#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/660322

วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.33 น.
ตามหา”ผู้รู้”พระธรรมเทศนาโดย…หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ณ วัดป่าอุดมสมพร เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๒
นั่งให้สบาย นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้ายตั้งกายให้สบาย เราต้องการความสุขความสบายวางท่าวางทางให้สบาย สง่าผ่าเผย ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ต้องกดต้องตึงวางให้สบาย พอกายเราสบายแล้ว วางดวงใจให้สบาย เมื่อใจเราสบายแล้วให้ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ อยู่ในใจเชื่อมั่นอยู่นั่น จึงให้นึกคำบริกรรมภาวนาว่าพุทโธ ธัมโม สังโฆพุทโธ ธัมโม สังโฆ สามหนแล้วให้นึก พุทโธๆ คำเดียว
หลับตา งับปากเสีย ให้ระลึกอยู่ในใจพุทโธคือความรู้ ความรู้อยู่ตรงไหนล่ะตาเราก็เพ่งดูที่รู้ว่าพุทโธ ให้กำหนดดู นี่เราอยากรู้หูก็ลงไปฟังที่รู้อยู่นั่น สติของเราก็จดจ่อ ดูอันรู้อยู่นั่นอย่าส่งใจไปข้างหน้ามาข้างหลัง ข้างซ้ายข้างขวา ข้างบนข้างล่างตั้งเฉพาะท่ามกลางอันรู้อยู่ ความรู้อยู่ตรงไหน เรากำหนดอยู่ตรงนั้นไม่ต้องหา วางให้หมด ดูอันรู้นั่นอยู่ นี่แหละเราจึงรู้จักว่าที่พึ่งของเรา
เมื่อจิตของเราสงบเป็นสมาธิ มันตั้งตรงแน่วอยู่ภายใน ใส รู้สึกเบาตนเบาตัวเมื่อจิตสงบแล้ว หายทุกข์หายยาก หายความลำบากรำคาญมีแต่ความเบามีแต่ความสบาย นั่นแหละ ที่อยู่ของตน นี่เรียกว่าเป็นกุศลกรรมเมื่อจิตของเรามีความเบาความสบายแล้ว มันนำความสุขความเจริญให้มันได้อุบายปัญญา ความรู้ความฉลาดเกิดตรงนั้น เราพัก เราจะมีกำลังสติของเรา สมาธิของเรา ปัญญาของเรา เกิดจากนั้น มันไม่เกิดจากที่อื่นไกลเรารู้นี่ จิตของเรามืด ผู้รู้นั่นพุทธะ แปลว่าผู้รู้เราอยากรู้มันเป็นอยู่ยังไง ผู้รู้ว่ามืดมันมี มันมืดเราก็ยึดเอาความมืดมาเป็นตนเสีย มันสว่างก็ไปยึดเอาความสว่างมาเป็นตนเสียนี่ มันเป็นอย่างนี้ มันทุกข์ก็ไปยึดเอาทุกข์มาเป็นตนเลยเราไม่กำหนดว่า ผู้รู้ว่าทุกข์มันมี ทุกข์ต่างหาก ผู้รู้ต่างหากมันเฉยๆ ก็ผู้รู้เฉยๆ มีผู้รู้มันไม่ได้เป็นอะไรซี่
อย่างพุทธะเป็นผู้รู้ เหนือหมดทุกอย่างความรู้อันนี้ มืดมันก็รู้ หลงมันก็รู้ท่านอาจารย์มั่นท่านเคยพูดแต่ก่อน ท่านร้องตะโกนแรงท่านว่าใครเรียนไป ถึงแต่อวิชชาก็ไปหยุดหละ ถึงแต่อวิชชาผู้ใดก็ว่าแต่อวิชชาคือความหลง ท่านบอกยังงี้หละผู้ใดรู้อวิชชาล่ะไม่ดู รู้แต่ว่าอันนั้นเป็นอวิชชา นั่น ท่านบอกยังงี้อวิชชาคือความหลง ใครเป็นผู้รู้อวิชชาล่ะ เราไม่ได้ดูแน่ะให้ดูผู้รู้อวิชชานั่นซิ มันก็เป็นวิชชาขึ้นมาล่ะอวิชชาคือความไม่รู้ วิชชาคือความรู้แจ้งเห็นจริงนี่ มันเป็นอย่างนี้
