป็นความร่วมมือของ อว. โดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กับ สถาบันพัฒนาเมืองและนโยบายสาธารณะ (CTPI) ฉายภาพการพัฒนาเมืองที่ผ่านมาของไทย
ขณะที่ รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้กล่าวว่า วันนี้งานด้านการพัฒนาเมืองได้มาถึงจุดที่เรียกว่าขอบของความรู้ทางวิชาการในระดับหนึ่ง และสิ่งที่ต้องก้าวเดินต่อคือการผลักดันให้ความรู้ไปสู่การลงทุน ซึ่งปัจจุบันก็มีการพัฒนาเมืองโดยระดับท้องถิ่นเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ แต่สิ่งที่ขาดคือกลไกที่ทำให้เกิดการลงทุนได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น แผนพัฒนาท้องถิ่นต้องเกิดขึ้น และเกิดขึ้นด้วยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน
“การรวมพลังกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างมากในกลไกของภาครัฐ เราไม่ปฏิเสธว่าวิธีการลักษณะเดิมเป็นวิธีการที่ต้องหาทางเลือกใหม่ที่มากขึ้นเรามีประสบการณ์ตรงว่าในกลไกหลักแบบเดิม ถ้าเดินหน้าต่อไป ความเร่งด่วน สถานการณ์ปัจจุบัน อาจจะไม่สามารถทำให้คนรุ่นต่อไปสามารถมีความหวังต่อพื้นที่ของเขาได้เจตนารมณ์ของวันนี้จึงเป็นการเอาความรู้ที่พวกเรามีอยู่ ได้เกิดพื้นที่ของความรู้ แล้วก็ออกแบบกลไก แล้วก็จะเดินตามด้วยกันไปต่ออย่างไร” รศ.ดร.ปุ่น กล่าว
ภายในงานยังมีการเสวนา เรื่อง “City Transformation by CTPI” ซึ่ง รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การพัฒนาเมืองคือการเชื่อมโยงของทรัพยากรที่ไหลเข้าพื้นที่เมืองที่เน้นการค้า-การลงทุน แต่ต้องไม่ลืมว่าทรัพยากรนั้นคือทรัพยากรจากธรรมชาติ รวมถึงทรัพยากรมนุษย์หรือแรงงาน เช่น ผู้พัฒนาอยากให้เมืองมีลักษณะอย่างหนึ่ง แต่อาจต้องไปดึงทรัพยากรธรรมชาติมาจากอีกพื้นที่หนึ่ง อาทิ ในชนบทที่มีภาคเกษตรกรรมซึ่งก็ใช้ทรัพยากรนั้นอยู่ด้วยเช่นกัน
“ในเชิงกลไกการพัฒนา มันไม่เอื้อให้เกิดแม้กระทั่งการตีแผ่ข้อมูลออกมาว่าใครใช้? Demand (ความต้องการ) จริงๆ ในแต่ละพื้นที่ที่เป็นเมืองและชนบทเท่าไหร่? แล้วก็ในเรื่องของศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่เราก็ไม่รู้ว่ามีเหลือเท่าไหร่? ในขณะเดียวกันเราก็มีความท้าทายที่มันจะเกิดขึ้นอีกมากมายที่มันจะเข้ามา เรื่องใหญ่ๆ ก็พวกแบบ Climate Change (ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ)เรื่องพลังงาน อาหารไม่พอ คนเข้ามาอยู่ในเมืองเยอะ การสูญเสียความเป็นตัวตนของการอยู่ในพื้นที่เมือง ต่างคนต่างอยู่
การพัฒนาย่านต่างๆ มันก็เลยเกิดขึ้นมา ดังนั้นมันจำเป็นที่จะต้องมองการเชื่อมโยงแบบนี้ในเชิงปัจจุบัน แล้วก็ฉายภาพไปในอนาคตด้วยว่าความเปลี่ยนแปลงที่มันจะเข้ามานี้มันส่งผลกับ Supply (การจัดหา) หรือ Demand อย่างไรที่มันจะทำให้เปลี่ยนแปลง แล้วเราก็ต้องเอามาขึงกันก่อน แล้วเราก็ต้องดูศักยภาพเชิงพื้นที่” รศ.ดร.วิจิตรบุษบา กล่าว
เจ้าภาพร่วมในการจัดงานครั้งนี้ ชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานบริหารสถาบันพัฒนาเมืองและนโยบายสาธารณะ (CTPI) ให้ความเห็นว่า “การพัฒนาเมืองกับชนบทต้องเกื้อกูลกัน” เช่น แม้พื้นที่เกษตรกรรมอยู่ในชนบทแต่ก็ต้องมาขายผลผลิตในเขตเมือง หรือนักท่องเที่ยวมาเยือนก็ไม่ได้อยู่แต่ในเมืองแต่ยังออกไปท่องเที่ยวในชนบทด้วย ถึงกระนั้น“เมืองแต่ละเมืองมีความแตกต่างกัน” แม้กระทั่งเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้กันก็ตาม นโยบายจึงไม่สามารถทำเหมือนกันแบบเสื้อเหมาโหล (One Site Fit All) ได้
