#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/643882

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
“หลังจากเจอพิษการระบาดของโรคโควิด-19 พลอยก็ต้องหยุดชะงักกับงานที่ทำค่ะ เพราะว่าแอร์โฮสเตสเป็นอีกหนึ่งอาชีพแรกๆ เลยที่ต้องหยุดการทำงานไปไตร่ตรองอยู่ไม่นานตัดสินใจลงทุนเปิดที่สอนภาษา พลอยมองว่าลองทำอะไรที่สามารถใช้ความสามารถที่เรามีดูก่อนเรามีความรู้เรื่องภาษาจีน เพราะเราใช้สื่อสารในทุกๆ วัน เวลาที่ทำงาน และเราก็ยังมีความรู้ด้านการบริหารด้วย”
เรื่องเล่าจาก “พลอย” เศรษฐีอร รื่นเริง ศิษย์เก่าระดับปริญญาโท สาขาวิชาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยรังสิต ถึงผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดใหญ่อย่างโควิด-19 และ “แอร์โฮสเตส” เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ต้องหยุดทำงาน จึงมองหาทักษะที่มีอยู่เพื่อปรับตัว และเริ่มต้นเส้นทางสายใหม่ด้วยการทำธุรกิจ “สถาบันสอนภาษาจีน” มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ซึ่งตอบโจทย์ยุคปัจจุบันที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานรู้ภาษาจีนในฐานะภาษาที่ 2 หรือที่ 3
โดยการสอนจะเริ่มจากการสอบถามก่อนว่าอยากเรียนเพื่อเน้นอะไร จะใช้สื่อสารเป็นหลัก หรืออยากเน้นเรื่อง Speak Up มากกว่า ส่วนการสอนเด็กเล็กแม้หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องยากแต่จริงๆ แล้วเด็กมีทักษะการเรียนรู้ที่ดีมาก ซึ่งการสอนก็จะต้องพูดช้าๆ ซ้ำๆ เพื่อให้จำได้ ทั้งนี้ การเปิดสถาบันภาษามีความท้าทายหลายเรื่อง ตั้งแต่การทำการตลาด การสร้างตัวตนเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้และเปิดใจให้ รวมถึงการรักษาลูกค้าหรือลูกศิษย์ไว้ ต้องสร้างความประทับใจเพื่อให้สมัครเรียนในคอร์สต่อๆ ไป
พลอย เล่าต่อไปว่า การเรียนด้านบริหารทำให้เข้าใจการทำงานมากขึ้นยกตัวอย่างในอาชีพแอร์โฮสเตส ในตอนที่เป็นพนักงาน ก็จะต้องปฏิบัติตามกฎขององค์กร ขั้นตอน 1-2-3-4 ฯลฯ แต่เมื่อมาเรียนด้านบริหารธุรกิจ ก็ทำให้เห็นภาพว่ากฎระเบียบหรือขั้นตอนต่างๆ ที่กำหนดให้พนักงานทำนั้นมีเหตุผลอะไร หรือผู้บริหารมีเป้าหมายอย่างไร เมื่อเกิดความเข้าใจก็สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข
“พลอยอยากขอยกเครดิตให้กับปริญญาโท วิทยาลัยนานาชาติจีน ที่พลอยเรียนมาเลยค่ะ Skill ของการบริหารมาเต็มเมื่อได้เรียนรู้ตรงนี้ การเรียนไม่ได้เฉพาะเรียนจากทฤษฎี แต่เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของเหล่าอาจารย์ วิทยากรที่มาสอนเราด้วย การจะเป็นคนบริหารเองนั้น มันจะมีปัญหาร้อยแปดให้ต้องคิดต้องตัดสินใจกว่าเป็นเป็นพนักงาน”พลอย ระบุ
แต่การเรียนไป-ทำงานไป ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลำพังการทำงานอย่างเดียวก็ทำเอาหลายคนเหนื่อยจนแทบอยากจะล้มตัวลงนอนทันทีที่กลับถึงบ้าน จึงต้องอาศัยความมุ่งมั่นพยายามอย่างมากดังตัวอย่างของ พลอย ที่เผยว่า จันทร์-ศุกร์เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำงานอย่างเต็มที่แต่ในวันศุกร์เมื่อภารกิจการงานเสร็จสิ้นก็จะต้องเตรียมตัวเรื่องการบ้านหรือการพรีเซนต์งานต่างๆ เพื่อที่จะเต็มที่กับการเรียนในวันเสาร์-อาทิตย์
ซึ่งตลอด 2 ปีในชีวิตของการเรียน ป.โท แม้จะเหนื่อยมากแต่ก็สนุกมากเช่นกัน และถึงจะเรียนอยู่ใน ม.รังสิต ประเทศไทย แต่บรรยากาศนั้นราวกับอยู่ในสังคมชาวจีน เพราะเต็มไปด้วยเพื่อนและอาจารย์ที่มาจากทั้งจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน โดยการเรียนการสอนจะใช้ภาษาจีนเป็นหลัก มีภาษาอังกฤษบ้างเล็กน้อย
จึงสามารถสร้างการเรียนรู้กับผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ ในด้ารการสื่อสารทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน
“เนื่องจากเราเรียนเกี่ยวกับบริหารธุรกิจ คำศัพท์ด้านการบริหารจึงมาเต็มอีกสิ่งหนึ่งที่ได้จากการเรียนปริญญาโทก็คือ Connection จากเพื่อนและอาจารย์ หลังเลิกเรียนก็จะมีนัด Meeting พูดคุยแลกเปลี่ยนกันหลายเรื่อง ได้ช่วยเหลือกัน ได้ทำความรู้จักกันเกิดเป็นความสนิทสนมขึ้นมา แม้กระทั่งที่พลอยจะเปิดสถาบันสอนภาษาเองก็ได้มีปรึกษาเพื่อนคนจีนหลายคนเลย เขาก็จะแนะนำว่าเออที่ประเทศเขาพวกสถาบันสอนภาษามีความโดดเด่นอะไรบ้าง พลอยก็จะหยิบจับจากที่ฟังมา ดูว่าอะไรจะสร้างความน่าสนใจให้กับสถาบันของพลอยบ้าง” พลอย กล่าว
อนึ่ง แม้หลายคนจะเห็นความสำคัญของภาษาจีน แต่อาจไม่กล้าเริ่มเรียนเพราะมองว่าเป็นเรื่องยาก เช่น ตัวอักษรซับซ้อน การออกเสียงก็ยาก พลอย แนะนำในประเด็นนี้ว่า อาจต้องมองหาแรงบันดาลใจ โดยกรณีของตนเองคืออยากไปเที่ยวเมืองจีนโดยไม่ต้องง้อไกด์นำเที่ยว อีกทั้งชาวจีนยังมีบทบาทในธุรกิจต่างๆ มากมาย การเรียนภาษาจีนจึงเป็นประโยชน์ในการประกอบอาชีพ ตั้งแต่การเป็นแอร์โฮสเตสจนมาถึงเป็นครูสอนภาษาจีน
“หลักสูตรปริญญาโทที่พลอยเรียน เปิดเทอมมาถึงก็ต้องพูดภาษาจีน สื่อสารภาษาจีนเลย แต่ก็ยังอยากเชิญชวนคนที่สนใจอยากเรียนบริหารธุรกิจ และอยากได้
Connection มาลงเรียนค่ะ อาจจะหาเรียนพื้นฐานภาษามาก่อน เมื่อถึงเวลาเรียนจริงๆ ก็ต้องขยันมากขึ้นก็ตาม แต่พลอยคิดว่ามันคุ้มค่ากับการลงแรงและลงทุน” พลอย กล่าวทิ้งท้าย