เราก็เพ่งดูผู้รู้นั้นอยู่ความรู้อันนี้ไม่ใช่เป็นของแตกของทำลาย และไม่เป็นของสูญหายนิดหนึ่งมันก็รู้ มันรู้อยู่หมด จึงว่าพุทธะคือผู้รู้ เราอยากรู้มันเป็นยังไง มันเป็นสุข เราไปยึดเอาสุข ผู้รู้สุขมันมีอยู่มันเป็นทุกข์ เราก็ไปยึดเอาทุกข์มาเป็นตน ผู้รู้ทุกข์มันมีอยู่ เราเป็นผู้ไปยึดเอาทั้งหมดนี่ จึงว่าอยากรู้มันเป็นอยู่ยังไง สิ่งทั้งหลายทั้งหมดไม่มีใครทำให้เราทำเอาเองทั้งหมด สุขทุกข์ ดีชั่ว เราไม่มีโอกาสอย่างคุณหลวงว่าเดี๋ยวนี้เรามีอะไร นั่งอยู่เดี๋ยวนี้ เรามีโอกาสเต็มที่ไม่มีอะไรซักอย่าง ดูแต่ดวงใจดวงเดียวนี้เท่านั้นนี่เราต้องฟังดู ทีนี้มันไปเกาะตรงไหนเล่าหัวใจของเรา
ภเว ภวา สัมภวันติ เราจะรู้จักภพที่อยู่ของตนภวะแปลว่าภพ เราเจริญภพภาวนานี้ ภวะแปลว่าภพภพน้อยๆ ภพใหญ่ๆ ที่เราไปยึดตรงไหนนั่นหละ ภพอยู่ตรงนั้นหละไปยึดเอาสุข นั่นมันก็เป็นภพ ไปยึดเอาทุกข์ มันก็เป็นภพยึดเอาดีมันก็เป็นภพที่ดี ยึดเอาชั่วมันก็เป็นภพที่ชั่วไปยึดเอาทุกข์ก็เป็นภพที่ทุกข์ นี่ที่อยู่อัตตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตนเมื่อจิตเราสบายแล้ว เราก็ได้ที่พึ่งอันสบายเมื่อจิตเราไม่สบาย เราก็ได้ที่พึ่งอันไม่สบาย นี่ มันเป็นอย่างนี้
ให้พึงรู้พึงเห็นซิ สันทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติรู้เองเห็นเอง ไม่ใช่ผู้อื่นเห็นเราเป็นผู้เห็นซี่ ให้มันรู้มันเห็นจริงแจ้งประจักษ์ซี่มันจึงหายความสงสัยในภพทั้งหลายภพน้อยๆ ใหญ่ๆ ที่ใกล้ที่ไกล ในนอกผู้นี้ทั้งหมดเป็นผู้ไปยึด ผู้นี้ทั้งหมดเป็นผู้ไปถือ ให้รู้จักนรกมันก็ไม่ได้อยู่ต้นไม้ภูเขาเลากา ในพื้นดินฟ้าอากาศนรกก็หมายความทุกข์ อะไรทุกข์เดี๋ยวนี้ ถ้าจิตเราทุกข์นั่นแหละตัวนรกนรกก็หมายความทุกข์ ภพหนึ่งเป็นอย่างนั้นสวรรค์หมายความสุข จิตเราเป็นสุข เราก็ได้ที่พึ่งอันสุขก็สบาย เย็นอกเย็นใจ หายทุกข์หายยาก หายความลำบากรำคาญไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความชั่วทั้งหลายมีแต่ความเบาความสบาย ใสอยู่ภายในผู้รู้อันนั้นความพ้นทุกข์ เราอยากพ้นทุกข์เราให้รู้จักว่าสิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวทั้งหมดเราไปยึดเอา
เราอยากพ้นทุกข์ก็ให้กำหนดดูซีถ้าจิตของเรามีทุกข์อยู่ มันก็ไม่พ้นทุกข์จิตพ้นทุกข์คือมันไม่ทุกข์ คือมันละมันวางหมดเมื่อมันละมันวางหมดแล้ว นั่นแหละมันพ้นทุกข์ตรงนั้นมันไม่ได้พ้นที่อื่น ผู้นี้เป็นทุกข์ นี่หละให้พากันกำหนดดูให้รู้ให้เพ่งเล็งลงไปซิ ให้มันแน่นอนลงไปซิ เชื่อมั่นลงไปซิสันทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติรู้เองเห็นเอง จะไม่เห็นอย่างไรล่ะจิตของเราเราสบายเราก็รู้ เราไม่สบายเราก็รู้
