#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/679017
วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 17:34 น.
บทความทัศนะโดย อันเดร ซูบอฟ ใน The Moscow Times
ซูบอฟบอกว่าสังคมก็เหมือนพีระมิดที่จะบอกว่าประชาชนใกล้ชิดและมีอิทธิพลต่อผู้นำแค่ไหน สังคมประชาธิปไตยพีระมิดจะแบนราบ โดยฐานจะเป็นมุมแหลม ส่วนยอดจะเป็นมุมป้าน
ขณะที่ในสังคมอัตตาธิปไตย (สมบูรณาญาสิทธิราชย์,ทรราชย์) ส่วนยอดจะเป็นมุมแหลม ส่วนฐานจะเป็นมุมน้อยกว่า 90 องศาเล็กน้อย โดยสังคมของรัสเซียจะเป็นพีระมิดแบบอัตตาธิปไตยยกระดับ
ซูบอฟระบุว่า สังคมแบบนี้ราว 80% ของประชากรอยู่ในส่วนฐาน ประชากรกลุ่มนี้มีฐานะปานกลางหรือยากจน มุมมองต่อโลกของพวกเขาได้มาจากการดูโทรทัศน์มากกว่าจะมาจากอินเทอร์เน็ต และยังไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศหรือไปพักตากอากาศที่ชายหาดส่วนตัวในอียิปต์ ตุรกี ตูนิเซีย หรือไห่หนาน
คนกลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มต่อต้านอเมริกา โดยการต่อต้านอเมริกานี้เกิดจากความอิจฉา เพราะพวกเขาแทบไม่รู้จักอเมริกา บ่อยครั้งที่ภาพของโลกของคนกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับทฤษฎีสมคบคิด ประวัติศาสตร์เทียม และความคิดแปลกๆ อื่นๆ คนกลุ่มนี้ไม่ดิ้นรนอะไรแม้จะไม่พอใจกับชีวิตของตัวเอง และส่วนใหญ่จะเชื่อฟังรัฐ
ในสถานการณ์ขณะนี้ส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้คือราว 70% สนับสนุนการทำสงครามในยูเครนของปูติน พวกเขาไม่ต้องการส่งลูกๆ เข้าสู่สงครามและต้องการหลีกเลี่ยงความยุ่งยากของสงคราม
ซูบอฟบอกว่า ระดับที่ 2 ของพีระมิดคือ 18-19% ของประชากร คนกลุ่มนี้ได้รับการศึกษามาอย่างดี และใช้อินเทอร์เน็ต ไปต่างประเทศ และรู้จักโลกดี หลายคนมีแหล่งรายได้ที่ไม่ต้องพึ่งพารัฐบาล ขณะที่คนอื่นๆ ทำงานในองค์กรของรัฐและรับราชการ ทำงานให้ผู้นำแต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของผู้นำ คนกลุ่มนี้มักจะร่ำรวยแต่ก็ไม่เสมอไป พวกเขาอาจจะมีบ้านเล็กๆ ในลัตเวียหรือบัลแกเรีย หรือแม้แต่อพาร์ทเม้นต์ในโกตดาซูร์
คนเหล่านี้เข้าใจโลกดีมาก และส่วนใหญ่มีความเข้าใจโลกอย่างชัดเจน และหลายคนมีหลักศีลธรรมที่เข้มแข็งและเห็นคุณค่าของเสรีภาพ ขณะที่คนอื่นๆ ขายความสามารถให้ผู้มีอำนาจ และได้รับค่าตอบแทนอย่างงามในมหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้นำแลกกับการปิดปาก
70% ของคนกลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยกับสงครามในขณะนี้ มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ช็อกกับเหตุการณ์ล่าสุดและกำลังหันเหความจงรักภักดีออกจากผู้มีอำนาจและหลักศีลธรรมที่พวกเขาไม่เห็นด้วย โดยการลาออกจากงานข้าราชการ สื่อของรัฐ แต่ไม่ใช่ผู้จงรักภักดีทุกคนจะทำแบบนี้