“เรามีผังเมืองเพราะเรามีกรมโยธาธิการและผังเมือง แต่แผนเมืองที่เป็นยุทธศาสตร์เมืองเหมือนกับบริษัทที่ต้องมีแผนธุรกิจ แผนพวกนี้จำเป็นที่จะต้องทำเนียนๆ ซึ่งนั่นแปลว่าต้องถอดรหัส ต้องเข้าใจ เหมือนกับเราปอกต้นหอม คือศึกษาให้ทะลุเลย พอเราได้ข้อมูลชัดเจน เอาตรงนั้นมาถอดรหัสแล้วก็ทำมาเป็นแผนที่เราสามารถลงทุนได้ บางอย่างทุนต้องใช้ภาครัฐบาล เราก็ต้องทำเรื่องไปขอ จะเป็นงบอุดหนุน งบ Function (ขับเคลื่อน) แต่บางอย่างงบไม่พอเอกชนลงทุนได้ไหม? เราก็สามารถทำได้ ไม่เช่นนั้นเราจะมีน้ำประปาใช้ทั้งประเทศเมื่อไหร่? เรารอไม่ได้
อย่างเขาใหญ่ พอไปกิโล 7 ไม่มีน้ำประปา ทุกคนขุดบาดาลกันหมด พอขุดบาดาลกันเยอะๆ ไม่นานเขาใหญ่จะต้องเป็นป่าเต็งรังแน่นอน ผมอยู่ที่นั่น พออยู่ตรงนั้นแทนที่คิดว่าจะดูเฉพาะบ้านเรา เราคิดว่ามันควรจะดูทั้งชุมชนไหม?แล้วผมก็พยายามปลุกระดมคนในแต่ละชุมชนให้ลุกขึ้นมา แล้วคนที่พอมีสตางค์ก็ต้องเฉลี่ยลงไปดูแลคนที่มีสตางค์น้อยกว่า” ชยดิฐ ระบุ
เช่นเดียวกับ กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กล่าวเสริมว่าหากรอหวังพึ่งรัฐบาลกลางทุกเรื่องการพัฒนาคงเกิดขึ้นได้ยากโดยการพัฒนาสามารถเกิดขึ้นได้จากพื้นที่ที่มีผู้นำที่ดี มีการรวมกลุ่มที่ดี มีแผนงานที่ดี และมีความกระตือรือร้นอยากพัฒนา ดังนั้น ต้องเปิดช่องทางให้พื้นที่นั้นสามารถดำเนินการพัฒนา แต่ประเทศไทยยังมีปัญหาประสิทธิภาพของรัฐบาลกลางอีกทั้งระบบราชการที่เป็นอุปสรรคต่อผู้นำท้องถิ่นที่มีความคิดดีๆ ไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยตนเองได้
“ผมไปภูเก็ตบ่อย ยิ่งช่วงโควิดเรายิ่งได้เห็น เพราะภูเก็ตเขาเดือดร้อนมาก แต่ภูเก็ตเป็นที่รวมตัวของคนที่เขารู้เลยว่ายุทธศาสตร์ที่ดีสุดสำหรับเมืองเขาเองคืออะไร แล้วอาจจะบอกได้ว่าไม่น่าที่จะมีการรวมตัวของคนที่เข้าใจอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับโลกที่ไหนในโลกที่มีมากกว่าที่กรุงเทพฯ คือคนเก่งเยอะมาก เขาดูแลมาหมด นักท่องเที่ยวที่มาภูเก็ตมาจากทั่วโลก
เขาเข้าใจตลาดลูกค้าเขาทุกอย่างเขารู้ Exactly (อย่างถ่องแท้) ว่าเขาต้องทำอะไร แต่เขาขยับไม่ได้เพราะว่ามีระบบราชการและระบบการปกครองที่ยังยึดหลักการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่กรุงเทพฯ ครอบเขาอยู่ฉะนั้นเวลาเราไป เราเห็นเลยว่า อย่างสำหรับภูเก็ต คำตอบที่สำคัญที่สุดในระบบโครงสร้างก็คือเขาต้องมีสิทธิ์ที่จะปกครองตัวเองมากกว่านี้” กรณ์ ยกตัวอย่าง
อีกด้านหนึ่ง ยังมีตัวอย่างจากต่างประเทศ โดย ไพจิตรวิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน กล่าวถึงแนวคิด “การพัฒนากลุ่มเมือง” หรือเมืองที่อยู่ใกล้กันในจีน เช่น พื้นที่คอไก่ ที่ประกอบด้วยกรุงปักกิ่งเมืองเทียนจิน และมณฑลเหอเป่ย, พื้นที่อกไก่ ประกอบด้วยเมืองเซี่ยงไฮ้และอีก 26 เมือง เป็นต้น แต่ประเทศไทยยังไม่ค่อยมีการพัฒนาในลักษณะนี้
เช่น เมื่อรถไฟจากจีนมาถึงกรุงเวียงจันทน์-ท่านาแล้งในฝั่ง สปป.ลาว จังหวัดของฝั่งไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ดังกล่าว อย่าง ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย แต่ละแห่งมุ่งพัฒนาเมืองของตนเองโดยไม่มีการเชื่อมสู่การพัฒนากลุ่มเมือง เพื่อต่อยอดสู่การเป็นระเบียงเศรษฐกิจ ดังตัวอย่างของโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่ประกอบด้วยจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง
“ทำอย่างไรจะให้ระเบียงเศรษฐกิจเหล่านี้มันเชื่อมกัน คือถ้าเรามองเป้าระยะยาวแบบนั้น สภาพัฒน์มาวางแผนการจัดสรรงบประมาณภาครัฐมาช่วยสนับสนุน อย่างไรก็ตามภาครัฐยังมีบทบาทนำ ต้องให้รัฐนำ แต่เอกชนก็เกาะแล้วก็กระโดด อันไหนที่ไม่ต้องพึ่งภาครัฐนั้นเป็นสิ่งที่ดี มันเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ อันนี้จะคล้ายๆ กับจีน จีนก็ใช้บทบาทภาครัฐนำ แต่การเติบโตของเขามันจะเป็นลักษณะภาครัฐร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคประชาชนอย่างกลมกลืน” รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน กล่าว
SCOOP@NAEWNA.COM