เอ้า ต่อไปต่างคนต่างฟังดวงใจของเรา ได้ความยังไงแล้วพิจารณาให้มันรู้เมื่อเราได้ยินเสียงทั้งหลายทั้งหมดให้รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีอันตรายแล้ว เราก็ไม่เดือดร้อน ตั้งดูความรู้ของเรานั่นเราอยากสุขก็วางจิตของเราให้สบายสังขารทั้งหลายเหล่านี้มันของไม่เที่ยงทั้งหมด สังขารมันเป็นทุกข์ทั้งนั้นเรากำหนดจิตของเราผู้รู้อันเดียวเท่านั้นนี่หละ ตนของตนคือผู้รู้ ผู้รู้นั่นแหละ
จิตวิญญาณอันนั้นหละมันไปก่อภพก่อชาติมันไปก่อที่ไหนเล่า คือ ไปยึดที่ไหนแล้วมันก็ไปเกิดที่นั่นเราได้แต่เดี๋ยวนี้ ได้สุขได้ทุกข์ มันต้องสร้างไว้แต่เดี๋ยวนี้ ต้องทำแต่เดี๋ยวนี้เหตุนี้เราจะนั่งสมาธิดูว่าจิตของเราตกอยู่ในชั้นภูมิใด เช่น กามาวจรกุศลนี้แบ่งเป็นสองนัยแบ่งเป็นอบายภูมิอันหนึ่ง แบ่งเป็นฉกามาวจรสวรรค์อันหนึ่งเรารู้ได้ยังไง แบ่งเป็นอบายภูมิคือจิตเราทุกข์ จิตเราไม่ดี จิตเศร้าหมอง จิตวุ่นวายนี่ไปทางอบายภูมิ ไปทางนรกจิตเราผ่องใส มีความเบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส นี่เป็นฉกามาวจรสวรรค์
ทีนี้ให้เราพิจารณา สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนเห็นแต่ภายนอก ไม่มีแก่นสาร ไม่มีสาระ เราละได้เรามาเห็นแต่สังขารร่างกายเท่านี้มาเห็นแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้มาเห็นอัตภาพร่างกายนี้ มันเกิดจากนี้ทั้งหมดเราก็มาพิจารณาสังขารร่างกายเรานี้ นะโม นี้ มันไม่มีแก่น ไม่มีสาร นะคืออันใดเช่น ปิตตัง น้ำดี เสมหัง น้ำเสลด บุพโพ น้ำเหลือง โลหิตัง น้ำเลือดเสโท น้ำเหงื่อ เมโท น้ำมันข้น อัสสุ น้ำตา วสา น้ำมันเหลวเขโฬ น้ำลาย สิงคาณิกา น้ำมูก ละสิกา น้ำไขข้อ มุตตัง น้ำมูตรสิ่งเหล่านี้เป็นของทิ้งทั้งหมด มิใช่เป็นของเอาสังขารร่างกายเรานี้ไม่เป็นแก่นเป็นสาร มีแต่กองทุกข์ทั้งนั้นไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่เป็นสัตว์เป็นบุคคล ไม่ใช่เป็นเราเป็นเขาเราก็ละรูปภพ ถึงอรูปภพ เหลือแต่จิตดวงเดียว มันวางกายหมดแล้วเห็นแต่จิตดวงเดียว ใส ว่างอยู่หมด นั่นรียกอรูปภพ ชั้นพรหม
ถ้าเรารู้จักภพทั้งสามนี้ว่ามันยังเป็นทุกข์อยู่ นำให้ทุกข์อยู่ภพทั้งหลายนี้ละกิเลส ละตัณหา ราคะ โลภะ ที่ยึดน้อยหนึ่งก็ตาม ยังกิญจิรูปัง ในรูปทั้งหลายนี้จิตมันวางหมดไม่เหลืออะไรจนนิดหนึ่ง ที่มืดที่สว่างไม่มีเป็นวิมุติหลุดพ้นหมด นั่นมันก็เข้าสู่ปรินิพพานไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตายไม่มีทุกข์ ไม่มีอะไร สังขารทั้งหลายไม่มีเป็นผู้ระงับดับหมดแล้ว ไม่มีอะไร เรื่องสมมตินิยมไม่มีจึงว่าวิมุติ แปลว่าหลุดพ้นหมดข้อนี้ตนของตนต้องรู้เอง จะอธิบายอยู่อย่างนี้มันก็เป็นสมมตินี่สมมติให้รู้จักหนทาง ผลที่สุดคือวิมุติหลุดพ้น เอ้า ต่อนี้ไปให้นั่งดูจิตของเราอยู่ในชั้นใด ภูมิใด
คัดลอกจากหนังสือ ๑๐๘ ปีหลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003