ซูบอฟบอกต่อว่า กลุ่มสุดท้ายคือยอดพีระมิด ซึ่งมีเพียง 1-2% ของประชากร คือกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากระบบรัสเซียในปัจจุบัน
คนกลุ่มนี้อุทิศตนอย่างเต็มที่ให้กับผู้มีอำนาจ พวกเขายังได้รับการศึกษาที่ดีและเข้าใจทุกอย่าง พวกเขามีแมนชั่นอยู่ในตะวันตก รวมทั้งมีเงินฝากก้อนใหญ่อยู่ในธนาคารต่างประเทศ (ตั้งแต่สวิตเซอร์แลนด์ไปจนถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) และมีหน้าที่การงานในธุรกิจระดับโลก
คนกลุ่มนี้คือเจ้าหน้าที่ระดับสูง หัวหน้ารัฐวิสาหกิจ พวกที่ถูกเรียกกันว่าเป็นตัวแทนสภาดูมาและสภาสูง ผู้ว่าการ นายพลของกองทัพ หน่วยงานความมั่นคงกลาง (FSB) หน่วยข่าวกรอง (GRU) พวกเขาขายเสรีภาพของตัวเองให้ปูตินโดยได้รับความร่ำรวยและชีวิตที่ไร้ความกังวลเป็นสิ่งตอบแทน
พวกเขาเป็นผู้ดำเนินการตามเจตจำนงของปูตินอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางอุดมการณ์ แต่ด้วยเหตุผลที่เห็นแก่ตัวล้วนๆ
ตอนนี้ความหวาดกลัวและความผิดหวังกำลังครอบงำในกลุ่ม “ชนชั้นสูง” นี้ คำที่คุณได้ยินในสำนักงานเครมลิน สำนักงานใหญ่ของ FSB สำนักการบริหารของประธานาธิบดีคือ “พวกเขาหลอกเรา”
ปูตินทำลายภาพลวงตาแห่งความหวานชื่นของคนกลุ่มนี้ด้วยการเปิดสงครามกับยูเครน ทำให้เงินและวิลล่าที่อยู่ในสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกถูกอายัด หรือแม้แต่การเรียกร้องความจงรักภักดีจากพวกเขาเพิ่มขึ้น
การเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทำให้หลายคนกลายเป็นอาชญากรสงครามซึ่งจะถูกดำเนินคดีในศาลโลก เหนือสิ่งอื่นใดคือ พวกเขาต้องเผชิญกับความหวาดกลัวการกลวาดล้างครั้งใหญ่หากรัฐบาลปัจจุบันยังเดินหน้ารุกรานประเทศอื่น หรือความหวาดกลัวการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งไม่ใช่อนาคตที่คนเหล่านี้วาดไว้
ซูบอฟระบุว่า ณ จุดหนึ่งคนเหล่านี้จะไม่จงรักภักดีกับปูตินอีกต่อไป พวกเขาไม่อยากสูญเสียทุกสิ่งที่มีอยู่หรือแม้แต่ชีวิต หากไม่มีคนเหล่านี้ปูตินจะเป็นแค่ชายแก่คนหนึ่งที่หลบอยู่ในบังเกอร์เท่านั้น ไม่ใช่จอมเผด็จการที่ยิ่งใหญ่อีกต่อไป
ซูบอฟบอกว่า ปูตินอาจจะกดปุ่มสีแดงที่น่าอับอาย แต่ตอนนี้ไม่มีใครทำตามคำสั่งเขาแล้ว นับประสาอะไรกับพวกคลั่งไคล้แค่ไม่กี่คน พวกเขาจะถูกโดดเดี่ยวเหมือนเผด็จการที่ทำผิดพลาด
ปูตินไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากชนชั้นถัดมา เพราะชนชั้นนี้เป็นปฏิปักษ์หรือภักดีต่อปูตินด้วยเหตุผลเดียวกับกลุ่มอีลีทและจะทอดทิ้งปูตินเช่นเดียวกับอีลีท และไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้คน ผู้คนเหล่านี้แม้จะเห็นอกเห็นใจปูตินแต่ก็จะไม่ทำตามคำสั่งปูติน
ซูบอฟกล่าวว่า หากปูตินชนะสงครามยูเครนภายใน 2 วันและตะวันตกไม่มีมาตรการคว่ำบาตร ปูตินจะคงไว้ซึ่งความจงรักภักดีและการอุทิศตนราวกับต้องมนตร์ของชนชั้นสูง เหมือนกับฮิตเลอร์ในปี 1939-1941 และการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของประชาชน ขณะที่กลุ่มปัญหาชนจะถูกแบ่งแยกและโดดเดี่ยว
บทความของซูบอฟระบุว่า ปูตินพ่ายแพ้สงคราม เพราะไม่สามารถโจมตีทางทหารทันทีเพื่อเอาชนะอย่างรวดเร็ว การคว่ำบาตรครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างมาก ดังที่ประธานาธิบดีไบเดนเคยพูดไว้
ซูบอฟบอกว่า ปูตินยืนอย่างโดดเดี่ยว นี่ไม่ใช่อิหร่านซึ่งมีการตั้งอยาตอลเลาะห์ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิวัติทางศาสนา (เช่นเดียวกับพรรคบอลเชวิกในรัสเซียในปี 1917-1922) และไม่ใช่เกาหลีเหนือซึ่งสงครามต่อต้านลัทธิอาณานิคมถูกเปลี่ยนเป็นระบบเผด็จการ
รัสเซียต้องอยู่กับระบอบโจราธิปไตยที่น่าเบื่อและไร้ความคิดมากว่า 30 ปี
ซูบอฟบอกว่า ปูตินยกเลิกระบอบนี้ เขาไม่สามารถเป็นผู้นำของระบอบนี้ได้อีกต่อไป เขาทำให้ตัวเองอับอายขายหน้าต่อหน้าชาวโลกที่มองว่าเขาเป็นอาชญากรสงครามสุดอันตรายและมีสัญญาณของอาการป่วยทางจิต พวกเขาจะโค่นปูตินในอนาคตอันใกล้
และจะขึ้นอยู่กับผู้นำคนใหม่ที่จะฟื้นฟู “ชีวิตที่สวยงาม” ของพีระมิด ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับตะวันตก ปลดล็อกบัญชีในธนาคารต่างประเทศ และปล่อยทรัพย์สินของประชาชนที่ถูกอายัด ซึ่งบุคคลที่ดีที่สุดในการทำเช่นนี้คือคนที่ไม่มีมลทินจากอาชญากรรมในปัจจุบัน อันที่จริงควรจะเป็นคนที่ประณามพวกเขาดัง ๆ แต่ผู้ที่มาจากสภาพแวดล้อมของพวกเขาคือบุคคลที่สามารถทำข้อตกลงกับพวกเขาได้
เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ถูกคุกคามจากลัทธิสตาลิน หรือเส้นทางของอิหร่าน หรือเส้นทางของเกาหลีเหนือ มวลชนรัสเซียเงียบและจะไม่มีการปฏิวัติ แต่จะมีการรัฐประหารในเวลาอันใกล้มากๆ นี้ เหมือนกับการขับไล่ นีกีตา ครุชชอฟ เมื่อปี 1964 หรือการสวรรคตของจักรพรรดิปอลในปี 1801 หรือการเสียชีวิตปริศนาของสตาลินในเดือน มี.ค. 1953
แต่มันจะถูกจะทำเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกด้วยความเห็นชอบและการสนับสนุนทางศีลธรรมของชนชั้นกลางซึ่งเป็นชนชั้นที่กระตือรือร้น และจะเป็นการทำเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยและเสรีภาพของประชาชน