#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/639547

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
“คำว่าประมาท คำว่ามีวินัยแล้วจะทำให้ปลอดภัยใช่ไหม? แต่มันไม่สื่อว่าเราจะให้เขามีพฤติกรรมอะไรต่างหาก สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ จะเห็นว่างานวิจัยเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องพฤติกรรม ที่เรียกว่าขับรถเร็วอะไรพวกนี้ แต่สิ่งแรกที่เขาดูคือทักษะ Perception คือการรับรู้สถานการณ์โดยรอบ อย่างเช่นการเดินข้ามถนนไม่มองเลนสุดท้าย นั่นคือการรับรู้สถานการณ์โดยรอบ จริงๆ จะบอกว่ามันคือความผิดพลาด”
ปัญณ์ จันทร์พาณิชย์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนามาตรการป้องกันการบาดเจ็บจากการจราจร กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กล่าวในงานประชุมนำเสนอผลการดำเนินงาน VIA Road Safety Education Programme เพื่อสร้างทักษะด้านความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มนักเรียน เมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ. 2565 ที่ผ่านมา ว่าด้วย “ความผิดพลาด” ในการรับรู้และการตัดสินใจจนนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ
ซึ่งความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจ โดยมีสาเหตุมาจากการไม่รับรู้สถานการณ์โดยรอบ การเข้าใจหรือตีความที่ผิดพลาด และการตัดสินใจผิดพลาด สำหรับอุบัติเหตุบนท้องถนนยังหมายถึงการบังคับยานพาหนะที่ผิดพลาด “ที่ผ่านมาวิธีการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนยังเน้นการกวดขันวินัยจราจร แต่การบังคับใช้กฎหมายนั้นครอบคลุมปัญหาได้เพียงร้อยละ 32 เท่านั้น” ในขณะที่ทักษะชีวิตว่าด้วยการรับรู้ เข้าใจ เพื่อลดโอกาสการตัดสินใจผิดพลาดจนนำไปสู่ความสูญเสีย คนไทยไม่เคยถูกสอนให้เรียนรู้และตระหนักอย่างจริงจัง
ปัญณ์ ยกตัวอย่างผลการศึกษาว่าด้วย “พฤติกรรมการใช้จักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์) ในสังคมไทย” ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม แบ่งเป็นร้อยละ 28 หัดขี่ด้วยตนเอง ส่วนอีกร้อยละ 72 คนใกล้ตัวเป็นผู้สอน อาทิพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ เพื่อน รุ่นพี่ ฯลฯ แต่ไมได้ผ่านการฝึกทักษะขับขี่อย่างปลอดภัย ขณะที่อายุเฉลี่ยที่เริ่มหัดขี่อยู่ที่ 10 ปี จึงไม่แปลกที่ความสูญเสียจะมีค่อนข้างมาก อีกด้านหนึ่ง “สังคมไทยให้ความสำคัญกับยานพาหนะมากกว่าคนเดินเท้า จึงส่งผลต่อวัฒนธรรมการข้ามถนนด้วย” ในประเทศไทยต้องรอให้รถว่างจึงเดินข้ามได้ แต่ในต่างประเทศยานพาหนะจะต้องหยุดให้คนเดินข้ามเสมอ คำถามคือ “แล้วเราสอนให้คนข้ามถนนอย่างไร?” ในวัฒนธรรมที่แตกต่างนี้
ข้อค้นพบข้างต้นนำมาสู่ความพยายามผลักดันหลักสูตร “VIA Road Safety Education Programme” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในปี 2560 จากผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและด้านความปลอดภัยบนท้องถนน โดยมีผู้ผลิตยางรถยนต์และน้ำมันเครื่องเจ้าดังระดับโลกอย่างมิชลินและโททาลให้การสนับสนุน และบริหารจัดการโดย Global Road Safety Partnership (GRSP) องค์กรที่ได้รับการสนับสนุนโดยสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (International Federation of the Red Cross and Red Crescent Societies)
หลักสูตร VIA Road Safety Education Programme ปัจจุบันมีการใช้งานใน 30 ประเทศทั่วโลก โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่จำลองสถานการณ์ใกล้เคียงท้องถนนจริง เช่น การให้ผู้เรียนได้นั่ง ณ ที่นั่งคนขับของพาหนะชนิดต่างๆ แล้วมองหาเพื่อนๆ ที่ยืนถือป้ายตามจุดต่างๆ รอบตัวรถ เพื่อเรียนรู้เรื่องของจุดบอด หรือจุดที่ผู้ขับขี่มองไม่เห็น ซึ่งเป็นจุดที่ต้องหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่เพราะสุ่มเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุถูกเฉี่ยวชนได้
หรือการให้ผู้เรียนปิดตาแล้วเดินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง เพื่อให้ตระหนักความสำคัญของการมองทาง โดยเฉพาะยุคปัจจุบันที่ผู้คนมักใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนกันแทบทุกขณะของชีวิต แต่การเดินเท้าหรือขับขี่ยานพาหนะแล้วสายตาจดจ่ออยู่กับมือถือ ก็เป็นพฤติกรรมเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเพราะไม่ได้มองเส้นทางที่อยู่ตรงหน้า รวมถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆที่อยู่รายรอบ เป็นต้น
ว่าที่ ร.ต.ณัฐพล นาคะเต ครูโรงเรียนวัดทรงธรรม อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ที่นี่เป็นโรงเรียนนำร่องกลุ่มแรกของประเทศไทยในการใช้หลักสูตร VIA สอนนักเรียน เล่าถึงกิจกรรมหลากหลายที่ทำให้ผู้เรียนมองเห็นสภาพความเป็นจริงในการใช้รถใช้ถนน เช่น เรื่องของจุดบอดของยานพาหนะ หรือการให้นักเรียนลองสำรวจและวิเคราะห์จุดเสี่ยงในเส้นทางจากบ้านมาโรงเรียน
ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังนำไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น เทศบาล อบต. เพื่อแก้ไขได้ด้วย ขณะเดียวกันยังจัดครูออกตรวจตราเฝ้าระวังตามจุดเสี่ยง เช่น แยกวัดใจ หมายถึงทางแยกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร ทั้งนี้ นักเรียนมีการเดินทางที่หลากหลาย ทั้งรถประจำทาง เรือข้ามฟาก รวมถึงบางพื้นที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์มาเรียนเองเพราะอยู่บ้านลึกห่างจากถนนสายหลัก
เปรมศักดิ์ ปัญญาสาร หัวหน้ากลุ่มสาระฯ สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดน้อยใน) ในพระราชูปถัมภ์ฯ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เล่าว่า พบปัญหาเด็กติดโทรศัพท์มือถือ แม้กระทั่งเดินข้ามถนนก็ยังเล่น ในขณะที่
สภาพภูมิประเทศรอบโรงเรียนนั้นถนนค่อนข้างเล็ก ยิ่งซอยเข้าโรงเรียนยิ่งแคบรถแล่นสวนกันลำบาก อีกทั้งบริเวณใกล้เคียงมีโรงเรียนตั้งอยู่หลายแห่ง และมีวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างจำนวนมาก ซึ่งการเรียนการสอนหลักสูตร VIA ทำให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการเดินและการข้ามถนนอย่างระมัดระวังเพื่อให้เกิดความปลอดภัย
เช่นเดียวกับครู 2 ท่านซึ่งเป็นตัวแทนจาก โรงเรียนวัดสะแกงาม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ประกอบด้วย ชัยวัฒน์ ขำบางพูน และ สุภกฤต ดอนวันหา ที่กล่าวว่า แม้แนวทางจะมาจากคู่มือของ VIA แต่ครูจะเป็นผู้นำไปปรับรูปแบบวิธีการสอน จากในห้องเรียนสู่การปฏิบัติในสถานที่จริง “เด็กบางคนไม่เคยเดินข้ามถนนหรือโดยสารรถประจำทางด้วยตนเองมาก่อน” เพราะผู้ปกครองไม่ปล่อยให้บุตรหลานได้ทำ การมีหลักสูตรนี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้ โดยทางโรงเรียนนำไปสอดแทรกไว้ในกิจกรรมชุมนุมและกิจกรรมลูกเสือ
ถึงกระนั้น สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ทำให้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน (On Site) ได้กลายเป็นข้อจำกัด อาทิ ฐานพัฒน์ สังตรีเศียร ครูกลุ่มสาระฯ สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ที่ยอมรับว่า โรงเรียนสามารถเปิดเรียนแบบ On Site ได้เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น โดยให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจกับจุดบอดของยานพาหนะ เช่น รถกระบะ รถตู้ แต่หลังจากนั้นก็ต้องเรียนออนไลน์กันยาวนาน
ไม่ต่างจาก มีนา โสวรส ครูกลุ่มสาระฯ สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 4 เขตหนองจอก กรุงเทพฯ เล่าว่า โรงเรียนไม่อนุญาตให้นักเรียนขี่มอเตอร์ไซค์มาเรียนเอง เพราะเส้นทางที่มาถึงโรงเรียนต้องผ่านถนนสุวินทวงศ์ และนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ซึ่งมีรถบรรทุกวิ่งจำนวนมาก แต่ก็ทราบข่าวนักเรียนไปขับขี่เองในช่วงที่ไม่ได้มาโรงเรียนแล้วเกิดอุบัติเหตุอยู่เป็นระยะๆ
จึงหวังว่าจะสามารถนำหลักสูตร VIA มาสอนได้ในปีการศึกษาถัดไป!!!
SCOOP@NAEWNA.COM