#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/659449

วันศุกร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.49 น.
วันที่ 10 มิถุนายน 2565 นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมาย คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ กล่าวในรายการโหนกระแส ทางช่อง 3 HD33 ชี้แจงข้อสงสัยกรณีพลเมืองดีไปเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงหรือการกระทำผิดต่างๆ แล้วจะสามารถถ่ายภาพหรือคลิปวีดีโอแล้วนำมาเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ได้หรือไม่ โดยเฉพาะปัจจุบันที่กฎหมาย PDPA หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้แล้ว ว่า ตามหลักการแล้ว กฎหมาย PDPA เกิดขึ้นมาเพื่อคุ้มครองเจ้าของข้อมูล
ดังนั้นถ้าไม่มีเหตุผลทางกฎหมายย่อมไม่สามารถถ่ายได้ แต่กรณีที่ปรากฏเป้นข่าว เช่น มีการทำร้ายร่างกายกันเกิดขึ้น จุดนี้กฎหมายยกเว้นให้สามารถถ่ายได้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็ระบุความจำเป็น เช่น เรื่องการรวบรวมพยานหลักฐานทางกฎหมายเพื่อปกป้องชีวิตและร่างกาย นั่นหมายถึงเมื่อถ่ายมาแล้วต้องส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่สามารถไปเผยแพร่เองได้
“โดยหลักแล้ว เป็นพลเมืองดี เจอว่ามีการกระทำความผิด มีการทำร้ายร่างกาย มีพนักงานเจ้าหน้าที่กระทำความผิด เราหยิบกล้องขึ้นมาเราถ่ายได้เพราะเป็นประโยชน์สาธารณะ เรามีความจำเป็นต้องรวบรวมพยานหลักฐานไว้เพื่อป้องกันเรื่องชีวิตร่างกาย หรือเป็นหลักฐานการกระทำความผิด ดังนั้นการถ่ายถ่ายได้ แต่พอมีการไปเปิดเผยหรือแชร์ต่อในโซเชียล ตรงนี้ผิด เพราะโดยหลักเราไม่ใช่สื่อมวลชน เราไม่ใช่ตำรวจ ดังนั้นเวลาเขามีข้อทะเลาะเบาะแว้งกัน เราถ่ายรวบรวม ในทางกฎหมายเราก็ต้องส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ” นายไพบูลย์ กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวต่อไปว่า การนำภาพหรือคลิปวีดีโอเหตุการณ์ต่างๆ ที่เข้าข่ายกฎหมาย PDPA ไปโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ มีข้อยกเว้นเฉพาะกรณีเป็นสื่อมวลชน หรือเจ้าหน้าที่เท่านั้นในการรวบรวมพยานหลักฐาน อีกทั้งในการนำไปใช้ก็จะต้องเบลอหน้าบุคคลในภาพหรือคลิปด้วย ทั้งนี้ เนื่องด้วยกฎหมาย PDPA เพิ่งเริ่มบังคับใช้ หากเป็นกรณีความผิดส่วนตัว หรือความผิดเล็กน้อย เมื่อมีการไปแจ้งความ หรือไปร้องเรียนกับคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในปีนี้คงใช้วิธีการตักเตือนรวมถึงสั่งให้ลบภาพหรือคลิปนั้นออก แต่หากไม่ลบก็อาจมีโทษต่างๆ ตามมา
ส่วนกรณีการฟ้องคดีกันไป-มา โดยใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ตนมองว่าไมได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย เพราะในปีแรกจะเน้นทำความเข้าใจ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน หากเป็นความผิดส่วนตัวจะมีโทษเล็กน้อย สามารถถอนแจ้งความได้ เว้นแต่ข้อมูลบางประเภท เช่น ข้อมูลทางเพศ ข้อมูลความพิการ หรือข้อมูลสุขภาพ จะเป็นโทษทางอาญา ก็จะมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 5 แสนบาท-1 ล้านบาท
แต่อย่างคลิปการทำร้ายร่างกาย ยังไม่ถึงขั้นเป็นโทษร้ายแรง แต่ถ้าจะฟ้องก็ต้องไปฟ้องแพ่งกันเอง ซึ่งก็คงไม่คุ้มค่าใช้จ่าย และศาลคงไม่ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาในกรณีที่ไม่ร้ายแรง อีกทั้งการพิสูจน์ค่าเสียหายก็ทำได้ลำบาก หรือหากจะไปร้องกับคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กรณีนี้จะถามว่าไกล่เกลี่ยได้หรือไม่ หากไกล่เกลี่ยได้ก็จบ แต่สิ่งที่ควรทำคือเมื่อเจ้าของข้อมูลขอมาก็ต้องลบ ซึ่งหากแจ้งความไปแล้ว เมื่อคู่กรณีลบก็สามารถยอมความได้
“ยืนยันว่าในกรณีพบผู้กระทำความผิด หรือทำร้ายคน มีการทุจริต ถ่ายได้ แต่ถ่ายเก็บรวบรวมแล้วต้องใช้เป็นพยานหลักฐานส่งให้ตำรวจ ส่งให้ศาล หรือส่งให้ทางสื่อที่มีใบอนุญาตเขาเผยแพร่ได้ เต่ว่าเราเป็นแค่บุคคลธรรมดา เราไม่มีสิทธิ์ไปขยายความ หรือไปดำเนินการเผยแพร่ เพราะว่ามันจะเป็นเรื่องไปกระทบสิทธิ์เขา ฉะนั้นโดยหลักก็ควรจะเบลอ หรือไม่ก็ถ้าเขาขอให้มีการลบแล้วก็ควรจะลบให้ถูกต้อง” นายไพบูลย์ กล่าวย้ำ
ชมคลิปได้ที่ (นาทีที่ 42.15-47.53)
https://www.facebook.com/HKS2017/videos/1199847754161791/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
https://www.naewna.com/likesara/659128 หนุ่มเมาทำร้ายแฟนลากไปกับพื้น เจอลูกบ้านคอนโดเตะเรียกสติ แต่ยังกร่างไม่เลิก